คุมเข้มนายกฯลง3จว.ใต้ เตือนดับไฟก่อนลามทุ่ง!

ตรึงกำลัง-คุ้มกันเข้ม “นายกฯ อนุทิน” ลงพื้นที่ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส ปัญหา "แม่ทัพภาค  4" กับภาคประชาสังคมบานปลาย "ชมรมสถาบันปอเนาะ" จี้ย้ายด่วนขีดเส้นไม่เกินสิ้นเดือนนี้ หากไม่ทำตามจะยกระดับการเคลื่อนไหว แต่กองกำลังทหารพรานฯ ประกาศหนุนหลังเต็มที่ "สว.ไชยยงค์"   เตือนไฟลามทุ่งถ้าไม่รีบปรับความเข้าใจ

เมื่อวันที่ 16 เมษายน หน่วยงานด้านความมั่นคงและทหารในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ได้มีการเตรียมพร้อมในการดูแลพื้นที่ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และคณะ จะเดินทางมาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันศุกร์ที่ 17  เมษายนนี้ โดย พ.ต.อ.ฉัตรชัย ศักดิ์ดี ผกก.สภ.เมืองยะลา ได้ทำการปล่อยแถวกำลังพล 3 ฝ่าย  เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับภารกิจการเดินทางมาปฏิบัติราชการของนายกรัฐมนตรี โดยมีมาตรการในการเปิดแผนปฏิบัติการเชิงรุก ยกระดับการตรวจตราพื้นที่ทั้งในเขตเมืองและรอบนอกแบบเข้มข้นทุกชั่วโมง จุดตรวจแบบไม่คงที่ เพิ่มกำลังตำรวจจราจรและหน่วยป้องกันปราบปราม ตั้งจุดตรวจสกัดเพื่อคัดกรองบุคคลและยานพาหนะอย่างละเอียด ซึ่ง ผกก.สภ.เมืองยะลาได้เน้นย้ำความปลอดภัยในการตรวจสอบบุคคลที่ปิดบังอำพรางใบหน้าเป็นพิเศษ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนก เพื่อความปลอดภัยของคณะบุคคลสำคัญ

สำหรับกำหนดการและภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีตลอดทั้งวัน ประกอบด้วย ที่จังหวัดยะลา 10.05 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยัง ศอ.บต. (ห้องประชุมปัญจเพชร) เพื่อมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดและเศรษฐกิจ ติดตามการใช้งบประมาณ และยุทธศาสตร์ความมั่นคงมิติใหม่  11.10 น. ภารกิจที่ถูกจับตามองคือการเดินทางไปยัง “บ้านศรียะลา” เพื่อหารือข้อราชการเป็นการส่วนตัวกับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และมีรายงานว่า นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ จะเข้าพบ ณ จุดนี้ด้วย เพื่อหารือด้านมวลชนและการเมืองในพื้นที่ 

จากนั้นช่วงบ่ายลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. (ค่ายสิรินธร) โดยนายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ความมั่นคง กระบวนการพูดคุยสันติสุข และติดตามความคืบหน้าคดีสำคัญในพื้นที่ และ จ.นราธิวาส 14.20 น. ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก เพื่อประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาด่านพรมแดน เพื่อยกระดับการค้าข้ามพรมแดนและการท่องเที่ยวไทย-มาเลเซีย

ส่วนกรณีที่เกิดความขัดแย้งทางความคิดเห็น ระหว่าง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 กับผู้บริหารสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น สถาบันปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา และ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งมีอยู่จำนวนมากใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากกรณีแม่ทัพภาคที่ 4 นำประเด็นการใช้สถานศึกษาเป็นแหล่งบ่มเพาะ ที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้บริหารสถานศึกษาและภาคประชาสังคมในพื้นที่ มีการเคลื่อนไหวให้นายกรัฐมนตรีย้าย พล.ท.นรธิป โพยนอก ออกจากพื้นที่ โดยจะมีการยื่นหนังสือต่อนายกฯ ในวันที่ 17 เม.ย.

ทางด้านนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ไม่สบายใจกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ที่กำลังขยายวงและเดินเข้าสู่กับดัก ของบีอาร์เอ็นที่ออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนให้มีการย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 มีการใช้ไอโอ หรือสงครามข่าวสารของทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายบีอาร์เอ็น ฝ่ายภาคประชาสังคม และฝ่ายของ กอ.รมน. ซึ่งเป็นไอโอที่สร้างความแตกแยกและทำให้เกิดช่องว่างทางสังคมมากขึ้น มีการต่อสู้ด้วยการนำหลักฐานที่หน่วยงานความมั่นคงติดตามการบ่มเพาะและกิจกรรมต่างๆ ในหลายสถาบันการศึกษาที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมายความมั่นคง การโกงเงินค่าหัวของนักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในหลายแห่งที่เคยถูกดำเนินคดีมาเผยแพร่ เพื่อให้เห็นว่ามีการใช้สถาบันการศึกษาบางแห่งเป็นแหล่งบ่มเพาะจริง ในขณะที่อีกฝ่ายนำเอาเหตุการณ์ความผิดพลาดในอดีตของรัฐไทย ตั้งแต่เรื่องการสูญหายของหะยีสุหลง โต๊ะมีนา เรื่องการฆ่าอดีต สส. การยิงอดีต สว. และการซ้อมทรมานการอุ้มหาย เพื่อให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมในการแก้ปัญหาความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด และเรียกร้องให้ทหารอย่าเข้าไป ปฏิบัติการใดๆ กับปอเนาะ ตาดีกา ซึ่งการใช้ไอโอหรือทำสงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ได้สร้างความสับสน สร้างความเกลียดชังให้กว้างมากขึ้น

 “ขอให้รัฐบาล กองทัพ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้ความสำคัญกับเรื่องของไอโอและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน เพราะนี่คือการเดินเข้าสู่กับดักของบีอาร์เอ็น รวมทั้งให้ พล.ท.นรธิป แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ในเรื่องการที่แนวร่วมบีอาร์เอ็นใช้สถาบันการศึกษาหลายแห่ง ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ามีหลักฐานที่ชัดเจนมาแสดง ทุกฝ่ายได้เห็นว่าเป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ามีหลักฐานจากงานการข่าว และจากการเข้าไปสั่งให้สถาบันเหล่านั้นยกเลิกกิจกรรมที่ผิดกฎหมายมาโดยตลอด เพื่อทำความเข้าใจกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว   และขอให้ทุกฝ่ายยอมรับความเป็นจริงของสถานการณ์ในพื้นที่ อย่าได้กลายเป็นเครื่องมือของบีอาร์เอ็นที่ต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบสถาบันการศึกษาที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของบีอาร์เอ็น  และต้องการใช้สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพื่อบ่อนทำลายหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกฝ่ายต้องพูดคุยกันเพื่อยุติปัญหาความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะเป็นไฟลามทุ่ง” นายไชยยงค์ระบุ

วันเดียวกัน กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เผยแพร่ข้อความสนับสนุนแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า  “ขอยืนยันเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยยึดมั่นและดำเนินการตามนโยบายของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของพื้นที่ ตลอดจนสร้างหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

ทั้งนี้ ทาง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังได้เผยแพร่ข้อความระบุว่า ท่ามกลางความคิดเห็นที่หลากหลายและความรู้สึกที่แตกต่างของสังคม แม้ข้อเท็จจริงบางประการอาจไม่ถูกใจทุกฝ่าย แต่การยืนหยัดอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ถือเป็นความกล้าหาญที่ควรได้รับการยอมรับ และสังคมควรร่วมกันสนับสนุน

