ดร.ณัฏฐ์ กางกลไกรัฐธรรมนูญ หลังฝ่ายค้านเล็งยื่นซักฟอกรัฐบาลปมฮั้ว สว. ชี้เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2567 ตั้งคำถามอยู่ในขอบเขตตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ พร้อมประกาศเตรียมกล่าวโทษ “สมชัย” ปมเรี่ยไรเงิน
18 สิงหาคม 2569 - สืบเนื่องจากกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร มีแนวคิดจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน แสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า ระบบรัฐสภาไทยสร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจรัฐใช้อำนาจเกินขอบเขต ตามหลักทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจ
ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า ประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาในแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร โดยมีกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดนับตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน
สำหรับการตรวจสอบระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดกลไกการตรวจสอบ โดยเมื่อเปิดสมัยประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบรัฐมนตรีทั้งคณะหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้ และจะเสนอญัตติให้มีการลงมติหรือไม่ลงมติก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบญัตติที่เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
ส่วน สว. แม้เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกัน แต่มีบทบาทในฐานะสภาสูง โดยประเทศไทยกำหนดอำนาจบางประการเพิ่มเติม โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ
ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า กลไกที่ให้ ส.ส.ตรวจสอบฝ่ายบริหารมีที่มาจากการที่ ส.ส.ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน และรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 กำหนดกระบวนการให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีตามหลักเสียงข้างมาก
ส่วนการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้น โดยหลักเป็นการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน และหากเป็นญัตติที่มีการลงมติ ก็ต้องอาศัยเสียงในสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
กรณีนายณัฐพงษ์มีแนวคิดจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอนุทินในประเด็นฮั้ว สว. ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า ในส่วนจำนวนรายชื่อสำหรับเสนอญัตติ พรรคประชาชนมีเสียงเพียงพอที่จะดำเนินการได้ แต่หากเข้าสู่ขั้นตอนลงมติ ย่อมต้องพิจารณาจำนวนเสียงสนับสนุนในสภาด้วย
ดร.ณัฏฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ก่อนรัฐบาลนายอนุทินเข้าบริหารประเทศ จึงตั้งคำถามว่าประเด็นดังกล่าวสามารถนำมาเชื่อมโยงกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดปัจจุบันเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจได้เพียงใด
พร้อมระบุว่า กระบวนการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือก สว. เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามกฎหมาย จึงตั้งคำถามถึงขอบเขตอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการเข้าไปตรวจสอบกรรมการในองค์กรอิสระ โดยเห็นว่าต้องพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง
ดร.ณัฏฐ์ยังกล่าวพาดพิงถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเรี่ยไรเงินเพื่อนำไปใช้ต่อสู้คดี และกล่าวอ้างว่าได้รับข้อมูลว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเห็นและข้อกล่าวอ้างของ ดร.ณัฏฐ์ โดยระบุว่าจะเดินทางไปกล่าวโทษด้วยตนเอง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือไม่
สำหรับเวทีสัมมนาเกี่ยวกับข้อกล่าวหาฮั้ว สว. ดร.ณัฏฐ์กล่าวว่า จากที่ติดตามเห็นว่าเป็นการนำประเด็นเดิมกลับมานำเสนออีกครั้ง โดยบุคคลที่ถูกนำมาเปิดเผยข้อมูลบางรายเป็นผู้ที่เคยยื่นคัดค้านต่อ กกต. ในประเด็นคุณสมบัติของผู้สมัคร สว. ด้วยกัน และตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลเหล่านั้นรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงหรือเป็นพยานในสำนวนการไต่สวนของ กกต. หรือไม่
นอกจากนี้ ดร.ณัฏฐ์ยังกล่าวถึงกรณีนักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งเคยเผยแพร่ข้อความว่า “เพราะสิ่งนี้ที่เราทำนี้ เราไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เราทำเพื่อข้างบน มันเป็นภารกิจเพื่อข้างบน เข้าใจนะฮะ” โดยเห็นว่าควรสอบถามเจ้าตัวโดยตรงว่าคำว่า “ข้างบน” หมายถึงอะไร เนื่องจากข้อความดังกล่าวสามารถตีความได้หลายกรณี
ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า หากมีการตีความหรือมีพยานหลักฐานว่าข้อความดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนจะดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่ควรมีการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาแอบอ้างหรือเชื่อมโยงกับเกมการเมือง
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างหรือพาดพิงถึง กกต. ดร.ณัฏฐ์เห็นว่า กกต.เป็นองค์กรอิสระ หากเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องที่ กกต.และประธาน กกต.จะพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่ โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจดังกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ภราดร' ไม่เก็งข้อสอบหลังฝ่ายค้านจ่อซักฟอก ชี้คดีฮั้วสว. เกิดปี 67 ส่วนรัฐบาลหนู 1 มาปี 68
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
อดีตผู้พิพากษาฯ ชำแหละคำชี้แจงปมคลิป B2 รังสิต หลายจุดย้อนแย้ง!
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ชำแหละคำชี้แจง “วิทยา คำพวง” ปมคลิปเสียง B2 รังสิต ไล่ตั้งคำถาม “ส่วนกลาง-สายยาว-ข้างบน-ผู้ใหญ่สายทหาร” ชี้หลายคำอธิบายย้อนแย้งกับบริบทในคลิป พร้อมยกเส้นทา
'จตุพร' ชี้คดีฮั้วสว. ส้มล้มรัฐบาลไม่ได้ เพราะขาดความเชื่อมโยงกับรัฐมนตรี
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ประเมินการเมืองในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเชื่อว่า สถานการณ์ครึ่งหลังเ
'พริษฐ์' จี้ กกต.-ดีเอสไอ ตอบให้ชัด มีหลายข้อสงสัยปม 'นายก ทต.โพนสา' แจงไม่เกี่ยวฮั้ว สว.
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า คำถามถึง กกต. และ DSI สืบเนื่องจากคำชี้แจงของ นายก วิทยา คำพวง เกี่ยวกับคดีโกง สว.
'เท้ง' ซัด 'อนุทิน' สกัดกั้นคดีฮั้ว สว. ไม่ให้ถูกซักฟอก ชี้หลักฐานเส้นเงินชัดพาดพิงภูมิใจไทย
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่เกี่ยวกับฝ่ายรัฐบาล ซึ่งหากพรรคประชาชนชนะเลือกตั้งคงไม่ตรวจสอบ ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่การพิสูจน์ทราบเพื่อสิ้นข้อสงสัย
พรรคประชาชนเปิดตัว 'เดชรัต สุขกำเนิด' ชิงนายก อบจ.นนทบุรี
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงเปิดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี คนใหม่จากพรรคประชาชน

