
‘สุพันธุ์’ เชียร์โอซีเอจบรัฐบาลชุดนี้ แนะแบ่งก๊าซแทนขีดเส้นแดน หวังค่าไฟใกล้เพื่อนบ้าน ช่วยการแข่งขัน-ดึงลงทุน แนะ 2 ทางออกแก้สินค้านอกทะลักไทย
19 ก.พ. 2567 – นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงกรณีการเจรจาปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา หรือ โอซีเอ (Overlapping Claims Area หรือ OCA) ว่า เห็นด้วยกับความร่วมมือดังกล่าว เพื่อดึงทรัพยากรที่มีมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด เพื่อความมั่นคงพลังงานไทย ซึ่งปัจจุบันไทยเข้าขั้นขาดแคลน ต้องนำเข้าราคาแพง จนเผชิญกับต้นทุนสูง ส่งผลต่อราคาพลังงานแพง โดยเฉพาะค่าไฟที่เป็นค่าครองชีพสำคัญของคนไทย
“เรื่องนี้เจรจามานานเกือบ 50 ปีแล้ว ควรจะจบในรัฐบาลชุดนี้ เพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลกัมพูชา จึงน่าจะมีโอกาสในการหาทางออกร่วมกันได้ เพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ”นายสุพันธุ์ กล่าว
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางจัดการนั้น หากมุ่งแบ่งเขตแดน ตีเส้น คงไม่สามารถจบได้ อยากให้ใช้วิธีดึงก๊าซธรรมชาติที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาแล้วแบ่งสัดส่วนกัน อาจทำเป็น 3 ระดับ คือ หลุมขุดเจาะที่ใกล้ไทยก็แบ่งให้ไทยมากกว่า ส่วนหลุมขุดเจาะที่ใกล้กัมพูชาก็แบ่งให้กัมพูชามากกว่า และกลุ่มขุดเจาะที่อยู่บริเวณกลางก็ฝ่ายละครึ่ง 50:50 นอกจากนี้รัฐบาลต้องมีแผนบริหารจัดการชัดเจน ทั้งงบประมาณที่ใช้ การลงทุนนี้คนไทยส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์อย่างไร ราคาพลังงานจะเป็นอย่างไร จะบริหารก๊าซอย่างไร ต้องชัดเจน คนไทยต้องได้ประโยชน์ ไม่ใช่สุดท้ายประโยชน์ตกกลับเอกชนที่ลงทุน
“การลงทุนครั้งนี้สำคัญ เป็นเรื่องความมั่นคงประเทศ คนไทยต้องได้ประโยชน์ มีรายละเอียดจับต้องได้ ไม่ใช่เศษเนื้อเศษหนัง จนสุดท้ายประโยชน์หลักๆไปอยู่กับเอกชนหมด”นายสุพันธุ์ กล่าว
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับราคาค่าไฟหากโอซีเอสำเร็จ ก็หวังจะให้ถูกลง แต่ก็อยู่ที่การจัดการของรัฐบาล เพื่อวางความมั่นคงระยะยาว ส่วนค่าไฟปัจจุบัน 4.18 บาทต่อหน่วย ถือว่าเป็นระดับที่รับได้ และประเทศในอาเซียนก็มีทั้งสูงกว่าและต่ำกว่าไทย ดังนั้นในแนวทางบริหาร รัฐบาลต้องทำให้ค่าไฟไทยอยู่ระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การแข่งขันของไทยไม่สะดุด ไปต่อได้
นายสุพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีสินค้าต่างประเทศทะลักเข้าไทยจนผู้ประกอบการไทยเดือดร้อนนั้น เรื่องนี้ต้องดำเนินการ 2 ทาง คือ 1.รัฐต้องกำหนดแนวทางกำกับดูแลเข้มข้นผ่านทุกเครื่องมือที่มี เพื่อปกป้องสินค้าไทย 2.รัฐต้องจริงจังในการพัฒนาสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับของคนไทยด้วยกันเอง และต่างชาติ อย่างสินค้ากลุ่มอาหารที่เป็นจุดแข็งของไทยต้องพัฒนาต่อยอด ต้องพยายามเฟ้นอุตสาหกรรมที่เราไปต่อได้ พัฒนาเพื่อเน้นขายกลุ่มกำลังซื้อสูง อย่างเสื้อผ้า ดูตัวอย่างเสื้อผ้าจากอิตาลี ก็ปรับตัวจนยังสามารถครองตลาดกลุ่มกำลังซื้อสูงได้ ส่วนอุตสาหกรรมไหนที่สู้ไม่ได้ทั้งคุณภาพและต้นทุน รัฐต้องช่วยเหลือ ปรับตัว
“สินค้าไทยต้องให้ความสำคัญกับ สิขสิทธิ์ และ แบรนด์ดิ้ง หน่วยงานรัฐไม่ควรรอผู้ประกอบการมาขอจดลิขสิทธิ์ แต่ควรออกหาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในชุมชน หรือโรงงานตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ทำงานเชิงรุก สินค้าจะได้การพัฒนาอย่างจริงจัง จนคนยอมรับ เหมือนญี่ปุ่น ถ้าทำได้สู้สินค้าต่างประเทศที่เข้าไทยได้” นายสุพันธุ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
OCAแจ้งยกเลิก บอลชายหาดหญิง'เอเชี่ยนบีช' หลังมีส่งแข่งเพียง2ชาติ
ตามที่ Olympic Council of Asia (OCA) ได้มีการส่งหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติของประเทศสมาชิก เกี่ยวกับความคืบหน้าการจัดการแข่งขันกีฬาในศึก Asian Beach Games ซึ่งจะจัดขึ้นที่เมือง Sanya สาธารณรัฐประชาชนจีน
'เอกชน'จับตาเหตุสหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน หวั่นทองคำและน้ำมันดีดตัวสูง
‘เอกชน’ จี้จับตาเหตุสหรัฐ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน หวั่นราคาทองคำ/น้ำมันมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และจะกระทบกับทั่วโลก แนะกระทรวงพลังงานและบริษัทน้ำมันควรหารือร่วมกันโดยด่วน วางแผนเรื่องการเส้นทางการขนส่งสำรอง
ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน
ภาคเอกชนฝากรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้องประชาชน รวมถึงแก้ปัญหาคอร์รัปชัน เป็นวาระแรก ชี้ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพคือกุญแจฟื้นความเชื่อมั่น
'ยศชนัน' ควง 'สุริยะ' ร่ายยาวขายฝันสภาอุตฯ
'ยศชนัน' ควง 'สุริยะ' พร้อมผู้บริหารเพื่อไทย เข้าพบ ส.อ.ท. หารือแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต ชี้หากทุกพรรคมองเป้าหมายเดียวกัน จะเห็นใครหวังดี ให้ประเทศไปข้างหน้า
'TIPMSE'หนุนเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วเป็นวัตถุดิบสร้างมูลค่า-ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม
‘TIPMSE’ รวมพลังรวมพลังขับเคลื่อน การจัดการบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ด้วยหลัก EPRเ ปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นวัตถุดิบ ชู4กลยุทธ์ร่วมผลักดัน พัฒนากลไก EPR ระบบเก็บกลับ สร้างการมีส่วนร่วม และออกแบบเพื่อการรีไซเคิลตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนสร้างมูลค่าเพิ่ม

