7-9เม.ย.แถลงนโยบาย

ภท.วางไทม์ไลน์แถลงนโยบาย 7-9   เม.ย. ดันแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ Thailand 10  Plus “ส้มเท้ง” เอาอีกแล้ว สัมมนาพรรคฝังเมล็ดพันธุ์แบ่งแยก บอกตอนนี้เป็นเรื่องการเมืองของชนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจไตรมาส 1 คนไทยยังปลื้ม “ณัฐพงษ์-ปชน.” สวนดุสิตโพลชี้ดัชนีการเมืองร่วงทุกด้าน แนะฝ่ายค้านแสดงบทบาทหาทางออกร่วมกับรัฐบาลมากกว่าการโต้คารมโวหาร

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันจันทร์ที่ 30  มี.ค. พร้อมเดินหน้าทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ขณะนี้พรรคภูมิใจไทย (ภท.)  วางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ก่อนสงกรานต์ ช่วงประมาณวันที่ 7-9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้น 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ Thailand 10 Plus  ซึ่งมี 4 ด้านคือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง,  นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน,  นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้านคือ ภัยธรรมชาติ, เศรษฐกิจ,  ความมั่นคง และสังคม              

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชน (ปชน.) ได้จัดสัมมนา สส.ที่พัฒนา สปอร์ต รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี เพื่อเตรียมความพร้อมการทำงานในสภา  โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงเป้าหมายการสัมมนาว่า เปรียบเหมือนการชวนทุกคนมาปลูกต้นไม้ ฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิด นั่นคือตัวตนแบบพรรคประชาชนที่ส่งต่อมาตั้งแต่อดีต  พรรคอนาคตใหม่และอดีตพรรคก้าวไกลช่วยกันทำให้ต้นไม้นี้เติบโต รากแก้วแข็งแรง แผ่กิ่งก้านสาขา

นายณัฐพงษ์ระบุว่า เมื่อดูวิธีการทำงานของพรรคการเมืองทั่วโลกจะเริ่มต้นด้วยคำถามว่า  เราตั้งพรรคการเมืองเพราะอะไร การปลูกฝังตัวตนแบบพรรค ปชน.ประกอบกับบริบทการเมืองไทยที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าการเมืองไทยวันนี้ไม่ใช่แบ่งระหว่างซ้ายกับขวา   แต่คือการแบ่งระหว่างบนกับล่าง คือการเมืองของชนชั้นนำกับการเมืองของประชาชน เป้าหมายของเราคือการเดินไปข้างหน้าเพื่อทำให้ประเทศนี้เป็นการเมืองของประชาชนมากยิ่งขึ้น

“โครงสร้างของพรรคเรียกว่าจตุสดมภ์ ประกอบด้วย พนักงานของพรรค เครือข่าย ผู้บริหาร นักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทุกคนในโครงสร้างของพรรคต้องมีดีเอ็นเอเดียวกัน คือตัวตนแบบพรรคประชาชน ได้แก่

1.ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน 2.ทำงานเต็มกำลังเพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน 3.ยึดมั่นในหลักคนเท่ากัน ยอมรับทุกความแตกต่างหลากหลาย ปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เป็น สส.แล้วทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนาย 4.ตระหนักรู้ว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคมวลชน ได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคจากประชาชน ต้องใช้จ่ายดำเนินกิจกรรมอย่างรู้คุณค่าทุกบาททุกสตางค์ โปร่งใสพร้อมให้ตรวจสอบได้เสมอ 5.ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอำนาจรัฐ พรรคประชาชนต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ผลักดันวาระและนโยบายของพรรคประชาชนไปสู่ความสำเร็จ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง และ 6.ไม่ยึดติดตัวบุคคล มุ่งทำงานตามอุดมการณ์พรรค เพื่อประชาชนเจ้าของพรรคและประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ ด้วยหลักการโดยประชาชน เพื่อประชาชน สร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรค ปชน.ยังต้องสร้างและขยายเครือข่ายเชิงพื้นที่ ให้ทุกพื้นที่มีคนที่เติบโตมาจากเมล็ดพันธุ์เดียวกันในการทำงานทางความคิด ขยายผลความร่วมมือเพื่อผลักดันวาระของประเทศไทยให้สำเร็จต่อไป

