'นันทนา' ถล่มงบฯ 70 ตั้งฉายา 'แล้วแต่ดวง' อัดงบกลาง 7 แสนล้าน 'งบสิ้นคิด'

“นันทนา” ชำแหละงบฯ ปี 70 ตั้งชื่อตามผู้นำรัฐบาล “คนเหนือดวง” แต่ประชาชนต้องเรียก “แล้วแต่ดวง” เหน็บหวังพึ่งรัฐบาลไม่ได้ ขนาดนายกฯ ยังต้องพึ่งเหรียญ “สมีโชติ” ตั้งคำถามทุ่มงบกระทรวงดีอีพุ่ง 33% เป็น “กระทรวงลูกเทพ” หรือไม่ เดิมพัน AI หมดหน้าตักทั้งที่ TH-AI Passport ถูกวิจารณ์หนัก อัดงบกลาง 7 แสนล้านเป็น “งบสิ้นคิด” ก่อนประกาศไม่เห็นชอบงบรัฐบาลอนุทิน

11 กันยายน 2569 - ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า จากการรับฟังการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตลอด 4 วัน 4 คืน ทำให้มองเห็นภาพงบประมาณปี 2570 ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงขอตั้งชื่องบประมาณปีนี้ตามหัวหน้ารัฐบาลที่เป็น “คนเหนือดวง” แต่สำหรับประชาชนต้องเรียกว่า งบประมาณ “แล้วแต่ดวง”

น.ส.นันทนา กล่าวว่า งบประมาณคือลายแทงแห่งอนาคตของประเทศ หากจัดงบประมาณดีและมีอนาคต ก็ถือเป็นลายแทงสู่ขุมทรัพย์ แต่หากจัดงบประมาณเช่นนี้ก็ถือเป็นลายแทงสู่หุบเหว ดังนั้น ประชาชนจะรอดจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจก็คงต้องช่วยตัวเอง หวังพึ่งรัฐบาลคงไม่ได้ เพราะขนาดนายกรัฐมนตรียังต้องพึ่งเหรียญ “สมีโชติ”

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า คำถามคือรัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนในปีนี้อย่างไร เพราะเงินทุกบาทในงบประมาณล้วนมาจากภาษีประชาชน ตนจึงมีหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่จะตรวจสอบว่า เงินงบประมาณได้รับการจัดสรรอย่างถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ใช้ไปอย่างคุ้มค่า ตอบโจทย์ประเทศ และสร้างอนาคตให้ประชาชนหรือไม่

น.ส.นันทนา ระบุว่า วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนหุบเหว เศรษฐกิจกำลังป่วยหนัก ภูมิคุ้มกันแทบไม่เหลือ เศรษฐกิจแกนหลักไม่เติบโตมากว่า 10 ปีติดต่อกัน และเป็นประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในอาเซียน นำเพียงเมียนมาประเทศเดียว โดย 10 ไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยไตรมาสละ 1.5% แต่เฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ จีดีพีเติบโตถึง 2.8% ซึ่ง น.ส.นันทนา อ้างว่าเป็นผลจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจากการเลือกตั้งทั่วไป พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการซื้อเสียง และวิจารณ์คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่สามารถจับการซื้อเสียงได้แม้แต่รายเดียว จึงสมควรถูกตัดงบด้านการสืบสวนสอบสวน

น.ส.นันทนา กล่าวว่า ปีนี้ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่เกิน 1.6% จึงตั้งคำถามว่า งบประมาณที่รัฐบาลเสนอมากำลังจะแก้ปัญหาหรือซ่อนปัญหา พร้อมชี้ถึงความผิดปกติ 5 ประการ

ประการแรก งบประมาณมีวงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่กระทรวงหลักหลายแห่งถูกปรับลดงบประมาณ แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 33% จึงตั้งคำถามว่าเป็น “กระทรวงลูกเทพ” หรือไม่ และรัฐบาลกำลังวางเดิมพันหมดหน้าตักกับ AI ทั้งที่ยังมีคำถามว่าจะสามารถนำมาพัฒนาเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด

น.ส.นันทนา ยกโครงการนำร่อง TH-AI Passport งบประมาณ 1,600 ล้านบาท โดยระบุว่า มีปัญหาตั้งแต่เรื่องการประเมินความต้องการ จากเดิม 5 ล้านบัญชี เหลือความต้องการจริงเพียง 1.5 ล้านบัญชี และมีผู้ใช้งานจริงไม่ถึง 5 แสนคน รวมถึงตั้งข้อสังเกตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อนตั้งคำถามถึงงบประมาณทั้งปีของกระทรวงดังกล่าวที่มีวงเงินประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท

ประการที่ 2 งบรายจ่ายประจำสูงถึง 73.6% คิดเป็นเงินกว่า 2.7 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าจ้างและเงินเดือนมากกว่า 8 แสนล้านบาท หรือ 22% และเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเห็นว่า วิธีลดงบประจำไม่ใช่การลดหรืองดเงินเดือน แต่ต้องวางแผนปฏิรูประบบราชการ พร้อมยกตัวอย่างเวียดนามที่เริ่มดำเนินการแล้ว และตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะเริ่มเมื่อใด

ประการที่ 3 รัฐบาลกำหนดงบกลางไว้สูงถึง 7 แสนล้านบาท หรือ 8.3% โดย น.ส.นันทนา ตั้งคำถามว่าจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปใช้เรื่องใดและคุ้มค่าหรือไม่ เพราะหากสภาอนุมัติงบก้อนนี้ ก็เปรียบเสมือนการตีเช็คเปล่าให้รัฐบาล

“การจัดทำงบกลางไว้จำนวนมากๆ อาจจะเรียกว่า ‘งบสิ้นคิด’ คือคิดอะไรไม่ออกก็เอาไปกองรวมกันเอาไว้ แล้วไปหาทางใช้เงินก้อนนี้ให้หมดได้ในที่สุด สภาก็ตรวจสอบไม่ได้ ประชาชนก็ยิ่งไม่รู้อะไรเลย มีคนกล่าวว่างบกลางยิ่งมากก็ยิ่งเพิ่มเงินทอนมากขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มจีดีพี หรือจริงไม่” น.ส.นันทนา กล่าว

ประการที่ 4 เงินกู้จำนวน 7.88 แสนล้านบาท จะสามารถใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด ขณะที่ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะเกือบ 70% ของจีดีพี และหนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนถึง 88% ของจีดีพี ซึ่งหมายความว่าประชาชนมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง

“รัฐบาลยืมเงินอนาคตมาใช้แล้วมีแผนการจะใช้หนี้อย่างไร อย่าลืมว่าหนี้ทุกบาทคือภาระของประชาชน ถ้ารัฐบาลทำตัวเป็นลูกอีช่างกู้ แต่ไม่ยอมหาเงินมาคืน ลูกหลานก็จะจดจำว่ารัฐบาลอนุทินเป็นนักกู้ผู้ไม่รับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ” น.ส.นันทนา กล่าว

ประการที่ 5 งบลงทุนเกือบ 8 แสนล้านบาท ประเทศจะได้รับอะไร โดย น.ส.นันทนา ระบุว่า การบริหารงบประมาณของประเทศไทยไม่เคยกำหนดตัวชี้วัดหรือ KPI ให้ชัดเจน หากโครงการใดทำไม่ได้ตาม KPI งบประมาณในปีถัดไปก็ควรถูกตัด แต่ระบบดังกล่าวยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างจริงจัง กลับมีการเพิ่มงบประมาณโดยไม่ได้พิจารณาผลลัพธ์อย่างเพียงพอ

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากความผิดปกติทั้ง 5 ประการแล้ว ยังเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงพอกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ราคาพืชผลการเกษตร เอสเอ็มอี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งล้วนกระทบต่อชีวิตประชาชน โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะ “โคม่า” ประชาชนไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านการคลัง การลงทุนจากต่างประเทศไม่เข้ามา ขณะที่เอสเอ็มอีกำลังเผชิญปัญหาหนัก และประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากรัฐบาลยังบริหารประเทศในลักษณะเช่นนี้ ประเทศไทยจะไม่สามารถผ่านวิกฤตไปได้ ประชาชนต้องการรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเปิดให้ตรวจสอบได้

“ขณะนี้รัฐบาลเผชิญปัญหามากมายหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนกังขา แต่ไม่มีระบบการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง ฮั้ว สว. สอบท้องถิ่น กักตุนน้ำมัน ทุนเทาข้ามชาติ สแกมเมอร์ รัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าประชาชนขาดศรัทธาและไม่ไว้วางใจ ที่สำคัญดูจากการจัดงบแล้วคิดว่าท่านยังหาทางออกจากวิกฤติไม่เจอ ประชาชนไม่อาจเสี่ยงให้รัฐบาลเช่นนี้บริหารเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขา ดิฉันจึงไม่เห็นชอบให้รัฐบาลนายอนุทินบริหารงบประมาณแผ่นดินในปี 2570 ได้” น.ส.นันทนา กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หมายความว่าอะไร?  พรรคส้มโชว์เลข 229 ส่วนภูมิใจไทย โชว์เลข 44 กลางห้องประชุมสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78

ปชน. ข้องใจงบซ่อมเรือตรวจการณ์ กรมศุลกากร 57 ล้าน ซ้ำซ้อนหน่วยงานอื่น แต่ไม่ถูกตัดแม้แต่บาทเดียว

น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกตค่าใช้จ่ายในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดต่อปิโตรเลียม ซึ่งเมื่อรวมค่าซ่อมแซมเรือตรวจการณ์ศุลกากร จำนวน 19 ลำที่ใช้ในภารกิจเดียวกัน มีวงเงินรวม 57.3 ล้านบาท น่าสังเกตว่างบก้อนนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

'เท้ง' สับงบปี 70 กว่า 95% เป็นโครงการเดิมยกมาจากปีก่อน ไม่เห็นเริ่มต้นคิดใหม่จากฐานศูนย์

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร เสนอแปรญัตติงบประมาณในมาตรา 7 สำนักงานนายกรัฐมนตรีว่า สำนักงบประมาณได้เสนอกรอบงบประมาณตัวเองมาประมาณ 1.05 พันล้านบาท แต่กรรมาธิการมีการปรับลดงบลงเพียงแค่ 2.4 แสนล้านบาทเท่านั้น

'ภราดร' แจงงบกลางแก้วิกฤตพลังงาน ไม่ซ้ำซ้อน พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะวัตถุประสงค์แตกต่างกัน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ปีนี้กรรมาธิการสามารถปรับลดงบฯ ได้ทั้งสิ้น 11,162 ล้านบาท มีส่วนที่แปรญัตติเพิ่มเข้ามา และนำมาใส่ในงบกลาง หลายคนถามว่าทำไมต้องนำมาใส่ในงบกลางถึง 6,000 ล้านบาท เหตุผลคือในคณะอนุกรรมการชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม