ลุยรื้อ‘ต้น ทุน ทิพย์’ คตร.สั่งพลังงานบี้โรงกลั่น ดีเซลแตะ47.74บาท/ลิตร

นายกฯ ลั่นหาทุกช่องทางช่วยลดภาระ ปชช. ย้ำไม่มีใครในรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากวิกฤตพลังงาน ซัดขบวนการลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชาเลว บอกน้อมรับเสียงวิจารณ์ทุกฝ่าย "เอกนิติ" ถก "คตร." นัดแรก สั่งพลังงานบี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนแท้จริง ก่อนลุยยกเครื่องค่าการกลั่น-ค่าการตลาด ชง ครม.ทุบโต๊ะ 6 เม.ย. "เอกนัฏ" เล็งตรึงค่าไฟเดือน พ.ค.-ส.ค.ให้อยู่ที่ 3.88บาท "ดีเซล" ขึ้นรายวัน "กบง." ปรับขึ้นอีก 3.50 บาท แตะ 47.74 บ.ต่อลิตร  "ม็อบ" บุกหน้าทำเนียบฯ จี้รัฐบาลแก้น้ำมันแพง

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 2 เม.ย.2569   นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลว่า ขณะนี้อยู่ที่การนำเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. ซึ่งรัฐบาลพยายามหาทุกช่องทางที่จะลดภาระของประชาชน

"เราต้องสร้างความมั่นใจว่าจะดูแลไม่ให้เกิดการกักตุน เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น ปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่พอถูกกว่ามาเลเซียในระดับหนึ่ง จะเกิดการกักตุนและมีการนำน้ำมันไปใช้ในพื้นที่อื่น ดังนั้นต้องหาจุดสมดุลที่ดี" นายอนุทินกล่าว

ถามว่า สถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทาง แต่ต้องดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง รายได้รัฐ สวัสดิภาพ และค่าใช้จ่ายของประชาชนด้วย ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ โดยมีเป้าหมายคือประชาชน ซึ่งต้องมั่นใจก่อนว่าที่มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอุ้มนายทุน หรืออุ้มธุรกิจ ฉะนั้นขอยืนยันว่าตนสำนึกอยู่เสมอว่าที่มาได้เพราะประชาชน ไม่มีทางแม้แต่จะคิดว่าจะเห็นคนอื่นดีกว่าประชาชน

"ไม่มีทางที่จะคิดปกป้องคนไหนก็ตามมากกว่าคนที่เลือกผมมา ตรงนี้ต้องขอพูดให้ชัดก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคนพูดเยอะแยะไปหมด เอาไปโพสต์ทำให้เกิดความสับสนในกระแสสื่อต่างๆ ขอย้ำว่าเราสำนึกเป็นอย่างดีว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใครเลือกเรา และให้ความไว้วางใจเรามา จำไว้เลยว่าไม่มีทางที่ผมจะเห็นใครดีกว่าประชาชน" นายอนุทินกล่าว

ซักถึงกรณีการจับกุมเรือที่อยู่ในกระบวนการลักลอบขนน้ำมันไปขายยังกัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้เราตั้งหน่วยไล่ล่าพวกกักตุนที่ฉวยโอกาสขึ้นราคา และลักลอบนำออกไปขาย ซึ่งก็มีอยู่บ้าง แต่ไม่ได้มีอยู่เยอะ ขณะเดียวกันหน่วยงานด้านความมั่นคงก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขอยืนยันเราจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เพราะถือว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ถามว่า การลักลอบขายน้ำมันให้กัมพูชารู้ตัวหรือไม่ว่าเป็นใคร นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแล้ว เพื่อปราบปรามดำเนินคดี เมื่อถามย้ำว่าพอจะเปิดเผยข้อมูลได้หรือไม่ว่าเป็นใคร นายกฯ กล่าวว่า มีเป็นในรูปบริษัท ซึ่ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จะมารายงานให้ทราบ ซึ่งทราบว่าขณะนี้มีการสนธิกำลังระหว่างตำรวจและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) รวมถึงทหารในการทำงานร่วมกัน

ครม.ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน

ถามว่า ในการลักลอบนำน้ำมันไปขายต่อที่กัมพูชาถือว่าเป็นข้อหาหนักหรือไม่ นายกฯ หันมาตอบเพียงว่า “ก็เลวอะครับ” พอถามอีกว่าเรียกว่าขายชาติได้หรือไม่ นายกฯ พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวต่อถึงปริมาณที่ลักลอบออกไปว่า ต้องขอดูก่อน และต้องใช้เวลา เพราะตัวเลขที่มาแต่ละที่ต้องมานั่งปรับจูนกัน เพื่อให้ตัวเลขเหมือนกันให้ได้ก่อนที่จะไปดำเนินการ ซึ่งตนไม่ได้ฟังจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวตัดสินใจผิดพลาด

เมื่อถามว่า ขณะนี้โลกโซเชียลตำหนินายกฯ ค่อนข้างเยอะ จะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทางตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกฯ เป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้ เมื่อซักว่าไม่เครียดใช่หรือไม่ นายอนุทินระบุเพียงว่า ก็ต้องบริหารให้ได้ จะบอกว่าอ่านแล้วยิ้มไม่รู้สึกอะไรไม่ได้หรอก แต่ที่รู้สึกไม่ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของประชาชนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่อย่างที่บอกว่าทุกคำวิพากษ์วิจารณ์จะมีข้อแนะนำ

ถามอีกว่า ได้ให้กำลังใจนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคมอย่างไรบ้าง เนื่องจากโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊มพีที นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก  ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่า ซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

พอถามถึงการทำงานของ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. สอบผ่านหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ข้อมูลที่สื่อสารกับประชาชนเป็นข้อมูลที่ได้จากการประชุม ศบก. ซึ่งการจะเป็นโฆษกไม่เกี่ยวข้องกับจะผ่านหรือไม่ผ่าน เพราะเขาไม่ได้คิดเอง แต่เป็นข้อมูลที่ได้รับรายงานจาก ศบก. ก็สื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบ

ถามว่า มีคนตำหนิเรื่องการตอบคำถาม นายกฯ กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ อย่างเมื่อเช้ามีแถลงจากทางสหรัฐก็ต้องมีการปรับเปลี่ยน แม้เราจะเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบก็ต้องมานั่งดูแลประโยชน์ของประเทศเราให้มากที่สุด

"จริงๆ บางอย่างต้องทำงานอย่างเดียวให้ผลงานเป็นที่พิสูจน์ ซึ่งบางอย่างก็บอกไม่ได้ว่าเราจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นข้อมูลและความลับทางราชการ แต่รับรองว่าทุกคนทำงานเต็มที่ และไม่มีใครในคณะรัฐมนตรีมีผลทับซ้อน จากสถานการณ์น้ำมันในขณะนี้ ผมยืนยันจริงๆ ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มี จะไม่พูดถึงขนาดว่าถ้ามีจะไม่เลี้ยงไว้ เพราะมันไม่มี ก็เลยไม่ต้องพูดคำอื่น" นายกฯ กล่าว

ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามัน 1 บาทว่า ยังไม่ได้ทำโครงรายละเอียด เพราะกระทรวงการคลังเสนอมาในหลักการว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งเขาต้องไปทำคำขอและรายละเอียดเสนอมาอีกที แต่หากต้องไปขออนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นเรื่องการใช้งบกลาง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวคิดว่าน่าจะรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ เพราะอีกไม่กี่วัน

ขณะที่นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุม คตร.ครั้งแรกว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคา กำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ราคาขายให้ผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7, มาตรการ 10 และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาภายในวันที่ 6 เม.ย.2569

เล็งถกราคาหน้าปั๊ม-โรงกลั่น

"เข้าใจว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊มน้ำมัน) อย่างมาก และยังส่งผลให้เกิด War Premiun หรือน้ำมันส่วนเกินที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบจริง จึงเป็นอีกประเด็นที่ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปคุยกับโรงกลั่นเพื่อศึกษาต้นทุนแท้จริงที่รวม War Premiun เพื่อจะได้นำมาคำนวณว่าตอนนี้ค่า War Premiun ที่ทุกคนกำลังอ้างถึง แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงควรจะเป็นเท่าไหร่ จะได้นำมาใช้ในการคำนวณค่าการกลั่น" นายเอกนิติกล่าว