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจเรื่อง การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,500 หน่วยตัวอย่าง

โดยเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ในวันนี้ พบว่า 30.60% ระบุว่าเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน, 29.40% นายอนุทิน, 10.92% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์, 8.20% ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้, 8.08% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย, 2.64% พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ, 1.76% คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย, 1.56% นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคไทยภักดี, 1.28% นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พรรครวมไทยสร้างชาติ และ 1.16% พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

และเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า 35.80% พรรคประชาชน, 26.60% พรรคภูมิใจไทย, 12.04% พรรคเพื่อไทย, 11.64% พรรคประชาธิปัตย์,  4.60% ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้, 2.44% พรรคเศรษฐกิจ, 1.76% พรรครวมไทยสร้างชาติ, 1.28% พรรคไทยภักดี และ 1.24% พรรคไทยสร้างไทย

ขณะเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,181 คน โดยดัชนีการเมืองไทยเดือน มี.ค.2569 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.89 คะแนน ในขณะที่เดือน ก.พ.2569 ได้ 4.30 คะแนน โดยคะแนนชี้วัด 25 ตัวต่างลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ทั้งการปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง, การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้, ผลงานของนายกรัฐมนตรี และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นต้น

สำหรับ 5 อันดับกระทรวงรัฐบาลอนุทิน 2 ที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุด พบว่า 34.20% กระทรวงพลังงาน, 20.84% กระทรวงพาณิชย์, 18.70% กระทรวงการคลัง, 13.89% กระทรวงการต่างประเทศ และ 12.37% กระทรวงเกษตรและสหกรณ์             

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า คะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงสะท้อนผลจากการบริหารงานของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก แม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ภาพรวมยังเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ปัญหาในภาพกว้าง เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเพิ่มความกังวลและลดความเชื่อมั่นต่อการบริหารของภาครัฐในภาวะวิกฤต คะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดของเดือนนี้จึงเป็นผลจากการรับมือของรัฐบาลด้วยการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

ผศ.ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวจพบว่าดัชนีทุกตัวมีตัวเลขที่ลดลงต่ำกว่าเดือน ก.พ.ทั้งหมด และเป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนให้คะแนนดัชนีแต่ละตัวส่วนใหญ่ไม่ถึง 5 จากคะแนนเต็ม 10 มาตั้งแต่เดือน ธ.ค.2568 ทั้งนี้ หากเรียงลำดับจากมากไปน้อยจะพบว่า ผลงานของฝ่ายค้านได้คะแนนมากที่สุด 4.35 แต่ก็ลดลงจากเดือน ธ.ค.2568 ที่เคยทำได้ถึง 4.45  ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และเป็นนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง กลับได้คะแนนเพียง 3.49 ขณะที่กระทรวงพลังงานได้รับความคาดหวังมากที่สุดจากประชาชนสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนภายในประเทศ ณ เวลานี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน และควรพูดความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน  ฝ่ายค้านเองก็ควรแสดงบทบาทในการแสวงหาทางออกร่วมกับรัฐบาลมากกว่าการโต้คารมโวหารเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเอาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนมาเป็นตัวประกัน  ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐที่ล้มเหลวในภาวะสงคราม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นิด้าโพลเปิดคะแนนนิยมทางการเมือง 1/69 พบ เท้ง คะแนนนำ นายกฯอนุทิน

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569”

ขอโทษประชาชน ‘อนุทิน’ ขออภัยในความปั่นป่วนให้รอรัฐบาลใหม่วิ่งฉิว!

นายกฯ เปิดงาน Meet the Press “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” ยกมือไหว้ขออภัยและขอโทษประชาชนที่ตัดสินใจ 15 วันแรกพยุงราคาน้ำมัน