บอร์ดป้องกันอุทกภัยภาคกลาง สั่งเร่งด่วน จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยล่วงหน้า 7-10 วัน

รองนายกฯ “เอกนิติ” สั่งรับมืออุทกภัยภาคกลางเชิงรุก ทำ Risk Map ล่วงหน้า 7–10 วัน ย้ำเตือนเร็ว–เตรียมอพยพ–พร้อมช่วยประชาชน

28 กันยายน 2569 - ที่ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยมี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศูนย์ ปภ. เขตในพื้นที่ภาคกลาง ร่วมประชุมและผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประกาศ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลายพื้นที่ในภาคกลางยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และระดับน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้น จึงต้องบริหารสถานการณ์ทั้งระบบ ตั้งแต่น้ำเหนือเขื่อน–ท้ายเขื่อน การบริหารอ่างเก็บน้ำ การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงและเส้นทางระบายน้ำ ไปจนถึงการแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชน โดยให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบเชิงรุก ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเข้าด้วยกัน

สำหรับข้อสั่งการเร่งด่วน ได้ให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินพื้นที่เสี่ยงและจัดทำข้อมูลล่วงหน้า 7–10 วัน เพื่อให้จังหวัดมีเวลาเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ เร่งแจ้งเตือนประชาชน และเตรียมจุดอพยพ เส้นทางอพยพ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลฯ และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่าง ๆ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที

ด้านการบริหารจัดการน้ำ ให้พิจารณาทั้งน้ำเหนือเขื่อนและน้ำท้ายเขื่อน เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงาน เพื่อประเมินผลกระทบก่อนปรับการระบายน้ำ พร้อมจัดทำ แผนที่เสี่ยงอุทกภัย (Risk Map) ที่ระบุพื้นที่และระดับความเสี่ยง เพื่อให้ ปภ. จังหวัด และหน่วยปฏิบัตินำไปใช้ในวางแผน เฝ้าระวัง แจ้งเตือน อพยพ และจัดวางกำลัง–เครื่องจักรกลฯ ช่วยเหลือประชาชนได้ตรงพื้นที่มากขึ้น

ด้านการสื่อสาร ให้กรมประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่เสี่ยง และแนวทางปฏิบัติด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนรับรู้และเตรียมพร้อมล่วงหน้า ขณะที่ ปภ. และหน่วยงานในพื้นที่ต้องเร่งแจ้งเตือนและเตรียมการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับ Risk Map และสถานการณ์จริง

ด้านการช่วยเหลือและเยียวยา ให้ ปภ. ประสานกรมบัญชีกลางเรื่องเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หากจังหวัดติดขัดในการดำเนินการ ให้จัดช่องทางให้คำแนะนำและเร่งแก้ไขปัญหาทันที เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ ให้ทุกหน่วยเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องจักรกลฯ รถสนับสนุนการอพยพ ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมจัดเตรียมศูนย์พักพิง อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ และสถานพยาบาลรองรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

“ทุกหน่วยต้องทำงานเชิงรุก ประเมินพื้นที่เสี่ยงให้เร็ว ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน และทำให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่ใดเสี่ยง ต้องเตรียมตัวอย่างไร พร้อมเตรียมจุดอพยพ เครื่องมือ เครื่องจักร และระบบช่วยเหลือให้พร้อม เป้าหมายคือให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดและได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที” นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำ การจัดทำพื้นที่เสี่ยง การแจ้งเตือน อพยพ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคกลางอย่างต่อเนื่อง โดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ซาบีดา' เดินหน้าโรงครัวจิตอาสา ส่งข้าวกว่า 6 พันกล่องช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

“ซาบีดา” เดินหน้าโรงครัวจิตอาสากระทรวงวัฒนธรรมต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ระดมเครือข่ายปรุงอาหารส่งช่วยประชาชนพื้นที่น้ำท่วม กทม.แ

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ กสทช. ห่วงใยประชาชนพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า ส่งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW เสริมสัญญาณ รองรับการติดต่อสื่อสารและประสานความช่วยเหลือ

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงาน กสทช. ดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ด้วยความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเร่งนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) เข้าติดตั้งเพื่อเสริมสัญญาณและรองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน