“สิทธิโชติ” ลั่น กกต.ไม่กังวลฝ่ายค้านจ่อเปิดหลักฐานฮั้ว สว.สุดสัปดาห์นี้ ย้ำยึดสำนวนชุด 26 เป็นหลัก-ความเห็นอนุฯ 36 แค่ประกอบ ชี้มติส่งศาลฎีกาหรือยกคำร้องทุกคนต้องมีเหตุผลรับผิดชอบต่อสังคม ยันไม่ยื้อกรอบเวลา คาดสัปดาห์สุดท้าย ไล่พิจารณาครบ 7 ข้อหา ก่อนเว้น 1 สัปดาห์ให้ กกต.ตกผลึกภาพรวม เตรียมลงมติรายบุคคล เผยแม้หลักฐานไม่ถึงขั้นอาญา หากเชื่อได้ว่าเลือกตั้งไม่สุจริตส่งศาลฎีกาได้ พร้อมเตือนข้อกล่าวหาแกนนำรัฐบาลต้องมีหลักฐานอื่นประกอบ ไม่ใช่แค่พยานบุคคล
14 สิงหาคม 2569 - ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ฝ่ายค้านเตรียมจะเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในวันเสาร์ อาทิตย์นี้ ทางกกต. มีความกังวลหรือมองเรื่องนี้อย่างไร ว่า ไม่กังวลหรอกครับ เราพิจารณาเป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสํานวน โดยสํานวนของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ถือเป็นสํานวนหลัก ส่วนคณะอื่นๆ เช่น คณะอนุฯวินิจฉัยที่ 36 เป็นเพียงผู้มาให้ความเห็นว่าจะเห็นด้วยกับคณะที่ 26 หรือไม่ สํานวนคดีมีเพียงสํานวนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล หากพยานหลักฐานในสํานวนหลักของคณะที่ 26 รวบรวมไว้ว่าอย่างไร กกต. ก็ต้องพิจารณาตามสํานวนนั้นเป็นหลัก แล้วนำความเห็นของคณะที่ 36 มาประกอบการพิจารณาว่าเหตุผลที่เห็นแย้งกันนั้นเป็นอย่างไร
เมื่อถามถึงกระแสข่าวการโหวตลงมติคดีฮั้ว สว. ที่มีข่าวลือว่า สว. อาจจะรอด เพราะ กกต. ส่วนใหญ่ได้รับแต่งตั้งมาโดย สว. ชุดนี้ และจะตอบสังคมอย่างไรหากมีมติยกคำร้องหรือลงโทษบางคน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ว่า กกต. ท่านใดจะมีมติให้ส่งศาลฎีกาหรือให้ยกคำร้อง ทุกอย่างจะต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ ซึ่งจะมีช่องคำวินิจฉัยจะมีระบุว่าตัดสินด้วยเหตุผลตามคณะที่ 26 ตามคณะที่ 36 หรือเหตุผลอื่นที่ กกต. เห็นเพิ่มเติม ซึ่งเปรียบเหมือนคำพิพากษาของศาล ที่แม้อาจมีคนไม่เห็นด้วย แต่เมื่ออ่านแล้วจะรู้ว่ามีน้ำหนักมีเหตุผลหรือไม่ จึงขออย่าเพิ่งกังวล เพราะการลงมติต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกต. แต่ละท่าน และทุกคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนวินิจฉัยไป
เมื่อถูกถามย้ำถึงกรอบเวลา เนื่องจากฝ่ายค้านกังวลว่าการพิจารณาอาจยืดเยื้อจากเดือนส.ค.ไปถึงเดือนก.ย. นายสิทธิโชติ กล่าวว่า กระบวนการทำงานทั้งหมดเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ ไม่มีการหลุดกรอบเวลาอย่างแน่นอน ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างแม่นยำและตรงตามแผนงาน ซึ่งในสัปดาห์สุดท้ายคาดว่าจะสามารถพิจารณาสำนวนคดีในทุกข้อหาได้จนจบกระบวนการ จากนั้นจะเหลือเพียงขั้นตอนการลงมติวินิจฉัย
สำหรับขั้นตอนการพิจารณานั้น กกต. ได้ดำเนินการประชุมพิจารณาไล่เรียงแยกย่อยทีละข้อหา โดยข้อหาแรกได้ใช้เวลาพิจารณาและพูดคุยกันมาเป็นเวลาเกือบ 1 เดือนเต็ม จากนั้นจึงทยอยพิจารณาข้อหาจนกระทั่งถึงข้อหาที่ 7 ซึ่งถือเป็นข้อหาชุดสุดท้าย ทั้งนี้เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาแต่ละบุคคลอาจถูกร้องเรียนและเชื่อมโยงในหลายข้อหาที่แตกต่างกัน บางคนอาจโดนหลายข้อหา หรือบางคนอาจมีเพียงข้อหาเดียว โดย กกต. จำเป็นต้องพิจารณาแยกแยะในรายละเอียดของแต่ละข้อหา ก่อนจะนำมาประมวลภาพรวมทั้งหมดร่วมกัน
ทั้งนี้ภายหลังจากที่ประชุมพิจารณาข้อหาชุดสุดท้ายแล้วเสร็จ จะมีการเว้นช่องว่าง ไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเปิดโอกาสให้กรรมการ กกต. แต่ละท่านได้นำข้อมูล พยานหลักฐาน และเหตุผลข้อโต้แย้งทั้งหมดไปพินิจวิเคราะห์ ตกผลึกทางความคิด และสรุปภาพรวมทั้งหมดอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะกลับมาร่วมประชุมเพื่อลงมติวินิจฉัยเรียงรายบุคคลต่อไป
โดยการพิจารณาความหนักเบาของโทษมี 2 ระดับ คือ ระดับโทษทางอาญา และระดับที่หลักฐานไปไม่ถึงอาญาแต่ควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งมีการทุจริตหรือไม่สุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ ซึ่งเพียงแค่อย่างหลังก็สามารถส่งศาลฎีกาได้แล้ว โดยหลังจากพิจารณาครบทุกข้อหาแล้ว จะเว้นระยะเวลาไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ กกต. แต่ละท่านได้ไปตกผลึกและพิจารณาภาพรวมทั้งหมดก่อนลงมติ
ในส่วนของกระบวนการลงมติ กกต. ยอมรับว่าในการประชุมพิจารณาแต่ละข้อหา กรรมการแต่ละท่านย่อมมีการพูดคุย ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน และอาจมีคำตอบเบื้องต้นอยู่ในใจแล้ว แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมจากข้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติม ความคิดเห็นนั้นก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ เปรียบเสมือนการมองภาพช้างทั้งตัว หากเห็นเพียงแค่หู ก็ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นช้าง แต่เมื่อพิจารณาไล่เรียงจนเห็นขา เห็นงวง และเห็นหลัง จึงจะสรุปภาพรวมที่แท้จริงได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลาลงมติ กรรมการ กกต. ทุกท่านจะต้องมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยของตนเองอย่างชัดเจนว่าเห็นชอบตามสำนวนหลักของคณะที่ 26 ตามความเห็นของคณะที่ 36 หรือมีเหตุผลอื่นเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถตรวจสอบและอธิบายต่อสังคมได้อย่างสมเหตุสมผล
เมื่อถามว่าเรื่องนี้พอจะสรุปได้หรือไม่ว่ามีแกนนำพรรครัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า มีข้อกล่าวหาเป็นเพียงแค่พยานบุคคล แต่จะต้องหลักฐานอื่นมาประกอบบ้าง หากเราส่งเรื่องไปศาลถ้าพยานพูดกล่าวอ้างถึงใครแล้วเราส่งไปหมดโดยที่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ก็อาจจะทำให้ศาลรับฟังไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จบข่าว! กกต. ไม่ตั้งสำนวนใหม่ ชี้หลักฐานไม่พอเชื่อมโยงถึง 'สุขสมรวย' ปมเส้นเงิน 8.6 แสน
กกต.แจงปมเจ้าหน้าที่พัวพันทุจริตเลือกตั้ง 2566 ที่ “ตาก-อำนาจเจริญ” พบเรียกรับเงินจริง ตั้งสอบ-ไล่ออกแล้ว 1 คดี อีกคดีจ่อมติไล่ออก เผยเส้นเงินโอนเข้าหาเจ้าหน้าที่แต่ผู้โอนไม่ใช่ตัว สส. ย้ำยังไม่พบหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์-พยานบุคคลเชื่อมโยงถึงตัวสส. จึงยังไม่ตั้งสำนวนใหม่ ไม่รื้อคดีเลือกตั้ง สส.เดิม แม้หวั่นข้อมูลจากเจ้าหน้าที่อาจคลาดเคลื่อน เหตุหลักฐานยังไม่ถึงขั้นสาวไปถึงผู้เกี่ยวข้องเบื้องหลัง
ขอบคุณ 'แสวง' ต่อจิ๊กซอว์ 8.6 แสน ฉายภาพชัดยกคำร้อง สส.อำนาจเจริญ
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "ขอบคุณแสวง" โดยระบุว่า
‘ไอติม’ ไล่บี้ กกต. ปมเงิน 8.6 แสน โยงสำนวนเลือกตั้ง 'สุขสมรวย' หรือไม่
“พริษฐ์” ตั้ง 3 คำถามถึง กกต. หลังแจงเจ้าหน้าที่ผู้รับเงิน 8.6 แสนบาท ทำสำนวนเลือกตั้ง สส. ช่วงเวลาเดียวกับการโอนเงิน
'แสวง' กางไทม์ไลน์เงินโอน 13 ครั้ง ยันไม่เกี่ยวคดีเลือก สว.
เลขาธิการกกต. แจงปมอดีตพนักงานสอบสวน กกต.รับเงินโอนจากบุคคลในอำนาจเจริญ 13 ครั้ง รวม 8.6 แสนบาท ยันตรวจสอบแล้วไม่เกี่ยวสำนวนเลือก สว.67
มติ กกต. 5 ต่อ 2 'แสวง' ผ่านประเมิน นั่งเลขาฯ ต่อถึง มี.ค.70
ที่ประชุม กกต.ลงมติ 5 ต่อ 2 ให้ “แสวง บุญมี” ผ่านประเมินผลงานปีงบประมาณ 2568
2 ปียังสอบไม่เสร็จ! กกต. แจงเส้นเงิน 8.6 แสน นักการเมืองอำนาจเจริญโอนให้เจ้าหน้าที่ กกต. อยู่ในสำนวน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจง กรณีมีการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้วสว. พบเส้นทางการเงินในจังหวัด อำนาจเจริญ โดยมีการโอนเงินจากบุคคลรายหนึ่งไปยังพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ ของสำนักงานกกต. จำนวน 13 ครั้ง

