'สว.เทวฤทธิ์' ยื่นหนังสือถึง ปธ.ศาลฏีกา ขอคณะกรรมการสรรหาฯ ชะลอการคัดเลือกตุลาการศาลรธน.-กกต. เหตุยังไร้ผู้นำฝ่ายค้านพร้อมระวังผลประโยชน์ทับซ้อนกรณี 138 สว. ถูกสอบสวน
22 เม.ย.2569 - นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและประธานคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านช่องทางสำนักเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อเสนอข้อเรียกร้องและแสดงความกังวลต่อกระบวนการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ โดยแบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 3 ส่วนหลัก
นายเทวฤทธิ์ระบุว่า ประเด็นแรกคือการพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะในขณะนี้รัฐสภายังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมการสรรหาที่ช่วยสร้างดุลยภาพระหว่าง 3 อำนาจ คือฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 203 จะอนุญาตให้คณะกรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้แต่การขาดตัวแทนจากฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลและเป็นหูเป็นตาให้ประชาชนจะส่งผลให้กระบวนการสรรหาขาดความรอบด้าน อีกทั้งไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการเนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิมที่หมดวาระลง ทั้งในส่วนของ กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยมีกรณีการปฏิบัติหน้าที่ต่อเป็นเวลานานเนื่องจากวุฒิสภาตีตกผู้ได้รับการเสนอชื่อมาแล้ว
ประเด็นที่สองคือเรื่องความหลากหลายของประสบการณ์และทักษะความเชี่ยวชาญของกรรมการการเลือกตั้ง โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. มาตรา 12 ที่ระบุให้คณะกรรมการสรรหาต้องตระหนักถึงความหลากหลายของผู้ได้รับการสรรหา แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันพบว่า กกต. 4 ใน 7 ท่าน มีภูมิหลังมาจากข้าราชการระดับอธิบดีหรือเทียบเท่า และผู้สมัครรายล่าสุดที่ผ่านการพิจารณาก็ยังคงมีคุณสมบัติในลักษณะเดียวกัน การขาดสัดส่วนจากภาคส่วนอื่น เช่น ภาคประชาสังคม อาจส่งผลต่อทัศนคติและวิธีคิดในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาตามเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม
ประเด็นสุดท้ายซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนคือการป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสมาชิกวุฒิสภา เพราะปัจจุบันมีสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย 138 ราย อยู่ในกระบวนการสอบสวนของ กกต. ซึ่งถือเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสภา สภาวะที่ผู้ถูกตรวจสอบต้องเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง กกต. เพื่อไปวินิจฉัยคดีของตนเองนั้นถือเป็นวงจรที่ส่งผลเสียต่อกระบวนการยุติธรรม หากแคนดิเดต กกต. แสดงความกล้าหาญในการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับคดีของ สว. ก็อาจจะไม่ได้รับความเห็นชอบ แต่หากแคนดิเดตเลือกตอบแบบเลี่ยงบาลีเพื่อเอาใจ สว. ก็จะได้บุคคลที่ขาดความกล้าหาญไปปฏิบัติหน้าที่
นายเทวฤทธิ์ระบุอีกว่า เสนอให้มีการทอดระยะเวลาการสรรหาออกไปก่อนเพื่อรอให้ กกต. มีคำวินิจฉัยกรณีสมาชิกวุฒิสภาให้เสร็จสิ้น เพื่อลดความเคลือบแคลงสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะความศรัทธาต่อองค์กรอิสระเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ต้องปฏิบัติหน้าที่นานถึง 7 ปีและมีอำนาจตัดสินคดีการเมืองที่สำคัญ จึงไม่อยากให้กระบวนการที่ผิดเพี้ยนกลายเป็นความปกติใหม่ในสังคมไทย และขอให้สาธารณชนช่วยกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเนื่องจากกระทบต่อมาตรฐานจริยธรรมและรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วุฒิสภาตั้ง 15 อรหันต์ สอบประวัติ 'จักรพงศ์' ก่อนลงมตินั่ง ตุลาการศาลรธน.
-รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่1 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาตั้งคณะกร
เดิมพันประเทศด้วยฝีมือ 'รัฐบาล' ดัน'แลนด์บริดจ์'ขุมทรัพย์หรือขายฝัน
ผู้นำหลายประเทศมองการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกและความผันผวนของเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใจจดใจจ่อ
'โสภณ' บอกรับรู้แล้วสมาชิกรัฐสภาเตรียมเข้าชื่อส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดี 'ศักดิ์สยาม'
'โสภณ' รับทราบฝ่ายค้าน เตรียมเข้าชื่อส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดี 'ศักดิ์สยาม' เผยยังไม่ยื่นเรื่องมา ยืนยันทำหน้าที่เที่ยงธรรม บอกถ้าส่งเรื่องได้ทันทีก็เป็นแค่ไปรษณีย์
'ปธ.สภาฯ' เตรียมนำรายชื่อ 'ณัฐพงษ์' ทูลเกล้าฯ รับตำแหน่ง 'ผู้นำฝ่ายค้าน' 27 เม.ย.นี้
ประธานสภาผู้แทนราษฎร เตรียมนำชื่อ 'ณัฐพงษ์' หัวหน้าพรรคประชาชน ขึ้นทูลเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง ผู้นำฝ่ายค้าน
สัญญาณเตือนคดี 'ศักดิ์สยาม' เสี่ยงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ-รบ.
คำชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม
ปชน. โวยประธานสภาฯ เสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านล่าช้า ทำประชาชนเสียประโยชน์
"ณัฐชา" โวย "โสภณ" พูดส่งๆ ประวิงเวลาเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้าน ชี้ปล่อยให้ล่าช้ากระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ควรนำประเด็นคดี 44 สส. มาทำให้สาธารณะเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งที่เป็นหน้าที่โดยตรงของประธานสภา

