13 เม.ย.2566 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า คุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รวมไทยสร้างชาติ ปราศรัยประกาศชัดเจนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติยึดมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ จะไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และจะจัดการกับพวกชังชาติ พวกล้มสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด็ดขาดหากได้เป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งยังไม่เคยมีพรรคใดกล้าประกาศแบบนี้มาก่อน
สำนักข่าวแห่งหนึ่ง พิธีกรชื่อดังสัมภาษณ์นักวิเคราะห์การเมืองท่านหนึ่ง คำถามที่ถามคือ การที่หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติประกาศจะจัดการกับพวกชังชาติหากได้เป็นรัฐบาล ท่านคิดอย่างไร สังเกตว่าพิธีกรใช้คำว่า "ชังชาติ" จงใจตัดคำว่า "ล้มสถาบัน" ออกไป
ความจริง ผมไม่เคยชอบคำว่า "ชังชาติ" และไม่เคยใช้คำนี้เลยในการเขียนบทความ
ทุกบทความ อยากให้ทุกคนเลิกใช้คำนี้เสียทีด้วยซ้ำ แต่ที่คุณพีระพันธ์ุพูดว่า "จะจัดการกับพวกชังชาติ พวกล้มสถาบัน ......." ความหมายคือ จะจัดการกับพวกล้มสถาบัน เพราะการชังชาติ ไม่ได้เป็นความผิด แต่การล้มสถาบันเป็นความผิดแน่นอน คุณพีระพันธุ์เหมารวมว่า การชังชาติก็คือการล้มสถาบัน ซึ่งความจริงควรต้องแยกกัน การที่พิธีกรตั้งคำถามแบบนี้เป็นการเปิดช่องให้คุณพีระพันธุ์ถูกโจมตีหรือไม่ เป็นเรื่องที่อดคิดไม่ได้
ในทางยุทธศาสตร์การแข่งขัน(competitive strategy) เป็นการถูกต้องแล้วที่คุณพีระพันธ์ุประกาศให้ชัดแบบไม่มีแทงกั๊กเช่นนี้ เนื่องเพราะพรรครวมไทยสร้างชาติไม่มีทางได้เสียงจากผู้ที่ไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่มีทางได้เสียงจากผู้ที่ยังนิยมชมชอบคุณทักษิณ ชินวัตรอยู่อย่างไม่เสื่อมคลายอยู่แล้ว เสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติมาจากกลุ่มคนที่ไม่เอาคุณทักษิณ และกลุ่มคนที่เห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะต้องดำรงอยู่ในประเทศไทยต่อไป ประกาศให้ชัดทำให้กลุ่มคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ ซึ่งมีจำนวนที่ทับซ้อน(overlap)กันอยู่ไม่น้อยมีความแน่ใจ อย่างน้อยรับรองว่าจะได้เสียงจากกลุ่มคนที่มีความเห็นว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่มีความเด็ดขาดในการจัดการกับคนที่พยายามล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอน
สาระสำคัญของคำว่า ยุทธศาสตร์(strategy)คือการเลือกที่จะไม่ทำหรือเลือกที่จะไม่เอา พรรครวมไทยสร้างชาติเลือกที่จะไม่เอาคะแนนเสียงจากผู้ที่นิยมชมชอบคุณทักษิณ และพวกที่ต้องการแก้หรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และต้องการล้มสถาบัน ยุทธศาสตร์แบบนี้เรียกว่า focus คือ focus ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยต้องยอมทิ้งคะแนนเสียงของคนกลุ่มอื่นๆไปเลย
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นอาจไม่ใช่เป็นการใช้ยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง แต่น่าจะเป็นการประกาศไปตามอุดมการณ์ของพรรคหรืออาจเป็นอุดมการณ์ของตัวคุณอภิสิทธิ์เอง ที่ไม่ต้องการสนับสนุนผู้ที่ทำรัฐประหารให้ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก โชคร้ายที่คนส่วนใหญ่ที่ไม่เอาคุณทักษิณ และก็ไม่ได้อยากได้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี เกิดความกลัวคุณทักษิณจะกลับมามีอำนาจอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง และเขามองขาดว่า หากไม่ช่วยกันเลือกพรรคพลังประชารัฐ คุณทักษิณกลับมาแน่ คุณอภิสิทธิ์จึงต้องตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปในที่สุด
มาที่พรรคเพื่อไทย ความต้องการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยอยู่เหนือสิ่งอื่นใด จึงแทงกั๊กเพื่อหวังคะแนนเสียงจากทุกกลุ่มไม่ว่าจะเอาหรือไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งแบบ land slideให้ได้ จึงไม่แปลกใจที่ คุณเศรษฐา ทวีสินประกาศว่าจะแจกเงิน digital คนละ 10,000 บาทให้ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จะเป็นยาจกหรือเศรษฐีก็ได้ทุกคน เพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากทุกกลุ่ม ได้จำนวนมากบ้างน้อยบ้างก็ยังดี ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หากกกต ไม่ตัดสินว่าทำไม่ได้ พรรคเพื่อไทยจะไม่ล้มเลิกการแจกเงินครั้งนี้แน่ๆ หนึ่งเพราะไม่ใช่เงินตัวเอง สองเพราะเสียงวิพากษ์วิจารณ์มักมาจากผู้ที่มีเสียงดัง ยังมีพลังเงียบอีกมากที่อาจไม่ถูกโยกคลอนด้วยเงินหลักพัน แต่ไม่แน่ว่าจะไม่ถูกโยกคลอนด้วยเงินหลักหมื่น พรรคเพื่อไทยจึงประกาศมาตรการเหวี่ยงแหเช่นนี้
พรรคพลังประชารัฐ แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าพรรคพลังประชารัฐไม่เอาด้วยกับการยกเลิกหรือแม้แต่แก้ไขมาตรา 112 แต่แม้จะมีผู้บริหารพรรคบางคนเพิ่งจะออกมาปฏิเสธว่าจะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้มีการปฏิเสธอย่างแข็งขันจากพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพียงบอกว่า ต้องดูนโยบายว่าไปกันได้หรือไม่ ทุกคนจึงยังเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นพรรคพลังประชารัฐจะได้คะแนนเสียงจากฐานเสียงของนักการเมืองหรืออดีตส.ส.ของพรรคเป็นส่วนใหญ่ จะได้คะแนนจากคนที่ไม่เอาคุณทักษิณและที่ไม่ต้องการให้ล้มสถาบันไม่มากนัก
พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ แม้ทั้ง 2 พรรคจะไม่ร่วมด้วยกับการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 แต่ก็ไม่กล้าประกาศอย่างที่พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่เคย focus ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เอาแต่เหยียบเรือสองแคม อยากได้คะแนนไปทุกกลุ่ม สุดท้ายก็จะไม่ได้คะแนนเป็นกอบเป็นกรรมแม้แต่กลุ่มเดียว พรรคเก่าแก่และเป็นพรรคเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นสถาบันก็จะกลับมายิ่งใหญ่ได้ยาก เพราะจะได้คะแนนจากแฟนพันธุ์แท้เสียเป็นส่วนใหญ่ คนที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์แต่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ เปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นกันหมดแล้ว ส่วนพรรคภูมิใจไทยต้องถือว่า ไม่มีอะไรหวือหวามาก แต่การร่วมรัฐบาลก็มีผลงานที่จับต้องได้ เป็นที่ถูกใจคนหลายกลุ่ม จะได้คะแนนเสียงจากคนที่อยู่กลางๆไม่สุดโต่งไปในทางหนึ่งทางใด แต่ก็คงได้จำนวนส.ส.มากขึ้นจากเดิมค่อนข้างแน่
พรรคก้าวไกลนับว่ามีจุดยืนอยู่ตรงข้ามกับพรรครวมไทยสร้างชาติ อยู่คนละขั้วอย่างชัดเจน แน่นอนว่า จะได้คะแนนเสียงจากกลุ่มนิสิตนักศึกษา และคนรุ่นใหม่ที่ไม่เอากระทั่งเกลียดชังสถาบัน หรือไม่มีความผูกพันกับสถาบันแต่ชอบนโยบายของพรรค แม้จะได้เสียงคนรุ่นใหม่มากแต่ด้วยบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้งยังต้องแย่งชิงคะแนนจากคนกลุ่มเดียวกันกับพรรคเพื่อไทย การจะได้จำนวน ส.ส.มากเท่ากับที่พรรคอนาคตใหม่เคยได้คงเป็นเรื่องยาก คงต้องวัดกันกับพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พลังของคนที่ไม่เอาสถาบันกับคนที่ยังเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีความสำคัญ ฝ่ายไหนจะมาลงคะแนนให้มากกว่ากัน
มองอย่างนี้แล้ว สำหรับคนที่ยังต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยังดำรงอยู่ต่อไปในประเทศไทย และคนที่ไม่เอาคุณทักษิณ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ดูเหมือนจะมีทางเลือกเดียวเท่านั้นคือ เลือกพรรคที่ชัดเจนว่ามีจุดยืนที่ตรงกันใน 2 เรื่องข้างต้นนี้ จะมีใครเป็น candidate นายกรัฐมนตรีก็ไม่สำคัญไปกว่าจุดยืนดังกล่าว
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญยิ่งกว่าครั้งใดๆ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์จะถูกสั่นคลอนจนอาจถึงกับดำรงอยู่ไม่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปลงคะแนนเสียงให้พรรคใดให้ได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ขอให้ตรึกตรองกันให้ดีก่อนลงคะแนนนะครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ประกาศประชามติแล้ว กกต.ยํ้าการ‘หย่อนบัตร’
นายกฯ ประกาศกำหนดให้วันที่ 8 ก.พ. 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติแล้ว พร้อมเคาะคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" กกต.แจงขั้นตอนออกเสียง
สนามเขต 2 คึก ‘โย๋-วรัดดา’ เพื่อไทย เบอร์ 3 ลุยหาเสียงอำนาจเจริญ
วรัดดา ประเสริฐศรี ผู้สมัคร สส.อำนาจเจริญ เขต 2 พรรคเพื่อไทย หมายเลข 3 เร่งลงพื้นที่ 5 อำเภอ ชูนโยบายน้ำเพื่อเกษตร รายได้ชุมชน และโอกาสคนรุ่นใหม่ ย้ำขอเป็นปากเสียงแทนชาวบ้านจากประสบการณ์ทำงานจริงทั้งระดับประเทศและพื้นที่
นักวิชาการ ชี้ สส.บัญชีรายชื่อ คละบ้านใหญ่-เทคโนแครต สะท้อนการเมืองเน้นนโยบาย
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ รายชื่อ สส. ในบัญชีรายชื่อ สะท้อนว่าพรรคการเมืองให้ความสำคัญกับนโยบายมากขึ้น เหตุคละกันระหว่าง“บ้านใหญ่-นักธุรกิจ” กับ “เทคโนแครต-นักวิชาการ
ร้อง กกต. คัดค้านพรรคประชาชน เปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. เขต 33 ใช้เบอร์เดิม
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ถนนแจ้งวัฒนะ นายอนันตเดช ธนวิภารัตน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หมายเลข 12 เขตเลือกตั้งที่ 33 และนายธิติพัทธ์ นรวิทยโชติกุล ผู้สมัครหมายเลข 4 เขตเลื
‘ม้ามืดชานเมือง ของภูมิใจไทย อ.นัส เขต 17’
ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทย ทําการบ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานครเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการคัดสรรผู้สมัครที่มีคุณภาพมีความยึดโยงกับประชาชนและพื้นที่เลือกตั้ง
ครม.ไฟเขียวแนวปฏิบัติเลือกตั้ง สส. ควบประชามติ
ครม.อนุมัติแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง สส.-แนวทางปฏิบัติในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ

