แสวงยํ้าบาร์โค้ดลับปลอดภัย

“แสวง” ย้ำ "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง" อยู่บนหลักการโดยตรงและลับ ใช้กับหลักความปลอดภัย ยันการเปิดหีบบัตรเมื่อมีคำสั่งศาลว่าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น เชื่อ กปน.ถ่ายภาพได้เฉพาะเป็นบัตรเปล่า "กกต." แจง กปน.เปิดเผยข้อมูลผู้ใช้สิทธิมีความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง “เท้ง” ลั่นหากมีต้นขั้ว-บาร์โค้ดฉบับเดียวกันหลุดออกมาแค่เคสเดียวจะพิสูจน์ได้ว่าการเลือกตั้งนี้ไม่โดยตรงและไม่ลับ จี้ กกต.ทำลายบัตรโดยเร็วที่สุดอย่ารอศาลสั่ง "นิด้าโพล" เผยปชช.ไม่เชื่อเลือกตั้งมีทุจริต แต่หวั่น กกต.เอาผิดคนทุจริตไม่ได้

เมื่อวันอาทิตย์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความชี้แจงเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง โดยยืนยันว่า หลักการโดยตรงและลับ หลักการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและการเลือกตั้ง บาร์โค้ด (Barcode ) กับ 2 หลักการ คือ การออกเสียงโดยตรงและลับ

1.หลักการโดยตรงและลับ เป็นหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษชนในการเลือกตั้ง ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ของสหประชาติ (UN)  ว่าด้วยสิทธิทางการเมืองที่กำหนดว่าในการเลือกตั้งการออกเสียงต้องเป็นไปโดยตรงและลับ พูดแบบเข้าใจง่ายๆ คือ ลงคะแนนด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดทราบได้

2.หลักการความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่มาจากปฏิญญาสากลเช่นกัน ที่กำหนดว่าการเลือกตั้งต้องเสรีและเป็นธรรม (Free &Fair) กฎหมายจึงกำหนดเรื่องความปลอดภัยของบัตรและการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ป้องกันการปลอมแปลงบัตร การใช้บัตรปลอม การใช้บัตรข้ามเขต รวมทั้งการบริหารจัดการบัตร ควบคุมบัตรในการแจกจ่ายได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น

3.บาร์โค้ดกับ 2 หลักการ คือ ถูกนำมาใช้กับหลักความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง และความปลอดภัยของการเลือกตั้ง แต่หลักการความปลอดภัยต้องไม่กระทบสาระสำคัญของหลักลงคะแนนโดยตรงและลับ ต้องมีกระบวนการขั้นตอนที่ให้ 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้อย่างเรียบร้อย ในการเลือกตั้งทั้ง 2 หลักการได้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นกิจกรรมเดียวกันพอดี คือ ตั้งแต่ระยะเวลาที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแสดงตนรับบัตร รับบัตร เข้าคูหา หย่อนบัตรลงหีบ นับคะแนน นำบัตรและอุปกรณ์ไปส่ง ยุบรวมหีบ และจัดเก็บรักษา เพื่อให้ทั้ง 2 หลักการเดินไปด้วยกันได้ และให้การออกเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงมีการออกแบบการออกเสียงลงคะแนนทุกขั้นตอนเพื่อป้องกัน และสอบทานซึ่งกันและกันได้ อาทิ มีการเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัญชีผู้ใช้สิทธิ ในถุงที่เตรียมไว้ มีสายรัดไว้ แล้วเก็บไว้แยกหีบกัน การใช้บุคลากรในแต่ละขั้นตอนคนละชุดกัน อาทิ ที่หน่วยเลือกตั้ง คือ กปน. ที่รับบัตร คือ อนุอำเภอ และที่จัดเก็บเป็น สนง.กกต. จังหวัด เป็นต้น

และ 4.บาร์โค้ดกับการออกเสียงโดยตรงและลับ การใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง กรณีประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งถ่ายรูปบัตรที่มีบาร์โค้ดจะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใครแล้วหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ทราบอย่างแน่นอน แต่หากมีผู้พยายามอยากจะทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ใคร เป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นคนละส่วนกับการลงคะแนนโดยตรงและลับ ก็มีมาตรการในการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 3 คือ การเก็บบัตร ต้นขั้วบัตร บัตรชีรายชื่อ แยกจากกัน ในที่ปลอดภัย ไม่มีผู้ใดจะเข้าถึงได้โดยไม่มีคำสั่งศาล และหากจะเปิดหีบตามคำสั่งศาลก็เพื่อการเลือกตั้งที่มีการร้องว่าการเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น และการเปิดหีบเอกสารก็จะเปิดเท่าที่จำเป็น หีบใดหีบหนึ่งที่เกี่ยวกับคำร้องไม่ได้เปิดเอกสารทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน

'กปน.'ถ่ายบัตรลงคะแนนไม่ได้

การออกเสียงโดยตรงและลับ ใช้กับ ทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทุกคนของ กกต. กปน.ด้วย ที่เกรงว่า กปน.จะถ่ายรูปบัตร แล้วนำมาให้บุคคลภายนอก นั้น กปน.ที่อยู่ใกล้ชิดบัตรมีอยู่คนเดียว คือ กปน. ผู้ทำหน้าที่จ่ายบัตร นั้นถือว่า กปน. เป็นเจ้าพนักงานมีส่วนทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยสภาพถ่ายได้เฉพาะบัตรเปล่า เพราะเป็นช่วงจ่ายบัตร ยังไม่ได้มอบบัตรให้แก่ผู้สิทธิเลือกตั้ง

"แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยมีบาร์โค้ดจะทราบทันทีว่าบัตรนั้น เป็นบัตรจากหน่วยใด กปน.คนใดเป็นคนจ่าย สำนักงานจะดำเนินการในส่วนที่เกียวข้องว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งขณะนี้เท่าที่มีข้อมูลมีอยู่ 2 ราย ดังนั้น ต้องแยกมาตรการหรือกระบวนการออกเสียงโดยตรงและลับ แยกจากการกระทำผิดของบุคคล เช่น ในหน่วย มีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในฐานความผิดอื่นๆ บุคลนั้นก็ต้องรับในสิ่งที่ทำลงไป โดยกระบวนการไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด" นายแสวงระบุ

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงหลักประกันตามกฎหมายที่คุ้มครองความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงคะแนนเสียงเป็นไปโดยตรงและลับ  ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 146 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน ถ้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง เปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มาลงคะแนน เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อมูลเกี่ยวกับการมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครอง และห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการกดดันหรือแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง

สำนักงาน กกต.ขอยืนยันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปภายใต้หลักการออกเสียงโดยตรงและลับทุกขั้นตอนมีมาตรการทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่าข้อมูลและการตัดสินใจของตนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ. มี White Hacker หรือ แฮกเกอร์สายขาว ระบุช่องโหว่ในระบบของหน่วยงานภาครัฐ โดยมีวัตถุประสงค์ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งอุดช่องโหว่ ซึ่งเมื่อคืนก็ทราบว่าดำเนินการเรียบร้อยแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นคาดว่ามีข้อมูลของผู้ใช้สิทธิ์รวมถึงลำดับบัญชีรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละหน่วยซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถประกอบกันเพื่อระบุว่าประชาชนแต่ละคนไปลงคะแนนอย่างไรได้รั่วไหลออกไปยังสาธารณะหรือบุคคลที่ไม่หวังดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกส่วนคือบัตรลงเสียงเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดอยู่ด้านล่างมีข้อมูลส่วนหนึ่งถูกเผยแพร่อยู่ในโลกออนไลน์อยู่แล้ว เพราะเมื่อมีผู้ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งถ่ายภาพตอน กปน.ชูบัตรขึ้นมาจะเห็นทั้งบาร์โค้ดและเห็นว่าบัตรเลือกตั้งใบนั้นเลือกใคร

 “หากมีภาพต้นขั้วที่ใส่ลำดับพร้อมกับเลขบัตรที่อ้างอิงกับบาร์โค้ด ในหน่วยที่มีการสังเกตการณ์และภาพบัตรเลือกตั้งไว้พอดี ทำให้มีข้อมูลทั้ง 3 ส่วนประกอบกันได้เพียงแค่หนึ่งเคส ที่สามารถระบุได้ว่าประชาชนคนนั้นลงคะแนนเสียงให้ใคร จะสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่าการกระบวนการที่ กกต.อ้างว่าถึงแม้บาร์โค้ดจะอ้างอิงกลับไปได้ถึงต้นขั้วจริง แต่ทั้งหมดเป็นกระบวนการโดยตรงและลับนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดทั้งการเลือกตั้งมีหลายบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กปน. สื่อมวลชน และประชาชนที่ไปสังเกตการณ์ สิ่งที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้คือข้อมูล 2/3 ส่วน เผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว หากเจอแค่เคสเดียวก็พิสูจน์ได้แล้วว่ากระบวนการนี้ไม่โดยตรงและไม่ลับ" นายณัฐพงษ์กล่าว

'เท้ง' จี้กกต.ทำลายบัตร

เมื่อถามว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะมองว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้งได้หรือไม่  นายณัฐพงษ์กล่าวว่า โดยกระบวนการทางอาญาต้องพิจารณาถึงเจตนาภายในของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้แล้วตอนนี้คือเป็นความผิดพลาด ไม่ว่าจะเกิดจากการประมาท หรือตั้งใจที่จะออกแบบระบบการเลือกตั้งเพื่อให้ย้อนกลับไปได้ว่าประชาชนออกเสียงอย่างไร ก็เป็นความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ซึ่งข้ออ้างของ กกต.ที่ระบุว่าต้องการออกแบบระบบให้มีความปลอดภัยในการสอบได้ว่าไม่มีบัตรปลอม ไม่มีบัตรผี การใส่บาร์โค้ดให้ระบุแค่เลขเล่มเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่บาร์โค้ดที่ระบุแต่ละใบได้

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรค ปชน. ได้ดำเนินการไปหมดแล้วทั้งยื่นร้องต่อผู้ตรวจการ ในคดีอาญาตามมาตรา 157 และมาตรา 172 แต่ในส่วนของการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินและศาลปกครองกลางทราบว่ามีอีกหลายคนไปร้องเรียนแล้วคงไม่ได้ไปรองรับในส่วนนั้น

"อยากให้ กกต.ออกมายอมรับในข้อผิดพลาด สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือการเร่งรีบดำเนินการแก้ไขไม่ต้องไปประวิงเวลารอจนศาลมีคำสั่ง เพราะคงต้องใช้เวลาอีกนาน และยิ่งทิ้งเวลาไว้ระบบยิ่งมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เช่น อาจจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สามารถเข้าถึงหีบเลือกตั้งไปดึงข้อมูลในส่วนนั้นออกมา ถ้า กกต.ดำเนินการเองได้ในส่วนนี้คือการเร่งสั่งให้มีการทำลายบัตรโดยเร็วที่สุด และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วที่สุด น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรดำเนินการทันที" นายณัฐพงษ์กล่าว

เเหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งว่า ประเด็น กกต.ทำบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งและในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ถือเป็นการฝ่าฝืน รธน.2560 มาตรา 85 (กระทำการเลือกตั้งโดยไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง)และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 มาตรา 96, 164 (การทำเครื่องหมายใดๆลงในบัตรเลือกตั้ง) การกล่าวหา กกต.ในประเด็นนี้จึงเป็นการกล่าวหาว่า กกต.ทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทำผิดกฎหมาย การที่ กกต.ไปแถลงว่าแม้ทำ QR Code ก็ไม่รู้ว่าใครกาให้ใคร จึงเป็นคนละประเด็น เพราะนั่นเป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหาข้อกฎหมายที่ กกต.ถูกกล่าวหาอยู่ในเวลานี้

"ทันทีที่ กกต.ไปทำการฝ่าฝืนกฎหมายจึงเป็นความผิดทันที เพราะการทำเครื่องหมาย QR Code ย่อมนำไปถึงการไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งนั่นเอง กรณีนี้เคยมีบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วเมื่อปี 2549 ว่า การที่ กกต.หันคูหาเลือกตั้งออกทางเข้าคูหาอัน ส่อไปในทางที่จะไม่รักษาความลับของผู้มาใช้สิทธิ์เพียงเท่านี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าเป็นความผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อเท็จจริงว่ามีใครเป็นรู้ว่าใครกาให้ใคร ดังที่ กกต.แถลงแต่อย่างใด" แหล่งข่าวอัยการระบุ 

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล”  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “กกต. จะลงโทษผู้ทุจริตการเลือกตั้ง ได้ไหม” ระหว่างวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,310 หน่วยตัวอย่าง เมื่อถามประชาชนถึงการทุจริตการเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งของตนเอง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 40.08 ระบุว่าไม่มีแน่นอน รองลงมา ร้อยละ 23.51 ระบุว่าไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า, ร้อยละ 19.54 ระบุว่าอาจจะมี และร้อยละ 16.87 ระบุว่ามีแน่นอน

เมื่อสอบถามตัวอย่างที่ระบุว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งแน่นอนและอาจจะมีการทุจริตในเขตเลือกตั้งของตนเอง (จำนวน 477 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับความสามารถของ กกต. ในการลงโทษผู้ที่กระทำการทุจริตการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 58.28 ระบุว่าจะไม่สามารถลงโทษใครได้เลย รองลงมา ร้อยละ 28.93 ระบุว่าอาจจะลงโทษได้บ้าง บางกรณี, ร้อยละ 11.32 ระบุว่าจะสามารถลงโทษได้แน่นอน

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจของประชาชนต่อการทำงานของ กกต. ในการจัดการการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งของตนเอง พบว่า  ร้อยละ 38.55 ระบุว่าค่อนข้างพอใจ รองลงมา ร้อยละ 22.29 ระบุว่าพอใจมาก, ร้อยละ 20.84 ระบุว่าไม่ค่อยพอใจ, ร้อยละ 17.63  ระบุว่าไม่พอใจเลย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดกรุ 2 กกต. 'อนันต์' รวย 60 ล้าน 'สันทัด' มี 29 ล.

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 2 คน ทั้งกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ และกรณีพ้นจากตำแหน่งเดิม