'วีระยุทธ' แนะ 'รัฐบาล' เปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤตน้ำมัน ทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร ชี้ยิ่งโลกป่วนผู้นำยิ่งต้องเคียงข้างประชาชน
25 มี.ค.2569 - นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องวิกฤตน้ำมัน เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลถึงมาตรการรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ว่าน้ำมันเปรียบเสมือน ส้นเลือดใหญ่ ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง
นายวีระยุทธ กล่าววา การพาประเทศไทยฝ่าวิกฤตโลกป่วน ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดยเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้ คือ 1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด การทำงานของรัฐบาลภายใต้ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางหรือ ศบก. โดยที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก เช่นวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการเรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ ได้ออกมาแถลงว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค.
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า นอกจากกลุ่มใหญ่ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็นการทำงานแบบเปิด เปิดหู เปิดใจ รับฟัง อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน เยอะสุดในอาเซียน สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้
นายวีระยุทธ กล่าวว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ สำนักงานพลังงานจังหวัด จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เองและพิมพ์ค้นหาสำนักงานพลังงานจังหวัด ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 08.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย ล่าสุดเมื่อวันที่23 มี.ค.ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบในเพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็นการจัดการวิกฤตแบบเปิด ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ
นายวีระยุทธ กล่าวว่า 2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบางเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนเรื่องที่สองคือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน ความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะตรึงราคา เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิดความอยากซื้อมากกว่าปกติ ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ ความอยากขายน้อยกว่าปกติ ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ อุดหนุนแบบขั้นบันได โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถอุดหนุนเฉพาะจุด ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่นๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลดภาษีสรรพสามิต เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ ภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร
รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า 3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง ภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า โครงการปุ๋ยธงเขียว ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น ธงเขียวพลัสเป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต อีกขาหนึ่งคือการแจก คูปองปุ๋ย ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง
นายวีระยุทธ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสี่ยงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'รังสิมันต์' บอกเปิดทำเนียบฯ รับ 'มิน อ่อง หล่าย' ไปก็ไลฟ์บอย!
'รังสิมันต์' ตั้งคำถามรัฐบาล เปิดทำเนียบฯ รับ 'มิน อ่อง หล่าย' แก้ปัญหาชายแดน-สารพิษแม่น้ำกก ชี้คุยไปก็ไลฟ์บอย เหตุควบคุมกองกำลังว้าไม่ได้ เตือนอาจเป็นการเพิ่มความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมา
'วีระยุทธ' แฉรัฐบาลปล่อยผีดาต้าเซ็นเตอร์ 8.7 แสนล้าน!
'วีระยุทธ' ซัดรัฐบาลปล่อยผี Data Center 8.7 แสนล้าน ไร้แผนน้ำ-ไฟ-ประเมินสิ่งแวดล้อม เพิ่งตื่นปรับเกณฑ์ แฉลงทุนแสนล้าน แต่จ้างงานจริงแค่หลักร้อยคน
พ่อคนเก่ง! พรรคส้มซัด ครม.ทำงานไม่เป็นปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการสุดมั่ว
'วีระยุทธ' ซัด ครม.ทำงานไม่เป็น ปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการสุดมั่ว ผลักภาระประชาชน–เกษตรกรหลุดอื้อ เรียกร้องรัฐ 'พิสูจน์ความจน' แทนประชาชน
'วิปวุฒิ' ซัดเสวนาคดีฮั้วนำเสนอสไตล์ส้มคลิกเบตตัดสินโดยศาลเตี้ย
'วิปวุฒิสภา' ฉะงานเสวนาครบรอบ 2 ปีเลือก สว. นำเสนอแบบคลิกเบต ตามสไตล์ลัทธิส้ม สร้างความเข้าใจผิด-ด้อยค่า สว. จี้ กกต.ตรวจสอบหลักฐานที่เปิดเผย สว.ชุดนี้บริสุทธิ์ ถูกตัดสินโดยศาลเตี้ย
'ดร.โจ' จี้รัฐวาง 4 แนวทางเร่งด่วน แก้ไฟไหม้สถานบันเทิง ไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก
รองหัวหน้าพรรคปชน. ชี้โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และไม่ควรถูกปล่อยให้เป็นเพียงอุบัติเหตุที่ผ่านไปแล้วก็ลืม
'ปชน.' วาง 2 ฉากทัศน์ ศาลรธน.วินิจฉัยพ.ร.ก.เงินกู้ หากรุนแรงสุด 'นายกฯ' ควรยุบสภา-ลาออก
'ปชน.' วาง 2 ฉากทัศน์ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ชี้ หากรุนแรงสุด 'นายกฯ' ควรยุบสภา-ลาออก ด้าน 'วีระยุทธ' หวั่นเกิดแร้งทึ้งชิงใช้เงินส่วนที่2 หากพ.ร.ก.ผ่าน หลังพบไร้โรดแมพเปลี่ยนผ่านพลังงาน เสี่ยงเกิดเบี้ยหัวแตก ยัดไส้-สอดไส้โครงการ

