พรรคไทยศรีวิไลย์แถลงคัดค้านประกาศบีโอไอ อนุญาตนิติบุคคลต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน จี้นายกฯยกเลิกด่วน หวั่น ถูกประชาชนตราหน้าขายชาติ
10 พ.ย.2565 - นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ แถลงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้ยกเลิกประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ 6/2565 ลงวันที่ 8 ส.ค.2565 เนื่องจากประกาศดังกล่าว มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้นิติบุคคลต่างด้าว ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่มีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้วไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินสำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงาน และที่พักอาศัยโดยกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาต ประกอบด้วย ที่ดินสำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงานของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมให้ถือกรรมสิทธิ์ได้ไม่เกิน 5 ไร่ ที่ดินสำหรับเป็นที่พักอาศัยของผู้บริหารหรือผู้ชำนาญการให้ถือกรรมสิทธิ์ได้ไม่เกิน 10 ไร่ ที่ดินสำหรับเป็นที่พักอาศัยของคนงานให้ถือกรรมสิทธิ์ไม่เกิน 20 ไร่ และที่ดินสำหรับเป็นที่ตั้งสำนักงาน และที่พักอาศัย จะอยู่ในบริเวณเดียวกันกับที่ดินอันเป็นที่ตั้งสถานประกอบการหรือไม่ก็ได้ พร้อมมอบอำนาจให้คณะกรรมการบีโอไอ ออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมตามความเหมาะสมได้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่13 มิ.ย.2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวมีก่อนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ต.ค.65 กรณีการอนุญาตให้ต่างชาติลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลหรือลงทุนอื่นๆ 40 ล้านบาท แลกสิทธิ์ซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดิน 1 ไร่ ต่อมาเมื่อมีประชาชนออกมาต่อต้านจำนวนมาก ทำให้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2565 จึงยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าวไปก่อน
นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า จากประกาศคณะกรรมการบีโอไอ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2565 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการลงทุน น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ 60 มาตรา 1 ที่ระบุว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวแบ่งแยกมิได้ทั้งนี้ หากต้องการส่งเสริมการลงทุนจริง ควรเป็นการเช่าที่ดินไม่เกิน 30 ปี ต่อการลงทุน 1 ครั้ง เพราะต้องอย่าลืมว่านี่เป็นผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษ
“ผมอยากรู้จริงๆ ว่าตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.2565 ถึงวันที่ 10 พ.ย.2565 เป็นเวลากว่า 3 เดือน ขายชาติไปได้กี่แปลง กี่ไร่แล้วเรื่องนี้พรรคไทยศรีวิไลย์ขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยกเลิกประกาศดังกล่าว เพื่อมิให้ถูกประชาชนทั้งประเทศตราหน้าว่าเป็นชายชาติทหารที่ขายชาติ หรือเป็นออกญาจักรี ในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้ากลับชาติมาเกิดในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ หากไม่ยกเลิก ฝ่ายกฎหมายของพรรคไทยศรีวิไลย์จะยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลปกครอง เพื่อให้เพิกถอนมติดังกล่าว และในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร จะเสนอเรื่องให้ประธานคณะกมธ.ฯ เรียก พล.อ.ประยุทธ์ มาชี้แจงต่อไป” นายมงคลกิตติ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ไทย'มีลุ้นจัดยูธอลป.2023 มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง หลัง'ประธานโอซีเอ'บินมาพบนายกฯ
เชื่อมั่น "ประเทศไทย" ลุ้นเจ้าภาพยูธโอลิมปิกเกมส์ 2023 มีภาษีดีกว่าคู่แข่ง หลัง "ประธานโอซีเอ" บินมาเข้าพบนายกรัฐมนตรีเอง พร้อมหนุนเต็มที่ ขณะที่ หลายชาติต่างยกมือสนับสนุน เพราะเชื่อมั่นในความพร้อม เผย ตอนนี้รอเพียงหนังสือรับรองจากรัฐบาล กับ หนังสือการันตีห้องพัก เท่านั้น ด้าน "คณะทำงานยูธโอลิมปิก" เข้าใจดี เพราะอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล "ไอโอซี" เตรียมประกาศผลคัดเลือกเจ้าภาพ อย่างเป็นทางการ 25 มิ.ย.นี้ ที่สวิตเซอร์แลนด์
'นายกฯ' หารือ 'รมต.สิงคโปร์' กระชับความร่วมมือ ด้าน 'กลาโหม-พลังงาน-อุตสาหกรรมการบิน'
นายกฯ หารือ รมต.ประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรมว.กห. สิงคโปร์ กระชับความร่วมมืออย่างรอบด้าน ทั้งด้านกลาโหม พลังงาน อุตสาหกรรมการบิน และความมั่นคงทางอาหาร
'อนุทิน' ควง 'เอกนิติ-พัฒนา' หม่ำข้าวต้มปลา สตรีทฟู้ดร้านโปรด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับประทานข้าวต้มปลากิมโป้
อนุทินถก ‘หวังอี้’ อ้อนช่วยขายปุ๋ย ชวน‘ หลี่เฉียง’ มา
“อนุทิน-สีหศักดิ์” ให้การต้อนรับ “หวัง อี้” ชมเปาะ “นายกฯ หล่อ” หารือกว่า 1 ชม. ก่อนเป็นโชเฟอร์พาขึ้นรถไฟฟ้าส่วนตัวไปกินข้าวกลางวัน อนุทินฝากอย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ พร้อมขอให้ขายปุ๋ยช่วยไทย เล็งเชิญ “นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง” มาไทย
'หวัง อี้' ข้าทำเนียบฯหารือ 'อนุทิน' ก่อนนายกฯขับรถไฟฟ้าส่วนตัว พาไปกินข้าวกลางวัน
'หวัง อี้' ข้าทำเนียบฯพบ 'อนุทิน' ชมหล่อมาก หารือกว่า 1 ชม. ก่อนนายกฯพาขึ้นรถไฟฟ้าส่วนตัว เป็นโชว์เฟอร์เอง พาไปกินข้าวกลางวัน
นายกฯ ส่งสาร 'วันเทศบาล' ยกย่องรากฐานสำคัญประชาธิปไตย
นายกฯ มอบสารเนื่องใน 'วันเทศบาล' ยกย่องรากฐานสำคัญประชาธิปไตย องค์กรสร้างสรรค์นวัตกรรมบริหารจัดการท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

