'พีระพันธุ์' มั่นใจศักยภาพผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้-กรุงเทพ มีลุ้นเก้าอี้

"พีระพันธุ์" มั่นใจศักยภาพ ส.ส.ภาคใต้ แต่ไม่ประมาทเพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ส่วน กทม. จัดเป็นพื้นที่พิเศษ โดยพรรคการเมืองต้องทำหน้าที่เป็น“ตัวแทน-เข้าใจปัญหาชีวิต”คนกรุงอย่างแท้จริงด้วย

7 ส.ค. 2565 - นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อเตรียมการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกพรรคจะต้องเตรียมทีมงานในแต่ละพื้นที่ ที่จะต้องประสานกับส่วนกลาง โดยตั้งใจที่จะส่งให้ครบทั้ง 400 เขต แต่ก็ต้องเลือกคนที่มีศักยภาพด้วย ตอนนี้มีแผนงานเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องสูตรคำณวน ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ว่าสูตรจะออกมาแบบไหน สำหรับรวมไทยสร้างชาติแล้ว ไม่ได้มีผลกระทบอะไร เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เน้นเรื่องนั้น เพราะเราเน้นเรื่อง ส.ส.เขต เป็นหลัก

“ส่วนเรื่องการตั้งเป้าว่าจะได้จำนวน ส.ส.กี่คนนั้น ผมว่าทุกพรรคก็ต้องตั้งเป้าว่าจะชนะทุกเขตอยู่แล้ว ไม่มีพรรคไหนหรอกที่จะมาบอกว่าเอาแค่นั้นแค่นี้ แต่ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ศักยภาพของผู้สมัคร การสนับสนุนจากส่วนกลางในเรื่องของนโยบาย และตัวผู้สมัครเองว่าจะเข้าไปทำความเข้าใจ สร้างคะแนนนิยมของพรรคในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน แต่สำหรับในส่วนกลางของพรรครวมไทยสร้างชาติ เราพยายามสนับสนุนให้เขาได้ทำงานอย่างเต็มที่” นายพีระพันธุ์กล่าว

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่มีพูดถึงกันมากเกี่ยวกับ ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้นั้น จากการได้พูดคุยกันทางพรรคมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัคร ส่วนจะได้เท่าไหร่นั้นต้องไปดูกันอีกที เท่าที่ประเมินสถานการณ์วันนี้ ผู้สมัครของพรรครวมไทยสร้างชาติ มีศักยภาพสามารถลงแข่งได้ แต่การเมืองเป็นเรื่องปกติ มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้เพิ่งจะเดือนสิงหาคม ถ้าตามกำหนดเวลาการเลือกตั้งคือเดือนมีนาคม ยังคงเหลือเวลาอีกหลายเดือน อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

นายพีระพันธุ์ กล่าวเสริมด้วยว่า ขณะที่การเตรียมการผู้สมัครในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปัจจัยพิเศษ เพราะมีความกว้างใหญ่มาก ไม่มีใครจะสามารถครองใจประชาชนได้ตลอดเวลา แต่ตนคิดว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนชาวกรุงเทพฯ มุ่งหวังตั้งใจอยากให้เป็นตัวแทนของพวกเขา คือพรรคการเมืองที่เข้าใจปัญหาของบ้านเมือง โดยหมายถึงเข้าใจปัญหาในชีวิตของเขาด้วย ที่สำคัญคือต้องเป็นพรรคการเมืองที่เขาเห็นว่าตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมและประเทศอย่างแท้จริง นี่คือเงื่อนไขหลักของการเลือกตั้ง ส.ส.ในกรุงเทพฯ

“ แต่ละพรรคก็มีความเชื่อมั่นของตัวเอง ผมไม่ไปก้าวล่วงหรือวิพากษ์วิจารณ์ แต่ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติ เราวางพรรคของเราไว้คือ ต้องการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนได้รับอยู่ในทุกวันนี้ และตั้งใจว่าจะเป็นพรรคที่เวลาประชาชนมีปัญหาไม่รู้จะไปไหน ก็มาที่พรรคเราได้ เราไม่ได้บอกว่าเราเป็นพรรคเทวดาทำได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ แต่เป็นพรรคที่เราจะรับฟังปัญหาของประชาชนและจะทำอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหา พร้อมเป็นที่พึ่งหากมีปัญหาไม่รู้จะไปหาใคร ก็มาที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้” นายพีระพันธุ์ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รทสช. ร่อนแถลงการณ์ไม่ยอมรับมติ กกต. ส่งฟ้องคดีฮั้วสว.บางส่วน

รทสช. ร่อนแถลงการณ์จุดยืน ไม่ยอมรับการทุจริต-บิดเบือนการเลือกสว. จี้ กกต. ต้องดำเนินการผู้ถูกกล่าวหาทุกคน พร้อมแจงเหตุผลไม่ส่งเรื่องบุคคลที่เหลือโดยด่วน

'พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-รสนา' เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. สังคายนาโครงสร้างพลังงาน

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-รสนา” เห็นพ้องชงยุบ กกพ. ควบรวม กพช. หยุดเอกชนผูกขาด ดัน กฟผ. ผลิตไฟเกิน 50% เติมรายได้รัฐ ลดภาระประชาชน

'พีระพันธุ์' จี้ยุบกองทุนอนุรักษ์พลังงาน หลังพบปัญหาใช้เงินผิดวัตถุประสงค์

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ตนเคยตรวจสอบและพยายามแก้ไขมาโดยตลอดในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังพบปัญหาการใช้เงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายที่ไม่รัดกุม

'พีระพันธุ์' จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟ ประชาชนโดนกำไร 2 เด้ง พ่วงค่าพร้อมจ่าย เฉียดล้านล้านบาท

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเปิดประเด็นโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนขนมชั้นที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่หลายชั้น และสุดท้ายภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชน

'อรรถวิชช์' ชี้พิรุธตรวจเหล็ก 'ซินเคอหยวน' จี้ ก.อุตฯสุ่มตรวจเตาหลอมโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการตรวจสอบมาตรฐานเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน ว่า หลังพบว่าเหล็กกว่า 40,000 เส้นถูกจำหน่ายออกจากโรงงานในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แม้คณะกรรมการสอบสวนจะกำหนดให้สุ่มตรวจทุกเตา แต่เมื่อมีการอนุญาตเปิดโรงงานกลับพบว่ามีการตรวจเพียงบางเตาเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด