'ดร.ณัฏฐ์' ชี้กับดักแก้ รธน. ต้องผ่านด่าน สว. 67 เสียง

นักกฎหมายมหาชนชื่อดังวิเคราะห์ แม้ประชามติรอบแรกมีผู้เห็นชอบกว่า 21.2 ล้านเสียง แต่การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่ฉบับใหม่ยังติด “กฎเหล็ก 2 ชั้น” ตามมาตรา 256 ต้องได้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 67 คนทั้งวาระ 1 และวาระ 3 มองโอกาสผ่านร่างแทบเป็นศูนย์หากรวบรวมเสียงวุฒิสภาไม่ได้

5 มิถุนายน 2569  - สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถอนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯเพื่อนำไปปรับร่างแก้ไขใหม่ ภายหลังพรรคภูมิใจไทยมีมติให้ สส.ถอนรายชื่อออกจากร่างเสนอญัตติฯดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนกล่าวว่า ในการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามพี่น้องประชาชนว่า เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่  โดยประชาชนเสียงข้างมาก  21.2 ล้านเสียง มีฉันทามติเสียงข้างมาก เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นขั้นตอนในการหยั่งเสียงประชามติรอบแรกเท่านั้น เพื่อสอบถามความต้องการของประชาชน โดยยังไม่มีร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนในปี 2539 ในรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว  

ก่อนหน้านี้ ปรากฏใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “รัฐสภามีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามเจ้าของอำนาจในการสถาปนาอำนาจรัฐธรรมนูญทั้งก่อนและหลัง”

และ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “รัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนในการจัดทำประชามติ 3 ครั้ง” โดยคำวินิจฉัยในข้อสาระสำคัญว่า “รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”

หากพิจารณาถึงข้อสาระสำคัญ ที่ว่า รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ย่อมหมายถึง กระบวนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม ไม่สามารถกระทำได้ เป็น “ข้อห้ามเด็ดขาด” และ ทุกองค์กร ต้องถือตาม โดยปรากฎชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคท้าย ที่ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเด็ดขาด ผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ในการออกเสียงลงประชามติไปแล้ว ทั้งก่อนเสนอร่าง ขณะเสนอร่าง และร่างปรับแก้ผ่านสมาชิกรัฐสภา เป็นประชาธิปไตยทางตรง จะใช้สิทธิสองทางในเรื่องเดียวกันไม่ได้  เพราะการเลือกตั้ง สสร. เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม เทียบเคียงกับการเลือกตั้ง สส. ส่วนการลงคะแนนออกเสียงประชามติ เป็นประชาธิปไตยทางตรง  

การได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ คณะ “สสร.” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นการขาดหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยฯหรือไม่  เพราะกระบวนการใช้สิทธิโดยตรงในการออกเสียงประชามติ เป็นกระบวนตรวจสอบและสิทธิเฉพาะตัวของประชาชนโดยตรงไปในตัว ทั้งก่อนและหลังผ่านร่าง  เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และ 18/2568  

ส่วนที่ถามว่า กลไกแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านด่านประชามติเสียงข้างมาก 21.2 ล้านเสียง โอกาสที่จะผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ เพียงใด นั้น

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ผลประชามติ แสดงว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 และไปแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อกำหนดที่มาของ สสร. ทั้งสองประเด็นแยกคนละส่วนกัน

ดังจะเห็นได้จาก ประชามติ รอบแรก เป็นการหยั่งเสียง ประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย  ส่วนประชามติรอบที่สองและรอบที่สาม ต้องผ่านเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยข้อกฎหมายจะมีกับดัก กฎเหล็กถึง 2 ชั้น โดยซ่อนไว้ใน ในวาระที่ 1 และ วาระที่ 3  โดยข้อกฎหมายกำหนดให้มี เสียง สว.จำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม หรือ จำนวน 67 คน  ปรากฎชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(3) และมาตรา 256(6)

"ตัวแปรไม่ได้อยู่ที่มติเห็นชอบภาคประชาชน จำนวน 21.2 ล้าน เสียง แต่ตัวแปรหลัก อยู่ที่กระบวนการและกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเจอกับดักเป็น กฎเหล็กถึง 2 ชั้น ในวาระที่ 1 และในวาระที่ 3  หมายความว่า นอกจากเสียงข้างมากของ สส.แล้วจะต้องเจอกับดับ สมาชิกรัฐสภา ซีก สว.  ต้องผ่านด่าน สว. ซึ่งเป็นกับดักและเป็นตัวแปรสำคัญ โอกาสผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทบเป็นศูนย์ เว้นแต่ รวบรวมเสียง สว.ได้ ไม่น้อยกว่า 67 คน" ดร.ณัฐวุฒิ ระบุ.     

  

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘กล้าธรรม’ ถอนชื่อหนุนแก้ รธน.เพื่อไทย หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาลฯ ปม สสร.

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และโฆษกพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า พรรคกล้าธรรมได้พิจารณารายละเอียดของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ โดยเฉพาะใน

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ข้อเสนอใช้ 'ครม.' แทน 'คณะองคมนตรี' ขัดหลักความเป็นกลางทางการเมือง

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัดแนวคิด “ปิยบุตร” ใช้ “คณะรัฐมนตรี” แทน “คณะองคมนตรี” เป็นการลดทอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ขัดต่อหลักความเป็นกลางทางการเมือง

กางไทมไลน์จัดทำรธน.ฉบับใหม่ คาดประกาศใช้กลางปี 72

“นิกร" เผยไทม์ไลน์จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ คาดประกาศใช้ เม.ย.-พ.ค.72 เข้าวาระแรก มิ.ย.69 โหวตวาระ 2-3 ต.ค. 69 ทำประชามติครั้งที่สอง ม.ค.- ก.พ. 70 ประชามติครั้งที่สาม  ก.พ. 72

ดีอยู่พรรคเดียว! ณัฐพงษ์อัดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภูมิใจไทยผูกขาด

'ณัฐพงษ์' อัดร่างแก้ไข รธน. ภูมิใจไทย ขัด 3 หลักการ ชี้ ล็อกสเปกเปิดทางผูกขาด บอกขอไม่วิจารณ์แทน 'กล้าธรรม' อยู่ฝ่ายค้านจริงหรือไม่ พ้อไม่คิดเซ็น MOA รอบ 2 จ่อยื่นร่างฉบับ 'พรรคประชาชน' ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้