ส่วนที่โรงเรียนสันติวิทย์ อ.จะนะ จ.สงขลา ชมรมสถาบันปอเนาะ จ.สงขลา นำโดย บาบอซากี ยีกับจี เลขาธิการชมรมสถาบันปอเนาะ ร่วมกันอ่านแถลงการณ์กรณีแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป โพยนอก พูดพาดพิงสถาบันการศึกษาทั้งปอเนาะและตาดีกาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรงนั้น   สถาบันการศึกษาอิสลามปอเนาะในจังหวัดสงขลา สถาบันการศึกษาอิสลามที่เป็นรากฐานทางปัญญาและคุณธรรมของพื้นที่ ขอแถลงจุดยืนและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ 1.ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่บิดเบือนและด้อยค่าสถาบันการศึกษา เราขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ปราศจากฐานข้อมูลความจริง ซึ่งระบุว่าสถาบันการศึกษาเป็นบ่อเกิดของความรุนแรง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันเหล่านี้ได้ทำงานเคียงคู่กับกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานรัฐ เพื่อหล่อหลอมบุคลากรชั้นนำของประเทศ ทั้งจุฬาราชมนตรี ผู้นำศาสนา รัฐมนตรี นักการทูต แพทย์ พยาบาล และข้าราชการทุกหมู่เหล่า การกล่าวหาลอยๆ เช่นนี้ถือเป็นการดูหมิ่นเกียรติภูมิของครูผู้เสียสละและทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการศึกษาอย่างรุนแรง

2.ทัศนคติทางความมั่นคงที่บดบังการพัฒนา  การที่ผู้นำระดับสูงในโครงสร้างความมั่นคงมองการศึกษาผ่านกรอบของความหวาดระแวง ไม่เพียงแต่เป็นการ “สุมไฟใต้” ให้คุกรุ่นขึ้น แต่ยังเป็นการทำลายความไว้วางใจ (Trust) ระหว่างรัฐกับประชาชนที่สร้างมาอย่างยาวนาน สถิติความไม่สงบในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการทางทหารนำการเมืองที่ใช้อยู่นั้นสวนทางกับความจริงในพื้นที่ และสร้างความกังวลใจแก่ประชาชนเป็นวงกว้าง

3.ข้อเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบและมาตรการตอบโต้ ขอให้รัฐบาลพิจารณาสั่งย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 โดยทันที หรือภายใน 30 เมษายน 2569 เนื่องจากทัศนคติที่ไม่เอื้อต่อการสร้างสันติสุข หากมิได้รับการตอบรับ เครือข่ายสถาบันปอเนาะมีความจำเป็นต้องยกระดับการเคลื่อนไหวตามวิถีทางสันติ และจะขอระงับการให้ความร่วมมือในทุกกิจกรรมและทุกกรณีกับฝ่ายความมั่นคงนับจากนี้เป็นต้นไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ

การยุติสงครามมีความจริงจังมากขึ้น สหรัฐกำลังหารือเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพรอบที่สองกับอิหร่านในปากีสถาน

'สุรศักดิ์'จะนำข้อมูลยูธอลป.2030 หารือนายกฯ'อนุทิน'ด่วน ยอมรับเงิน5,700ล้านสูงมาก

รัฐมนตรีกีฬา รับปากเร่งนำข้อมูลจัดยูธโอลิมปิก 2030 เข้าหารือ นายกรัฐมนตรีด่วน ก่อนนำเข้าที่ประชุม ครม.ให้ทันวันที่ 21 เม.ย.นี้ ย้ำเห็นด้วยในหลักการ แต่ด้วยจำนวนเงินที่จัดสูงกว่า 5,700 ล้านบาท ทำให้ต้องมาดูรายละเอียดความคุ้มค่าและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ในสภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ปกติ

'อนุทิน' ตรวจปั๊ม 'สุโขทัย' ลุยเช็กสต็อก มั่นใจน้ำมันเพียงพอ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อติดตามสถานการณ์การให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีการเดินทางของประชาชนจำนวนมาก