บุรีรัมย์กินรวบ! “โสภณ ซารัมย์” นั่งประธานสภาฯ ตามคาด ด้วยคะแนนเสียง 289 เสียง ชนะ “พริษฐ์” ที่ได้ 123 เสียง โชว์วิสัยทัศน์ดันสภาเป็นศูนย์กลางแก้ปัญหา ปชช. เร่งรื้อกฎหมายเก่าหวัง สส.เสนอ กม.ให้รัฐบาลแก้ปัญหาทุกมิติ "ไอติม" เพ้อสภาจะยืนอยู่ข้างใครระหว่าง ปชช.ผู้ทรงอำนาจสูงสุดกับกลุ่มอำนาจที่มีความพยายามครอบงำ ขณะที่ "มัลลิกา" นั่งรอง ปธ.สภาฯ คนที่ 1 "เลิศศักดิ์" นั่งรองฯ 2 ไร้คู่แข่ง
ที่รัฐสภา เวลา 09.30 น. วันที่ 15 มีนาคม มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 โดยเลขาธิการสภาฯ ได้เชิญนายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) และเป็นบุคคลที่มีความอาวุโสที่สุด (90 ปี) ทำหน้าที่ ประธานชั่วคราว จากนั้นได้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่เข้าประชุม 498 คน กล่าวปฏิญาณตนปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนฯ เพื่อให้ สส.มีอำนาจทำหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ
จากนั้นได้ดำเนินการตามวาระ ญัตติเลือกประธานสภาฯ และให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอนายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นประธานสภาฯ ต่อมา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เสนอนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานสภาฯ
นายโสภณกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ดำรงตำแหน่ง สส.อยู่ในสภา ได้เห็นทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ จึงหวังว่าจะนำประสบการณ์จากอดีตมาผสมผสานกับองค์ความรู้สมัยใหม่ เพื่อให้การทำงานของสภาเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน เพราะ สส.ได้อาสาเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และอำนาจหน้าที่ของสภาในฐานะสถาบันนิติบัญญัติมีอยู่ 3 ประการสำคัญ 1.การรับฟังและรับเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อนำมาบอกกล่าวให้สภารับทราบ และใช้กลไกของสภาในการผลักดันให้ฝ่ายบริหารนำไปแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม 2.บทบาทการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติต้องทำหน้าที่อย่างมีคุณภาพ มีความสมดุล และตั้งอยู่บนเหตุผล เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน
และ 3.การออกกฎหมาย ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของสภา โดยในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า สังคม การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและภูมิรัฐศาสตร์ของโลก รวมถึงความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่สงคราม ดังนั้นจึงอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นหลักสำคัญในการฟันฝ่าวิกฤตต่างๆ เคียงคู่กับรัฐบาล ด้วยการใช้กฎหมายและกลไกของสถาบันนิติบัญญัติเป็นเครื่องมือสำคัญ
นายโสภณกล่าวว่า ที่ผ่านมาการเสนอร่างกฎหมายส่วนใหญ่มาจากฝ่ายรัฐบาล แต่ครั้งนี้ตนอยากเห็นกฎหมายที่มีจุดเริ่มต้นจากสภาแห่งนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้ในการทำงาน เพราะปัจจุบันยังมีกฎหมายล้าสมัยจำนวนมาก บางฉบับไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน อีกทั้งในอดีตการออกกฎหมายใช้เวลานาน และหลายครั้งไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ ดังนั้นจึงหวังว่าสภาชุดนี้จะร่วมกันสังคายนากฎหมายเหล่านั้น ปรับปรุงหรือยกเลิกให้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันกฎหมายใหม่ที่จะออกมาจะต้องเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้แก้ไขปัญหาได้จริง มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกและประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านความรวดเร็วและประสิทธิภาพ
นายโสภณกล่าวว่า ประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นการใช้วาทกรรมเพื่อเอาชนะกันในทางการเมือง แต่ต้องการเห็นการออกกฎหมายที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สส.ทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน และร่วมกันเสนอร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
“สภาเป็นที่พึ่งและความหวังของพี่น้องประชาชน และต้องเป็นต้นแบบของการทำงานทางการเมือง หากเราไม่สามารถทำให้สภาแห่งนี้เป็นสถาบันที่สร้างศรัทธา เป็นเกียรติ เป็นศรี และเป็นสภาที่สง่างามได้ ก็ยากที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเติบโตอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไปสู่การพัฒนา ฉะนั้น หากผมได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ผมขอปวารณาว่าจะทำงานอย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน พร้อมทั้งจรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นายโสภณกล่าว
จากนั้นนายพริษฐ์กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ภารกิจสำคัญที่สุดของประธานสภาฯ คือการกอบกู้ความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อนักการเมืองในสภา เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าแม้สภาจะเป็นองค์กรเดียวในระดับชาติที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่หลายครั้งสภากลับทำลายศรัทธาของพี่น้องประชาชนไปมากเช่นกัน ส่วนคำถามว่าแล้วประธานสภาฯ จะทำอะไรได้ในภารกิจนี้ ถ้าเปิดดูข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 9 (1) ประธานสภาฯ จะต้องวางตนเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ตนเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนเห็นตรงกันว่าประธานสภาฯ จะต้องวางตนเป็นกลางระหว่างพรรคการเมืองทุกพรรคและสมาชิกทุกคน ไม่ว่าพรรคไหนทำผิดข้อบังคับ ประธานสภาฯ ต้องตักเตือนห้ามปรามด้วยมาตรฐานเดียวกัน พรรคไหนเสนอญัตติหรือกฎหมายอะไร ประธานสภาฯ ต้องปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน
นายพริษฐ์กล่าวว่า หากเราจะทำให้สภาเป็นองค์กรที่ประชาชนฝากความหวังไม่ได้ มี 4 เรื่องสำคัญที่หวังว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลาง คือ 1.ประธานสภาฯ คนต่อไปจะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่กับการเดินไปข้างหน้า ตนอยากเห็นสภาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากกว่านี้ เพื่อยกระดับงานของฝ่ายนิติบัญญัติ
2.จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส สิ่งหนึ่งที่สภาทำได้คือการจัดทำและเผยแพร่ Dashboard ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้ทันทีทันใด ว่า สส.บ้านเขาขาดประชุมหรือไม่อภิปรายมากน้อยแค่ไหน
3.จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีประชาชน ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ประชาชนเผชิญกับปัญหาปากท้อง ที่เขาอยากเห็นประธานสภาฯ ที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดี กลับนำงบประมาณไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง และที่ลงทุนกับการตกแต่งอาคารรัฐสภามากกว่าลงทุนกับการแก้ไขปัญหาของประชาชน 4.จะต้องไม่วางตนเป็นกลางระหว่างอำนาจของใครไม่กี่คนกับอำนาจของประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประธานสภาฯ คนถัดไปจะลุกขึ้นมาถือธงนำในการปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชนทุกคน ไม่ให้ถูกขัดขวางครอบงำโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ประธานสภาฯ คนถัดไปจะต้องทำทุกทาง เพื่อทำให้การได้มาและการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นเป็นอิสระจากการถูกทุกแทรกแซงโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน จะต้องทำให้กระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง รวดเร็ว เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนที่ได้แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา
“คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้อาจจะไม่ใช่คำถามว่า ใครจะได้เป็นประธานสภาฯ แต่คือคำถามที่ว่า 4 ปีข้างหน้าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะยืนอยู่อยู่ข้างใคร ระหว่างประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในประเทศกับกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม ที่อาจจะมีความพยายามในการครอบงำผู้แทนราษฎร" นายพริษฐ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงคะแนนลับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. เสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาต่อการเปลี่ยนแปลงการออกเสียง จากเดิมที่กำหนดให้เขียนชื่อผู้สมัครไป เป็นเขียนหมายเลขแทน โดยที่ประชุมได้ถกเถียงต่อประเด็นดังกล่าว ส่วนหนึ่งแสดงความเห็นคัดค้านและขอให้ใช้การเขียนชื่อเช่นเดิม