ประธาน คตร.กล่าวว่า ได้เชิญโรงกลั่นมาชี้แจงประเด็นหนึ่งที่พบว่าในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ (ค่าเฟด) ค่าประกันต่างๆ ในราคาขายที่ตามปกติปัจจุบันไม่ได้นำมาคำนวณรวมแล้ว ตรงนี้ก็ควรจะถูกตัดออกไป จึงเป็นที่มาว่าให้กระทรวงพลังงานไปทำตัวเลขที่จะต้องไม่นับรวมค่าขนส่ง ค่าเฟด และค่าประกันต่างๆ ตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ค่าการกลั่นต่างๆ ควรลดลง โดยกระทรวงพลังงานจะไปเร่งทำข้อมูลสรุปทั้งหมด เพื่อนำมาเสนอ คตร.

"เราตั้งใจจะทำเรื่องนี้ให้เสร็จเพื่อเสนอที่ประชุม ครม.นัดแรกในวันที่ 6 เม.ย.2569 ยืนยันว่าเรื่องนี้ต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน จึงต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด” ประธาน คตร.ระบุ

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเรื่องค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่เห็นกันในขณะนี้ เป็นการคำนวณตัวเลขที่เกิดจากราคาขายส่งขายปลีกที่เป็นอยู่ ทำให้ราคามีความผันผวนมากในแต่ละวัน โดยในส่วนของค่าการตลาดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงวันที่ 2 เม.ย.2569 อยู่ที่ 1.95 บาทต่อลิตร

"ค่าการกลั่นปัจจุบันตัวเลขอยู่ที่ 13-14 บาทต่อลิตร ขณะที่เดือน มี.ค.2569 อยู่ที่ 7 บาทต่อลิตร ตรงนี้เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ไม่ใช่กำไร ซึ่งในส่วนต่างตรงนี้ยังมีค่าวัตถุดิบ Premiun ทั้งหลาย เนื่องจากตอนนี้ของหายาก โรงกลั่นอาจจะไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่มีการประกาศกัน ก็จำเป็นจะต้องมีการบวกค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยเข้าไปด้วย ฉะนั้นต้นทุนเหล่านี้จึงเป็นต้นทุนที่ไม่ปกติที่เพิ่มขึ้นมา" ปลัดพลังงานกล่าว

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน  ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "เจาะลึกทั่วไทย" ว่า หลังถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 7 เม.ย. จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ทันที โดยมีรัฐมนตรีพลังงานเป็นประธาน ซึ่ง กบง.มีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันทั้งหน้าปั๊มและโรงกลั่น

"นายกฯ ได้ตั้ง คตร.ขึ้นมาแล้ว ซึ่งวันนี้ได้มีการทบทวนตัวเลขค่าการกลั่นแล้ว ดังนั้นพอถึงวันที่ 6-7 เม.ย. ถ้าคณะทำงานชุดนี้มีข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเช้าผมจะสามารถใช้อำนาจในฐานะประธาน กบง. บังคับใช้ได้ทันที ซึ่งสามารถกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊มได้ หลังจากประกาศแล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ปฏิบัติตาม ซึ่งผมจะพยายามดำเนินการให้เสร็จก่อนสงกรานต์" นายเอกนัฏกล่าว

รมว.พลังงานกล่าวว่า นอกจากนี้ได้เตรียมพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. ให้อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเรียกเก็บเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งค่าไฟดังกล่าวจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พ.ค.69

"ในเดือนเม.ย.69 เป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ามาพอดี รัฐบาลมีอำนาจจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาสามารถพิจารณาทบทวนได้ จากหลายเหตุผล รวมทั้งวิกฤตด้วย" รมว.พลังงานกล่าว

ดีเซลพุ่งแตะ 47.74 บาท/ลิตร 

อย่างไรก็ตาม เวลา 17.30 น. คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) แจ้งผลการประชุมประจำวันที่ 2 เม.ย.2569 ที่ประชุมมีมติปรับลดอัตราเงินชดเชยน้ำมันดีเซล 3.51 บาท/ลิตร เป็น 14.27 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาท/ลิตร เป็น 47.74 บาท/ลิตร และน้ำมันไบโอดีเซล B20 ปรับลดอัตราเงินชดเชย 3.48 บาท/ลิตร เป็น 16.64 บาท/ลิตร ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการปรับเพิ่มขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร เป็น 42.74 บาท/ลิตร

