'ดีเอสไอ' รับลูก ฟันผู้ค้า 'กักตุนน้ำมัน' รอมติบอร์ดเคาะเหมาคดีปลีกย่อยหรือเฉพาะคลังน้ำมันรายใหญ่

ดีเอสไอ เตรียมชงคดีบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่กักตุนน้ำมัน เข้าบอร์ดกรรมการคดีพิเศษเร็ว ๆ นี้ ฐานความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ ระบุ “ดีเอสไอ” ต้องประมวลคดีปลีกย่อยเกี่ยวกับน้ำมันที่ผิดปกติในเดือน มี.ค.69 ทั้งทางบก-ทางทะเลเสนอบอร์ดฯ ก่อนรอมติบอร์ดฯ

3 เมษายน 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีวันที่ 1 เม.ย. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะทำงานเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุด เพื่อดำเนินการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ในการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนธิกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากการลงพื้นที่ตรวจปฏิบัติการ คณะทำงานพบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 บางราย ปริมาณคงคลังในเดือน มี.ค.69 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ.69 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ดี น้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมจึงให้มีการตรวจสอบขยายผลต่อไปว่าเป็นกรณีที่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการขาย โดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มาตรา 31 หรือไม่ หากพบเป็นความผิด พาณิชย์จังหวัดในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาความผิดเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม ด้วยการที่มีน้ำมันไม่ปรากฏแหล่งที่มาเก็บไว้ในคลัง หรือมีแล้วแต่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร

โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถือเป็นการเอาเปรียบต่อสังคมในภาวะที่ทุกคนได้รับความเดือดร้อน ขณะที่ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดีเอสไอ ดำเนินการรับไว้เป็นคดีพิเศษเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติและบรรเทาความเสียหาย ผลกระทบของประชาชน ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมัน 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนพบข้อมูลว่ามีคลังน้ำมันบางแห่งได้มีการกักตุนน้ำมัน ซึ่งมีลักษณะการจ่ายน้ำมันผิดปกติ เข้าข่ายเป็นการกักตุนไว้สำหรับเก็งกำไร โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค.69 ที่มีการปรับลดอัตราชดเชยเงินกองทุนน้ำมัน เบื้องต้นพฤติการณ์ลักษณะที่ตรวจสอบพบนั้น เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เนื่องด้วยปริมาณคงคลังในเดือน มี.ค.69 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลัง มากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ.69 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน

นอกจากนี้ การกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม หรือมีแต่ปฏิเสธการขาย หรือประวิงการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเฉพาะคลังน้ำมันขนาดใหญ่ เป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย และถือเป็นความผิด

ทั้งนี้ ในขั้นตอนการจะรับเป็นคดีพิเศษนั้น เนื่องด้วยเรื่องดังกล่าวนี้ทางพาณิชย์จังหวัดยังสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกับตำรวจจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือพาณิชย์จังหวัดจะเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษโดยตรงกับดีเอสไอก็ได้ ซึ่งหากพาณิชย์จังหวัดได้ร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังตำรวจสุราษฎร์ธานีก่อน และเมื่อดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษเมื่อใด ดีเอสไอจึงค่อยรับโอนสำนวนและรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับทางคดีมารับไปดำเนินการต่อได้เหมือนกัน

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับความผิดปกติที่พบเจอจากการตรวจบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 นั้น จากข้อมูลของคณะทำงานพบว่า “บริษัท พีซี สยาม ปิโตรเลียม จำกัด” คือ จุดที่มีการกักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร เนื่องจากเดิมข้อมูลในเดือน ก.พ.69 บริษัทฯ มีการขายออกน้ำมัน 1.7 ล้านลิตร แต่พอในเดือน มี.ค.69 ที่มีการปรับลดอัตราชดเชยกองทุนน้ำมัน บริษัทฯ กลับขายออกน้ำมันเพียง 4 แสนลิตรเท่านั้น ถือว่าปริมาณน้ำมันคงค้างในคลังน้ำมันเยอะมากผิดปกติ ส่วนในจุดอื่นจะต้องมีการขยายผลต่อไป

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) มีการตรวจสอบพบว่าในห้วงเดือน มี.ค.69 พบความผิดปกติจากการเดินเรือเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือช้ากว่าเดิมอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลทำให้เกิดการกักตุนน้ำมันจากการชะลอการเดินทาง ซึ่งหากรวมแล้ว พบว่ามีน้ำมันที่เข้าไปเกี่ยวข้องจากการชะลอการเดินทางทั้งสิ้น 50 ล้านลิตรนั้น ข้อมูลส่วนนี้ทางดีเอสไอได้มีการประสานอย่างต่อเนื่องกับทาง ศรชล. อยู่แล้ว ซึ่งดีเอสไอ ก็ได้ขอให้ทาง ศรชล. ช่วยสกัดกั้นไว้ก่อนและสืบหาข้อมูลให้ดีเอสไอคู่ขนานกัน

ส่วนกรณีของ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตร. ที่มีการตรวจสอบการขนย้ายและกักตุนน้ำมันบริเวณพื้นที่จังหวัดอ่างทอง จังหวัดตาก (อำเภอแม่สอด) หรือจังหวัดนครสวรรค์ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 ในกรณีนี้ทางดีเอสไอต้องหารือในที่ประชุมอีกครั้งว่าข้อมูลจะครอบคลุมไปถึงคดีของตำรวจหรือไม่ เพราะต้องพิจารณาจากลักษณะของคดี เพราะอย่างไรแล้วก็เป็นเรื่องปลีกย่อยที่เกี่ยวกับน้ำมันในห้วงไทม์รายเดือน มี.ค.69

ยกตัวอย่าง หากดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ อย่างไรแล้วในเรื่องการสืบสวนสอบสวนข้อมูลเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันทั้งหมดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะต้องรับโอนมาไว้ในแฟ้มสำนวนคดีพิเศษเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องรอดูมติของบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) ก่อนว่าจะครอบคลุมรับเป็นคดีพิเศษไปถึงพฤติการณ์คดีกักตุนน้ำมันคดีปลีกย่อย หรือต้องเป็นคดีคลังน้ำมันรายใหญ่เท่านั้น

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า สำหรับฐานความผิดที่ดีเอสไอจะรับดำเนินการไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษเบื้องต้น คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งฐานความผิดดังกล่าวจะต้องเสนอเรื่องเข้าสู่บอร์ดบอร์ด กคพ. เนื่องด้วยเป็นความผิดอาญาอื่น ไม่สามารถใช้อำนาจของอธิบดีดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษได้

ซึ่งหากมีการประมวลเรื่องและข้อมูลคดีการกักตุนน้ำมันเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษแล้ว กรรมการภายในบอร์ดฯ ก็จะต้องพิจารณาหาหรือว่าจะสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษในประเด็นใดบ้าง และพฤติการณ์ทางคดีอย่างไรบ้าง หากบอร์ดฯ อนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ ทางอธิบดีดีเอสไอจึงจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และจะได้มีการแต่งตั้งพนักงาน/เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นเข้าร่วมเป็นพนักงานสอบสวนด้วยได้

ทั้งนี้ ในการประมวลเรื่องเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อขอรับมติสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษนั้น ทางดีเอสไอจะต้องรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน จึงจะประมวลเรื่องเสนอเข้าไป คาดว่าอาจอยู่ในช่วงสัปดาห์หน้า.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แถลงมติครม. เห็นชอบ 'ไทยช่วยไทยพลัส' อุ้ม 43 ล้านคน วงเงิน 1.7 แสนล้าน รับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พร้อมทั้งนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าวโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ดีเอสไอ จ่อหมายเรียก 6 โรงกลั่นน้ำมัน ส่อเจตนาปิดบังอำพรางเอกสารใบกำกับขนส่งทางเรือ

อธิบดีดีเอสไอ เผย 6 โรงกลั่นน้ำมัน ปิดบังเอกสารสำคัญใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ 166 ฉบับ ช่วงไทยประสบปัญหาวิกฤติตะวันออกกลางเดือน ไม่กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ส่อเจตนาปิดบังอำพรางเพื่อเวียนใช้เอกสาร หลัง “กรมธุรกิจพลังงาน”

ดีเอสไอ สางคดีคลังน้ำมันอ่างทอง ปลอมปมน้ำมันเชื้อเพลิง พิรุธตั้งคนขับรถเป็นกรรมการ แต่ยังไม่พบกักตุนน้ำมัน

"ดีเอสไอ" เตรียมออกหมายเรียก "กรรมการบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง" รับทราบข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง ภายในสัปดาห์นี้ หลังผลแล็ปยันชัด น้ำมันไม่ได้มาตรฐานตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีเจตนาลดต้นทุน เอาสารเคมีชนิดอื่นปะปนผสม ทั้งยังมีลักษณะใช้กรรมการนอมินีบังหน้าทำธุรกิจ

จบคดี 'ลุงเปี๊ยก' อสส.ชี้ขาดฟ้อง 7 ตร. ส่วน 'ผกก.อรัญฯ' รอด

'วัชรินทร์' อธิบดีอัยการสอบสวน เผย อสส. ชี้ขาดฟ้อง 7 ตำรวจ อุ้มทรมาน 'ลุงเปี๊ยก' ให้รับสารภาพฆ่าป้าบัวผัน ข้อหาหนักปกปิดชะตากรรม โทษสูง 15 ปี 'ผกก.' รอด หลังDSIไม่เเย้งอัยการปราบทุจริตภาค2

'สนธิญา' ร้อง 'ดีเอสไอ' รับคดีตี๋ซีโฟร์เป็นคดีพิเศษ

'สนธิญา' ร้อง 'ดีเอสไอ' รับคดีนายหมิงเฉิน ซัน เป็นคดีพิเศษ เหตุมีพฤติกรรมเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ-อั้งยี่ ซ่องโจร ค้านฟรีวีซ่า เป็นชนวนเหตุจีนเทา-จีนดำไหลเข้าไทยก่อเหตุอาชญากรรม