'กรณ์' ซัดรัฐบาลเล่นลิ้น ออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำลายยับ 'วินัยการคลัง-ความมั่นคงประเทศ'

“กรณ์” งัดตัวเลขเศรษฐกิจ ไทยไม่มีปัญหาวิกฤติ-กระทบมั่นคง ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซัดรัฐบาลเล่นลิ้น วิกฤตค่าครองชีพ แนะใช้วิธีอื่นดีกว่า ลดค่าน้ำมัน ลดค่าไฟ ไม่ต้องกู้เพิ่มหนี้ทำลายความมั่นคงประเทศ

4 มิถุนายน 2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.)​ วิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 4 แสนล้านบาท นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอญัตติ ว่า เป็นหนึ่งในคนที่เสนอญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องติดตาม เนื่องจากเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ต้องคอยรอดูว่าจะวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ผ่านและใช้งานต่อไปได้หรือไม่

นายกรณ์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีประสบการณ์ในการที่จะพิจารณาพ.ร.ก.เงินกู้ มา2 ครั้งคือปี 2552 และ2555 ซึ่งเป็นการพิจารณาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ2560 ในมาตรา 172 ซึ่งระบุว่า พ.ร.ก.จะออกได้ ในกรณีเพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และในมาตรานี้ระบุอีกว่า การตราพ.ร.ก.ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อครม.เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2ครั้งที่ผ่านมาชัดเจนว่าการรากฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญมากที่สุดคือคำถามว่ามีเหตุผลทางความมั่นคงที่ต้องออก พ.ร.ก.จริงหรือไม่ แล้ววันนี้ประเทศมีปัญหาความมั่นคงอย่างไร รัฐบาลต้องพิสูจน์เรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการด้วยว่าโครงการต่างๆที่นำเสนอในพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นโครงการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมาแก้ไขประเด็นปัญหาที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นปัญหาระดับความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่ มีวิธีอื่นแทนการออก พ.ร.ก.หรือไม่

นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนว่าประเทศไทยประสบปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ตนขอฟังธงว่าไม่มี เศรษฐกิจอาจจะไม่สู้ดี แต่ไม่มีปัญหาทางความมั่นคง ซึ่งวิธีการประเมินว่าเศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่โดยปกติหลักๆจะดูในเรื่องของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศคือ จีดีพี แต่หลายฝ่ายพูดว่าลำพังเพียงแค่นั้นอาจจะไม่พอ ซึ่งต้องดูทุนสำรองระหว่างประเทศ การจัดเก็บรายได้ภาษีโดยรัฐบาล ถ้ารัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีตามเป้าหมายที่กำหนดไว้เค้าถือว่า เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจยังมีความมั่นคงอยู่

จากรายงานการจัดเก็บภาษีช่วง 7 เดือนแรกซึ่ง รวม 2 เดือนที่มีวิกฤติสงคราม พบว่าเก็บภาษีเกินเป้า 3.1 หมื่นล้านบาท ทำให้มีเงินคงคลังโดยรวมสิ้นเดือนเม.ย. เกือบ 3แสนล้าน เพิ่ม 14% เทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งไม่ใช่สภาพการคลังที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในวินัยกรอบการคลัง ขณะนี้ตัวเลขจีดีพี สภาพัฒน์ประกาศตัวเลขเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจไทยโต 2.8% เกินกว่าที่ทุกหน่วยงานคาดการณ์ไว้ ดังนั้นอัตราการเติบโตแม้จะไม่โตตามที่คาดหวังแต่ห่างไกลจากคำว่าวิกฤติ หากดูเรื่องทุนสำรอง เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เผยว่าเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท สูงสุดระดับต้นในโลก และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประเทศไทยมีมา

นายกรณ์ กล่าวว่า หากวัดตัวเลขและภาวะในประเทศแล้ว ไม่ใช่อยู่ในภาวะวิกฤติ หรือเป็นปัญหาความมั่นคงที่เป็นวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลบอกว่าห่วงค่าครองชีพของประชาชน ก็มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ทั้งลดราคาน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ค่าครองชีพถูกลงได้ ทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลระยะยาวต่อประเทศ หากทุกรัฐบาลอ้างสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่อนข้างปกติในปัจจุบัน ออก พ.ร.ก. ในอนาคต มาตรา 172 จะไม่มีความหมาย และกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะไม่มีความหมายและทุกรัฐบาลสามารถกู้เต็มเพดาน ออก พ.ร.ก.เพิ่มเติมได้ สุดท้ายเศรษฐกิจจะไปไม่ได้

“ฝ่ายรัฐบาลอาจบอกว่าฝ่ายค้านมองไม่เป็นวิกฤต แต่รัฐบาลมองว่าเป็นวิกฤติค่าครองชีพ ถือเป็นการเล่นลิ้น การเมืองพอเล่นได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น หากมีทัศนคติออก พ.ร.ก. แบบนี้ หากกังวลและห่วงค่าครองชีพประชาชนมีวิธีอื่น โดยเฉพาะลดราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนพลังงานลด ไฟฟ้าลดลง ไม่ต้องกู้ เพราะการกู้ทำให้เพิ่มหนี้สินประเทศ และ ความมั่นคงถูกทำลาย”นายกรณ์ อภิปราย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ยุทธพร' ชี้ 'ไทยช่วยไทยพลัส' คือนวัตกรรมการคลัง พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40” ว่า ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการคลังที่มีความลุ่มลึกและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดของไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความผันผวน ทั้งปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก และกำลังซื้อประชาชนที่อ่อนแรง

ผู้นำฝ่ายค้าน ฉะรัฐบาลฉวยวิกฤต กู้เงิน 4 แสนล้าน หวังเงินทอนให้บางพรรคในระบอบสีน้ำเงิน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ​ อภิปรายเสนอญัตติว่า การใช้เงินกู้ตามพ.ร.ก.ดังกล่าวพบพิรุธในหลายประเด็น เช่น เงินกู้ส่วนที่ใช้เยียวยา วงเงิน 1.8หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในกองทุนประชารัฐสวัสดิการ

'กล้าธรรม' หนุนตั้ง กมธ.ติดตามใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน จับตาคนใกล้ชิด รมต. เปิดบริษัทธุรกิจพลังงาน

สภาฯ ถกญัตติด่วน ตั้ง กมธ.วิสามัญติดตามเงินกู้ 4 แสนล้านบาท "กล้าธรรม" เสนอเจียดเงิน 2 แสนลบ.ก้อนหลังมาซอยใช้วิจัย-นวัตกรรมใหม่จากพลังงานไฮโดรเจน หวั่น คนใกล้ชิด รมต.ไปเปิดบริษัทโซลาร์เซลล์-หลอดไฟฟ้า ทำฉีกกลไกตลาด

ลำบากก็ต้องมา! ผู้สูงอายุเหมารถมาธนาคาร ยืนยันตัวตน 'บัตรคนจนรอบใหม่' บางคนดีใจจนน้ำตาไหล

บรรยากาศการยืนยันตัวตนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน วันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เดินทางมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า บางรายรวมกลุ่มกันเช่ารถพ่วงข้างและรถกระบะ หารค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันเพื่อเดินทางมายังธนาคาร เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

ตีปี๊บรายวัน รัฐบาลเผย 'ไทยช่วยไทยพลัส' ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน

นายกฯ เผยคลังพร้อมปรับปรุงแก้ไข 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' คนแห่ร้องเกณฑ์ใหม่ตัดสิทธิอื้อ

"อนุทิน" โว "ไทยช่วยไทยพลัส" กระแสดี คนขออย่าให้หยุด บอก “บัตรคนจน” พร้อมรับฟัง หลังเสียงวิจารณ์หลักเกณฑ์รอบใหม่เข้มเกินไป ยันจะทำโครงการต่อไปให้โดนใจ