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมคณะทำงานเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ซึ่งเป็นผู้ค้าขนาดใหญ่ที่รับผิดชอบพื้นที่การขนส่งน้ำมันในภาคใต้ตอนบน รวม 6 จุดว่า คณะทำงานพบข้อมูลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีบางจุดใน 6 บริษัทดังกล่าว ที่มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่ามีปริมาณน้ำมันคงคลังในเดือน มี.ค.69 มีปริมาณการรับเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าคลังมากกว่าการขายออกไป ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการประกอบธุรกิจในเดือน ก.พ.69 ที่มีการรับเข้าและจำหน่ายออกในภาพใกล้เคียงกัน

โฆษกดีเอสไอกล่าวว่า หากพบความผิดปกติจริงๆ ทางพาณิชย์จังหวัดจะเป็นผู้กล่าวโทษกับพนักงานสอบสอบสวนท้องที่ จากนั้นเมื่อมีองค์ประกอบความผิดใดเข้าข่ายกฎหมายตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ก็จะได้รับไปพิจารณาตามลำดับ เช่น หากเป็นคดีความผิดอาญาอื่น หรือเป็นเรื่องที่กระทบต่อเศรษฐกิจการคลังโดยตรง ก็จำเป็นต้องนำเรื่องประมวลเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ หากพบลักษณะการกระทำเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ ก็จะได้พิจารณาถึงฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่ และขยายผลไปสู่การดำเนินงานตามมาตรการฟอกเงินต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่เป้าหมายบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ จำนวน 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ถูกตรวจสอบ ประกอบด้วย 1.บริษัท พีซี สยาม ปิโตรเลียม จำกัด 2.บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังปิโตรเลียม สุราษฎร์ธานี 3.บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คลังปิโตรเลียม สุราษฎร์ธานี 4.คลังน้ำมันร่วมเชลล์ บางจากศรีราชา สุราษฎร์ธานี 5.บริษัท สตาร์ฟูเอล มาร์เก็ตติ้งจำกัด และ 6.บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)

วันเดียวกัน กลุ่มสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธาน สสรท. พร้อมผู้ชุมนุมราว 100 คน นัดชุมนุมที่หน้ากระทรวงพลังงาน และไปยื่นหนังสือถึงนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งแก้วิกฤตปัญหาน้ำมันแพง โดยขอให้รัฐบาลควบคุมราคาพลังงาน ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ยกเลิกการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนในสถานการณ์เฉพาะหน้าต้องกำหนดราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท

"เราจะชอบหรือไม่ชอบ เลือกหรือเลือกท่านเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อท่านได้รับเลือกจากพี่น้องประชาชน ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน แต่ถ้าไม่ทำ เท่ากับทรยศต่อประชาชน และข้อครหาว่าอุ้มนายทุนก็จะเป็นไปตามนั้นใช่หรือไม่" นายสาวิทย์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา‘2แม่ทัพใหม่’แก้วิกฤตพลังาน ผ่าโครงสร้าง-กู้ศรัทธาประชาชน

จากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลปล่อยราคาขึ้นตามกลไกตลาด จากรอบแรกปรับราคาขึ้นพรวดที่ 6 บาทต่อลิตร จนรัฐบาลโดนด่าระงม ล่าสุดวันที่ 2 เมษายน ปรับขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร

ชื่นมื่น! 'อนุทิน' ร่วมกินข้าวเที่ยง 'ยศชนัน-จุลพันธ์' ขอหลุดพ้นความขัดแย้ง มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี

นายกฯหนู กินข้าวกลางวัน อ.เชน-หัวหน้าหนิม ชื่นมื่นขอหลุดพ้นความขัดแย้ง เดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน มั่นใจอยู่ครบ 4 ปี มีเสถียรภาพ สร้างความมั่นใจนักลงทุน ส่วนนโยบายเศรษฐีเงินล้านส่อไม่ได้ทำตามที่หาเสียง หลัง “ยศชนัน” บอกไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล