
‘พิพัฒน์’ คอนเฟิร์มลดบทบาท ‘ท่าเรือกรุงเทพ’ แน่นอน ตั้งเป้าปิด 100% ชี้ต้องรอผลการศึกษา ลุยพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ระยะยาว สั่ง กทท. หารือพร้อมดูแล 26 ชุมชนคลองเตย ลั่นเห็นภาพชัดเจนในรัฐบาลนี้ ส่วนปมท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ติดปัญหาถมทะเลท่าเทียบเรือ F สั่งตรวจสอบต้นตอความผิดพลาด ย้ำไม่มี ‘ค่าโง่’ กรณีเอกชนเรียกค่าเสียหาย 4 พันล้าน
18 ก.ย.2559-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่ตนมีนโยบายลดบทบาทของท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) และย้ายการบริหารจัดการไปรวมศูนย์อยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เพียงแห่งเดียว พร้อมทั้งมอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ไปดำเนินการศึกษานั้น ยืนยันว่า มีเป้าหมายที่จะปิดการดำเนินงานท่าเรือกรุงเทพให้ได้ 100% หากสามารถทำได้ เพื่อนำพื้นที่ดังกล่าว มาพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ กทท. มากกว่าในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ได้สั่งการให้ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. และรักษาการผู้อำนวยการ กทท. ไปดำเนินการศึกษาถึงความจำเป็นว่า จะต้องคงพื้นที่บางส่วนไหนไว้บ้าง และมีความสำคัญขนาดไหน อาทิ การขนส่งสินค้าประเภทอาหารสดหรือผลไม้สดที่ต้องการความรวดเร็ว โดยจะทำการศึกษาเป็นรายกรณี พร้อมทั้งไปพิจารณาเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังว่า จัดสร้างขึ้นเพื่ออะไร หรือเพื่อแบ่งเบาภาระของท่าเรือคลองเตย และมีวัตถุประสงค์หลักอะไร
สำหรับนโยบายดังกล่าว จะได้ข้อสรุปเมื่อไหร่นั้น ยังไม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริหารจัดการชุมชนรอบท่าเรือกรุงเทพทั้ง 26 ชุมชน ซึ่งถือมีความสำคัญมาก และจากการหารือเบื้องต้น ทางชุมชนดังกล่าวไม่ได้ขัดข้องในการย้ายพื้นที่ แต่ กทท. จะต้องสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ทดแทนให้ และดำเนินการทยอยย้ายเป็นระยะ (เฟส) ซึ่งต้องใช้เวลาในการก่อสร้างอาคารและดำเนินการเคลื่อนย้าย อย่างไรก็ตาม คาดหวังว่า นโยบายนี้ จะเห็นภาพในรัฐบาลปัจจุบัน ส่วนความสำเร็จอาจเห็นผลในรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลถัดไปตามกรอบเวลาที่เหมาะสม
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (เฟส 3) โดยเฉพาะในส่วนของงานถมทะเลท่าเทียบเรือ F และการส่งมอบพื้นที่ ว่า ปัจจุบันอยู่ในช่วงเร่งด่วนของการแก้ไขปัญหาทางเทคนิค เรื่องค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัสดุถมใต้ระดับน้ำในพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับบริษัทที่ปรึกษา ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้รับสัมปทาน เพื่อหาข้อสรุปให้มีความหนาแน่นใกล้เคียงกันที่สุด
ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนมีการยื่นข้อเรียกร้องค่าเสียหายชดเชยสูงถึง 4,000 ล้านบาทนั้น ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการเจรจา และรัฐบาลจะไม่ยอมเสียค่าโง่ในเรื่องนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้ กทท. ไปตรวจสอบจุดเริ่มต้นของความผิดพลาดอย่างละเอียดว่าเกิดจากฝ่ายใด เพื่อกำหนดผู้รับผิดชอบและหาแนวทางส่งมอบพื้นที่ให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากเป็นโครงการที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศ

