กองทัพบกแจงยิบปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังพบรายงานข่าวบิดเบือน ย้ำไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศเคร่งครัด ตอกย้ำไม่เกี่ยวข้องการเมือง
เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) ได้ชี้แจงกรณีการเผยแพร่รายงานข่าวในเพจเฟซบุ๊ก The New York Editorial เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่อ้างว่าประเทศไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและใช้กำลังเกินกว่าเหตุในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ข้อมูลดังกล่าวนอกจากขาดแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนแล้ว ยังมีเนื้อหาบิดเบือนที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยมีลักษณะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชาด้านเดียวที่มักนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จต่อนานาชาติมาโดยตลอด
พล.ต.วินธัยได้ชี้แจงรายประเด็นดังนี้ 1.ฝ่ายไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แม้กัมพูชาจะเป็นคนจุดชนวน แต่ไทยกลับยกระดับจนสร้างความเสียหายรุนแรง โดยอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ นั้น กองทัพบกยืนยันว่ายึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด การปฏิบัติการทางทหารพิจารณาตามระดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ตามกฎการใช้กำลัง และเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองโดยชอบธรรมตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเมื่อพบภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้น กองทัพบกต้องดำเนินการตามหน้าที่และสิทธิที่พึงมี ไม่เกี่ยวข้องกับการที่กล่าวอ้างว่าข้อพิพาทชายแดนเป็นเพียงเพื่อหวังผลชนะการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ แต่อย่างใด
2.ไทยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ จากกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิดบาดเจ็บเพียงนายเดียว ไทยกลับตอบโต้ด้วยเครื่องบินรบ F-16 และการโจมตีทางอากาศนั้น กองทัพไทยมีการประสานการปฏิบัติในทุกเหล่าทัพอย่างเหมาะสม เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยไทยและดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย ไม่ได้ตอบโต้เพียงเพราะเหยียบทุ่นระเบิด แต่เกิดจากการที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉากใช้อาวุธหนักโจมตีใส่กำลังทหารและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อน รวมทั้งใช้พื้นที่พลเรือนและแหล่งอาคารในชุมชนต่างๆ เป็นที่ปฏิบัติการทางทหาร ทำให้กองทัพไทยจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนอากาศยาน F-16 ร่วมปฏิบัติภารกิจ โดยไทยมุ่งเน้นเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยคุกคามต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์
3.ไทยใช้อาวุธผิดกฎหมาย กรณีระเบิดพวง ซึ่งเป็นอาวุธที่ทั่วโลกส่วนใหญ่สั่งแบน เป็นเหตุให้เด็กชายเซิน โสวัณ วัย 10 ขวบ ในพื้นที่ปราสาทพระวิหารต้องเสียชีวิตอย่างน่าสลดนั้น พล.ต.วินธัยระบุว่า เป็นการบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง การใช้กระสุนปืนใหญ่ทวิประสงค์ (DPICM) ขนาด 155 มม.นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายเป้าหมายทางทหาร ไม่ใช่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และไม่มีผลตกค้างในระยะยาว อีกทั้งไทยไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนคลัสเตอร์ เช่นเดียวกับหลายประเทศมหาอำนาจ ส่วนการเสียชีวิตของเด็กชายชาวกัมพูชานั้น จากการตรวจสอบพบว่าเป็นอุบัติเหตุจากการนำวัตถุระเบิดเก่ามาแกะเพื่อหาเศษโลหะนอกเขตพื้นที่ปะทะ ขณะที่ประเด็นปราสาทพระวิหาร ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้จงใจใช้โบราณสถานเป็นฐานที่ตั้งอาวุธหนักเพื่อโจมตีไทย จนทำให้สถานที่ดังกล่าวสูญเสียสถานะการคุ้มครองตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1954 ซึ่งกัมพูชาต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมนี้เอง
4.ไทยใช้สงครามจิตวิทยา กรณีเปิดเสียงผีร้องไห้ และเพลงงานศพดังสนั่นในช่วงตี 3 เข้าไปในหมู่บ้านของเรา เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กๆ โฆษก ทบ.ระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกของกลุ่มพลเรือนชาวไทย ที่ต้องการสื่อถึงความไม่พอใจต่อการรุกล้ำอธิปไตย
5.เกมการเมืองโดยรัฐบาลไทยใช้สถานการณ์ชายแดนและชีวิตของพวกเรา เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง พล.ต.วินธัยระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเรื่องคนไทยทุกคนที่เข้ามามีบทบาทจะโดยในทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม และไม่ใช่เกมการเมือง ของกลุ่มใดพรรคใด แต่เป็นเรื่องของคนไทยทุกคน ไม่เกี่ยวข้องกับการหาเสียงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองใดๆ
6.จนถึงวันนี้ ประชาชนของกัมพูชาเกือบ 98,000 คน ยังกลายเป็นผู้พลัดถิ่นนั้น เป็นข้อมูลเท็จ เกินเลยจากความเป็นจริงมาก ในบริเวณเขตพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ในจังหวัดสระแก้ว ที่ถูกประชาชนกัมพูชาบุกรุกมาตั้งแต่สมัยอดีต จะมีอยู่รวมกัน ไม่เกิน 1,000 ครัวเรือน หากนับเป็นรายบุคคลน่าจะอยู่ราวๆ หลักหลายพันคน ไม่ใช่ 98,000 หรือเกือบแสน อย่างที่กัมพูชาอ้างตัว และกรณี 3 หมู่บ้านนี้ กัมพูชาเองทราบมาตลอดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของไทย ที่ในอดีตให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการสู้รบของกัมพูชาเข้ามาพักพิง แต่เมื่อสงครามเสร็จสิ้น ประชาชนและทหารกัมพูชากลับไม่เดินทางกลับประเทศ ซ้ำยังขยายชุมชนรุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายไทยเองก็ได้มีการเรียกร้องหรือประท้วงผ่านกลไกคณะทำงานต่างๆ มาตลอด แต่กัมพูชากลับเพิกเฉย และไม่ยอมแก้ไขปัญหาในการนำประชาชนกลับไป
และ 7.ตั้งคำถามถึงประชาคมโลก จะให้ไทยรับผิดชอบต่อเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร พล.ต.วินธัยกล่าวว่า หากพิจารณาเหตุผลจากองค์ประกอบอย่างรอบด้าน ผู้ที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ควรเป็นฝ่ายกัมพูชา เพราะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด โดยเฉพาะใช้อาวุธยิงระยะไกลทำร้ายประชาชนคนไทย มีหลักฐานและข้อพิสูจน์สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน โดยฝ่ายไทยดำเนินการตอบโต้ไปตามหลักแนวทางของสากล ภายใต้สัดส่วนที่เหมาะสม โดยเฉพาะไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ทรัมป์’สั่งขึ้นภาษี15% เอกชนจี้‘รัฐ’เร่งเจรจา
"ทรัมป์" ระห่ำไม่เลิก! ประกาศขยับกำแพงภาษีใหม่เป็น 15% ยืนยันคำมั่นสัญญาที่จะรักษาเครื่องมือที่เข้มงวดของเขาไว้
โพลตบหน้าขี้แพ้ชวนตี พอใจผลการหย่อนบัตร
โพลตอกย้ำคนส่วนใหญ่พอใจผลการเลือกตั้ง นิด้าโพลเผยยุคสื่อออนไลน์ชี้นำสังคม
24ก.พ.นัดแบ่งเค้ก อนุทินลั่นยังไม่ปิดดีลร่วมรัฐบาล/ปรีดีปัดนั่งรมว.พลังงาน
"อนุทิน" พลิ้ว ยังไม่เปิดดีล จะปิดดีลตั้งรัฐบาลได้อย่างไร ย้ำรอสถานการณ์มีความชัดเจน
ส้มตีขลุมกกต.รับผิด!
เลือกตั้งใหม่ 3 จังหวัดระอุ! ทั้งที่ไม่มีผล คนแห่สังเกตการณ์จับจ้องบัตรเลือกตั้ง “ปชน.” ดาหน้าซัด กกต.ยอมรับเลือกตั้ง 8 ก.พ.มีปัญห
ศาลสั่งให้แพ้ภาษี ‘ทรัมป์’ด่ากราด!
ศาลสูงสหรัฐสั่งยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ชี้ใช้อำนาจฉุกเฉินเกินขอบเขต ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐตกอยู่ในความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจ โจมตีผู้พิพากษา
แจงปมช่องอานม้า ทบ.เผยไร้การปะทะ
กองทัพภาค 2 แจงปม “ช่องอานม้า” ปัดใช้อาวุธปืนต่อทหารกัมพูชา ย้ำยึดกฎใช้กำลัง พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน เตือนเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลกระทบชายแดน

