‘ในหลวง’ทรงห่วง กำลังพลชายแดน ลุยบูรณะปราสาท

“ในหลวง” ทรงห่วงใยกำลังพลปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศชายแดนไทย-กัมพูชา โปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเชิญสิ่งของพระราชทาน ส่งมอบกำลังใจและความห่วงใย   “มทภ.2” ลั่นกองทัพพร้อมดูแลเต็มที่ “ซาบีดา”    ยันเดินหน้าบูรณะโบราณสถานตามแนวชายแดน ย้ำไทยทำมาตั้งแต่ปี 2533 เขมรไม่เคยโวย

เมื่อวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี   เดินทางไปปฏิบัติภารกิจตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว โดยมี พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้การต้อนรับ ในการนี้ องคมนตรีได้รับฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง  ณ กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 3,  พื้นที่ปฏิบัติการบ้านคลองแผง, กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4 และพื้นที่ปฏิบัติการบ้านหนองจาน พร้อมเชิญสิ่งของพระราชทาน มอบแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันประเทศ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและแสดงความห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า  สถานการณ์ปัจจุบันกำลังทหารเราก็มีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการรบครั้งไหนก็ตาม ส่วนการจะเกิดการปะทะครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 หรือครั้งที่ 5 เราก็ต้องประเมินกันเป็นช่วงๆ แต่เรายืนยันว่ามีความพร้อมในภารกิจการปกป้องอธิปไตยของชาติตลอด ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องมีความกังวลว่าจะเกิดการปะทะกันขึ้นอีกหรือไม่ เพราะเรามีความพร้อม และทุกภาคส่วนก็ให้ความร่วมมือในการปกป้องชาติบ้านเมืองด้วยดี ซึ่งในเวลานี้หากเกิดการปะทะกันขึ้นอีก ตนเองไม่กลัว และพวกเราทุกคนก็ไม่กลัว พร้อมยืนยันจะปฏิบัติหน้าที่ให้อย่างดีที่สุด

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ (นปท.ทร.) ได้สนับสนุนกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตามแนวชายแดน ภายใต้การยึดมั่นกรอบและหลักการตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 นปท.ทร.สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดได้เพิ่มเติมในพื้นที่บ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมืองฯ จ.ตราด ประกอบด้วย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 4 ทุ่น สภาพค่อนข้างใหม่ และยังพบระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งไม่ใช่วัตถุระเบิดที่ผลิตจากโรงงาน แต่เป็นวัตถุระเบิดที่ถูกดัดแปลงจากสิ่งที่มีอยู่เดิมอีก 2 ชุด

วันเดียวกัน ที่พระนั่งอิศราวินิจฉัย  พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  (วธ.) แถลงข่าวการบูรณะปราสาทตาควาย กลุ่มปราสาทตาเมือนและโบราณสถานตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดย น.ส.ซาบีดากล่าวถึงกรณีกัมพูชายื่นหนังสือประท้วงขอให้ วธ.หยุดบูรณะปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือน โดยอ้างว่าเป็นของกัมพูชาว่า ปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือนเป็นโบราณสถานของไทย เพราะปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาเมือนโต๊ดได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ พ.ศ.2478 และรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณในการบูรณะระหว่างปี พ.ศ.2533-2539 จนสามารถบูรณะปราสาทประธานแล้วเสร็จสมบูรณ์ โดยปราศจากการทักท้วงหรือคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา

สำหรับปราสาทตาควาย เป็นโบราณสถานซึ่งตั้งอยู่ในเขต อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กรมศิลปากรได้สำรวจร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนของไทยมาตั้งแต่ พ.ศ.2544-2545 มีการจัดทำรายงานการสำรวจทางโบราณคดีเป็นหลักฐาน ซึ่งขณะดำเนินการสำรวจครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรยืนยันได้ว่า ไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาอยู่บริเวณดังกล่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินแดนไทย สภาพในเวลานั้น ตัวปราสาทตาควายยังมีความสมบูรณ์ กรมศิลปากรจึงไม่ได้ตั้งงบประมาณในการบูรณะ  แต่ได้บรรจุในบัญชีรายชื่อโบราณสถานที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน

น.ส.ซาบีดากล่าวว่า เหตุการณ์การปะทะของทหารไทยและกัมพูชาในช่วงเวลาที่ผ่านมา  ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า กัมพูชาได้ใช้ปราสาทตาควายเป็นฐานที่มั่นทางการทหาร ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อโบราณสถาน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าผิดต่อหลักการสากล ที่ห้ามใช้โบราณสถานเป็นที่มั่นหรือฐานปฏิบัติการทางทหาร ต่อมาภายหลังการหยุดยิง และไทยสามารถสถาปนาพื้นที่เหนือดินแดนปราสาทตาควายและกลุ่มปราสาทตาเมือนไว้ได้ สภาพที่ปรากฏคือ ความเสียหายอย่างมากของปราสาทตาควาย และร่องรอยความเสียหายของกลุ่มปราสาทตาเมือน วธ.จึงมอบหมายให้กรมศิลปากรทำการสำรวจเพื่อเตรียมการบูรณะโดยทันที ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดจำนวนมากภายในตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบ ซึ่งผลการสำรวจพบว่า ปราสาทตาควายจำเป็นต้องรีบดำเนินการบูรณะโดยด่วน เนื่องจากโครงสร้างของตัวปราสาทได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

“ได้มีการตั้งคณะกรรมการฯ เพื่อสำรวจศึกษาและหาแนวทางในการซ่อมแซมโบราณสถานตามแนวชายแดนที่ได้รับความเสียหาย  โดยจะลงพื้นที่ประสานกับฝ่ายความมั่นคง ทั้งนี้ แม้ว่าปราสาทตาควายจะเสียหายอย่างหนัก แต่ยืนยันว่าซ่อมแซมได้ ทางกรมศิลปากรจะนำผลสำรวจมาวางแผนและจัดทำคำของบประมาณเพื่อดำเนินการออกแบบและบูรณะต่อไป”

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลกังวลหรือไม่ว่าหนังสือประท้วงดังกล่าวจะทำให้เกิดการปะทะขึ้นอีกครั้ง น.ส.ซาบีดากล่าวว่า วธ.ไม่ได้ประสงค์นำประเด็นดังกล่าวไปสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ต้องการดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานสำคัญของชาติ เพราะเป็นหน้าที่ของ วธ. ยืนยันว่ากลุ่มปราสาททั้ง 3 แห่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นโบราณสถานของไทย รวมทั้งมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อบูรณะตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งตลอดเวลาที่ได้ดำเนินการมาไม่ได้รับการคัดค้านจากฝ่ายกัมพูชา จึงพิสูจน์ได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ในเขตของประเทศไทย ทั้งนี้ หลังจากบูรณะปราสาททั้ง 3 ส่วนแล้ว ทางกรมศิลปากรจะเร่งดำเนินการประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานอย่างเป็นทางการ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขอโทษประชาชน ‘อนุทิน’ ขออภัยในความปั่นป่วนให้รอรัฐบาลใหม่วิ่งฉิว!

นายกฯ เปิดงาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ยกมือไหว้ขออภัยและขอโทษประชาชนที่ตัดสินใจ 15 วันแรกพยุงราคาน้ำมัน

จ่อทูลเกล้าฯ‘ครม.หนู2’

“อนุทิน” ย้ำส่งชื่อ ครม.ต้นสัปดาห์หน้า เตรียมทูลเกล้าฯ "ครม.อนุทิน 2" 30 มี.ค.นี้ หลัง 35 รายชื่อผ่านด่านอรหันต์ตรวจเข้มคุณสมบัติ ชัดเพื่อไทยส่ง 3 ชื่อ "นิกร" แทน "ปุ๋ง" ขณะ "เดียร์ ขัตติยา-วิสุทธิ์" วืดอีกแล้ว

ปากีฯเป็นตัวกลาง เจรจายุติสงคราม

“สีหศักดิ์” ย้ำยังไม่ทราบชะตากรรม 3 ลูกเรือมยุรีนารี แต่อิหร่านเข้าถึงเรือแล้ว เผยหารือกับทูตตะวันออกกลางช่วยดูแลคนไทย เสนอประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียนหารือแนวทางลดความตึงเครียด ขณะที่ปากีสถานเป็นตัวกลางเจรจายุติสงคราม