อย่างไรก็ดี สส.ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นสนับสนุนญัตติของนายรังสิมันต์ โดยทั้งนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรค ภท. ไม่ขัดข้องที่จะเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ทำให้นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานชั่วคราวของที่ประชุมได้วินิจฉัยให้เปลี่ยนแปลง โดยหมายเลข 1 เป็นชื่อของนายโสภณ และหมายเลข 2 เป็นชื่อของนายพริษฐ์ ขณะที่การโหวตงดออกเสียงให้เขียนคำว่า งดออกเสียง
ต่อมาเวลา 13.00 น. นายไพโรจน์ทำหน้าที่ประธานชั่วคราว ได้แจ้งผลการลงคะแนนเลือกประธานสภาฯ โดยมีสมาชิกเข้าร่วมลงคะแนนทั้งสิ้น 497 คน ผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายโสภณได้รับคะแนนเสียง 289 คะแนน ขณะที่นายพริษฐ์ได้รับ 123 คะแนน มีผู้งดออกเสียง 80 เสียง และบัตรเสีย 5 ใบ
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประธานชั่วคราวประกาศผลให้นายโสภณได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ สส.ในห้องประชุมต่างปรบมือแสดงความยินดีอย่างท่วมท้น
จากนั้นเวลา 13.00 น. นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ (ปชป.) ลุกขึ้นเสนอ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี พรรค ภท. เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง จากนั้น น.ส.มัลลิกากล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า อยากบอกทุกท่านว่า ขอให้เชื่อใจและมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการประชุม จะเป็นกลางและมีความเสมอภาคเที่ยงธรรมให้โอกาสพี่น้องทุกท่านเพื่อรับฟังความคิดเห็นของพวกเรา ในการประชุมตนจะขอใช้ข้อบังคับระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อบริหารเวลาในการพิจารณากฎหมายหรือญัตติต่างๆ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ต่อมาเป็นการเสนอชื่อรองประธานสภาฯ คนที่ 2 โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรรค ภท. เสนอชื่อนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย พรรคเพื่อไทย โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง
จากนั้นโดยนายเลิศศักดิ์กล่าวว่า ขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอชื่อต่อที่ประชุมสภาฯ ขอให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใสในทุกขั้นตอน และตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ เราจะยึดมั่นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและข้อบังคับของการประชุมอย่างเคร่งครัด
หลังจากนั้นนายไพโรจน์กล่าวขอบคุณ สส.ที่มาประชุม ส่วนการนัดประชุมครั้งถัดไปจะแจ้งให้ทราบอีกทั้ง จากนั้นได้ปิดประชุมเมื่อเวลา 13.13 น.
ทั้งนี้ ก่อนการประชุม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยภายหลังประชุมพรรคถึงทิศทางการโหวตประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ว่า ที่ประชุม สส.พรรคกล้าธรรมมีมติงดออกเสียงในการเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ
นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแจ้งมติของที่ประชุมสภาถึงการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ รวมถึงรองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน แล้วในวันนี้ หลังจากที่การประชุมได้แล้วเสร็จ และจากนี้เป็นขั้นตอนที่เลขาธิการ ครม.จะนำเรื่องกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อนำรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทรัมป์ปลุกมหาอำนาจ ป้อง‘ช่องแคบฮอร์มุซ’
“โดนัลด์ ทรัมป์” กวักมือเรียกมหาอำนาจช่วยกันรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ
‘ดีเอสไอ’ถอย! คดีเขากระโดง อ้างป.ป.ช.สอบ
“โฆษกดีเอสไอ” ยอมรับยุติสอบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวปมเขากระโดงแล้ว
อนุทินยํ้ากลั่นกรองชื่อ‘รมต.’
"อนุทิน" ออกประกาศิตถึงพรรคร่วมฯ ถ้าโผ ครม.ชื่อส่งมามีปัญหา ต้องเปลี่ยนตัวได้ จ่อนัดถกโควตา บอกยังไม่รู้โหวตนายกฯ 19 มี.ค.
สยบตื่น!กักตุนนํ้ามัน หนูยันมีสำรองสูงสุดในอาเซียน/เอกนิติขนผู้ค้าแถลงการันตี
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ศบก. สยบแตกตื่น! การันตีสต๊อกน้ำมันมีถึง 100 วัน
‘โสภณ’ ชนะขาดลอยนั่งประธานสภาฯตามคาด
ที่ประชุมสภาฯเลือกนาย “โสภณ ซารัมย์” นั่งประธานสภาฯ ฯ ตามคาด ด้วยคะแนนเสียง 289 เสียง ชนะ “ไอติม” ที่ได้ 123 เสียง
‘ไพโรจน์’ พร้อมทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว คาดใช้เวลาโหวต 3 ชั่วโมง
“ไพโรจน์” พร้อมทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว โหวตเลือกประธาน-รองประธาน คาดใช้เวลา 3 ชั่วโมง

