'ธนพร' เผยเบื้องหลัง 'สิทธิโชค' กกต.เสียงข้างน้อย เคลื่อนไหวปมฮั้ว สว.

พลาดเก้าอี้ ปธ.กกต. สู่ความแค้นส่วนตัว ! “ธนพร” เผยเบื้องหลัง "สิทธิโชค - กกต.ข้างน้อย" เคลื่อนไหวปม สว. เชื่อ ฝ่ายสีน้ำเงิน ไม่สามารถคุม กกต.ได้ หลัง "บุญจันทร์" โดนส่งฟ้อง ทั้งที่ซี้ขาใหญ่ ขั้วน้ำเงิน

17 กันยายน 2569 - รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต. โดยต้องพิจารณาบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ก่อนการพิจารณาคดีเลือก สว. กกต.เพิ่งผ่านการลงคะแนนเลือกประธาน กกต.คนใหม่แทนนายอิทธิพร บุญประคอง ซึ่งการเลือกตำแหน่งดังกล่าวย่อมมีทั้งผู้สมหวังและผิดหวัง จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า ท่าทีอันเข้มข้นของกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยในเวลานี้เป็นผลจากการพิจารณาข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว หรือมีความคับข้องใจจากการแข่งขันภายในองค์กรเข้ามาปะปนด้วย

ข้อสังเกตนี้ไม่ได้หมายความว่านายสิทธิโชคไม่มีสิทธิแสดงความเห็น แต่เมื่อความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อยถูกบางฝ่ายนำไปขยายผลโจมตีมติขององค์กร เจ้าตัวก็ต้องพร้อมถูกวิจารณ์เช่นกันว่า การใช้ดุลพินิจปราศจากอคติและความรู้สึกส่วนตัวอย่างแท้จริงหรือไม่

“ก่อนลงมติคดีนี้ กกต.เพิ่งมีการเลือกประธานแทนคุณอิทธิพร มีทั้งคนสมหวังและคนผิดหวัง เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่เห็นวันนี้ก็ต้องอ่านควบคู่กับการต่อสู้เรื่องตำแหน่งประธาน กกต.ก่อนหน้านี้ด้วย” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

รศ.ดร.ธนพร ระบุว่า การเลือกหยิบเฉพาะความเห็นของนายสิทธิโชคมาเสนอราวกับเป็น “ความจริงสุดท้าย” ขณะที่ลดทอนมติของกรรมการเสียงข้างมาก เป็นการกลับหัวกลับหางหลักการขององค์กรที่ตัดสินใจในรูปคณะกรรมการ เพราะตามกฎหมาย เมื่อมีการลงคะแนนแล้ว มติเสียงข้างมากย่อมเป็นมติของ กกต.

เสียงข้างน้อยสามารถอธิบายเหตุผลของตนเองได้ และสังคมก็รับฟังได้ แต่ไม่มีสถานะเป็นคำวินิจฉัยขององค์กร และไม่สามารถนำมาใช้ล้มล้างมติเสียงข้างมากผ่านกระแสการเมืองหรือแรงกดดันจากสังคมได้

รศ.ดร.ธนพรย้ำว่า การมีความเห็นแตกต่างกันภายในองค์กรวินิจฉัยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีทั้งคำวินิจฉัยของฝ่ายเสียงข้างมากและความเห็นของตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อย โดยจัดทำเป็นคำวินิจฉัยรายบุคคลให้ประชาชนและนักวิชาการนำไปศึกษา

แต่ไม่ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกันเพียงใด คำวินิจฉัยที่มีผลตามกฎหมายก็ยังต้องยึดเสียงข้างมาก ไม่มีใครนำความเห็นของตุลาการเสียงข้างน้อยมาอ้างว่าเป็นคำวินิจฉัยของศาล หรือใช้ล้มผลการลงมติขององค์คณะได้

“คดีศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเป็นเรื่องปกติ คำวินิจฉัยรายบุคคลก็มีให้อ่านและศึกษากันมาตลอด ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้น กรณี กกต.ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีเสียงข้างมากก็ย่อมมีเสียงข้างน้อย แต่ผลตามกฎหมายต้องเป็นไปตามมติเสียงข้างมาก” รศ.ดร.ธนพรกล่าว

พร้อมเสนอว่า หากต้องการให้สังคมเห็นเหตุผลของกรรมการ กกต.แต่ละคนอย่างครบถ้วน ก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ กกต.จัดทำคำวินิจฉัยรายบุคคล ทั้งฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดให้ตรวจสอบได้ว่าแต่ละคนใช้พยานหลักฐานและเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร
เสียงข้างน้อยไม่ใช่ “พระเอก” และต้องถูกตรวจสอบเหมือนกัน

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า ปัญหาในเวลานี้คือฝ่ายการเมืองบางกลุ่มกำลังนำความเห็นของนายสิทธิโชคไปสร้างภาพว่า กกต.เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายเปิดโปงความจริง ขณะที่กล่าวหาเสียงข้างมากว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายสีน้ำเงิน ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างเพียงพอ

หากจะตั้งคำถามต่อความเป็นกลางของกรรมการเสียงข้างมาก ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบนายสิทธิโชคและกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อยด้วย ไม่ใช่ถือว่าความเห็นใดถูกต้องและบริสุทธิ์โดยอัตโนมัติ เพียงเพราะตรงกับความต้องการของพรรคการเมืองหรือกลุ่มเคลื่อนไหวบางฝ่าย

นอกจากนี้ หากฝ่ายสีน้ำเงินสามารถควบคุม กกต.ได้ทั้งหมดจริง ก็ควรอธิบายให้ได้ว่า เหตุใดมติ กกต.จึงมีชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับแกนนำสำคัญของฝ่ายสีน้ำเงิน รวมอยู่ในกลุ่มผู้ถูกดำเนินการด้วย

รศ.ดร.ธนพรระบุว่า รายชื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าบุคคลอีกหลายรายที่สังคมรู้จัก หากสามารถสั่งการ กกต.ได้จริง บุคคลระดับนี้ย่อมไม่ควรปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีตั้งแต่แรก

สำหรับกรณีกรรมการเสียงข้างน้อยให้น้ำหนักแก่พยานบางราย รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า กรรมการฝ่ายเสียงข้างมากย่อมมีสิทธิตรวจสอบความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่มีประเด็นเรื่องการเปลี่ยนคำให้การ ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในคดี และข้อเท็จจริงเบื้องหลังทางการเมือง

การที่นายสิทธิโชคหรือกรรมการเสียงข้างน้อยเชื่อพยาน ไม่ได้บังคับให้กรรมการเสียงข้างมากต้องเชื่อตาม เพราะกรรมการแต่ละคนมีหน้าที่ประเมินพยานหลักฐานทั้งหมด และสามารถให้น้ำหนักแตกต่างกันได้ตามเหตุผลของตน

ดังนั้น ความเห็นของนายสิทธิโชคจึงเป็นเพียงความเห็นหนึ่งในองค์คณะ ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าเสียงข้างมากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และยิ่งไม่ควรถูกฝ่ายการเมืองนำไปใช้สร้างเรื่องว่าเกิด “ระเบิดลูกใหญ่” ภายใน กกต.

รศ.ดร.ธนพรกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่วิกฤตและจะไม่ทำให้ดุลอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงตามที่บางฝ่ายคาดหวัง สิ่งที่ควรถูกวิจารณ์จริงคือความล่าช้าของ กกต. ซึ่งใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 2 ปี ทั้งที่ควรดำเนินการให้เสร็จภายในประมาณ 7–8 เดือน

“รับฟังเสียงข้างน้อยได้ แต่ไม่ควรเชิดชูจนลืมตรวจสอบที่มา แรงจูงใจ และความขัดแย้งก่อนหน้านี้ นายสิทธิโชคก็เป็นกรรมการคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้ผูกขาดความถูกต้อง หากจะตรวจสอบเสียงข้างมาก ก็ต้องตรวจสอบเสียงข้างน้อยด้วยมาตรฐานเดียวกัน” รศ.ดร.ธนพรกล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มีแต่พระเอก! โรมซัดอย่าโยงพรรคในคดีฮั้วเพราะไม่มีใครนิยามตัวเองเป็น สว.ส้ม

'โรม' อัดยับวาทกรรมตีตรา ชี้ไม่มี สว.คนไหนนิยามตัวเองเป็น 'สว.สีส้ม' ซัดเป็นพฤติกรรมเบี่ยงประเด็นหวังลากคนอื่นเข้าคลองในลักษณะ 'ถ้าผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม'

ดร.ณัฏฐ์ งัดคำพิพากษาโต้ปมฟ้องตรง กกต. ซัด 'สิทธิโชติ' ระวังเจอปมจริยธรรม

“ดร.ณัฐวุฒิ” ชี้มติ กกต.เสียงข้างมากยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ถือเป็น “ใบขาว” งัดคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ อ้างรัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลทั่วไปไม่มีอำนาจฟ้องแทน พร้อม

'โจ มณฑานี' ยกคดีเสียบบัตรแทนกัน ไม่มีใครสัมภาษณ์เสียงข้างน้อย ชูเป็นฮีโร่บ้างหรือ

โจ มณฑานี ตันติสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เคสศรัณย์วุฒิคุกเพราะเสียบบัตรแทนกัน มติไม่เอกฉันท์ คำตัดสินมาจากเสียงข้างมาก ไม่มีใครไปสัมภาษณ์เสียงข้างน้อย ชูเป็นฮีโร่บ้างหรือ

'อ.อัจฉราวดี' เชียร์ 'พลพีร์' ซัดพรรคส้มปั่นคดีฮั้ว สว. หวังล้มรัฐบาล ไม่ใช่เพื่อความยุติธรรม

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ในฐานะโหวตเตอร์พรรคภูมิใจไทยให้เลือกชนะเลือกตั้ง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า รู้เช่นเห็นชาติพรรคส้มมานาน