แนวโน้มสถานการณ์ราคายางครึ่งปีหลังสดใส จากความต้องการใช้ที่ยังต่อเนื่อง หนุนราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้จะทะลุ 100 บาท/กิโลกรัม กยท. เดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการตลาดเชิงรุกเสริมเสถียร ภาพและยกระดับราคายางไทยสู่จุดสูงสุด
นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ยางพาราในปี 2569 ว่า ราคายางในช่วงครึ่งปีแรกมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3
จากเดือนมกราคม 2569 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60.51 บาทต่อกิโลกรัม ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 89.50 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคม 2569 ขณะที่น้ำยางสดจากราคาเฉลี่ย 56.92 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนมกราคม ปรับเพิ่มขึ้นสูงสุดอยู่ที่ 86.50 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคมเช่นกัน เป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 10 ปี ทั้งนี้ มาจากปัจจัยสำคัญหลายสาเหตุ อาทิ ปริมาณความต้องการใช้ยางธรรมชาติในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง สอดคล้องกับข้อมูลของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ที่คาดการณ์ว่าราคายางพาราในตลาดโลกปีนี้จะยังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากความต้องการใช้ยางพาราทั่วโลกมีแนวโน้มสูงกว่าปริมาณการผลิต โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลก
มีความต้องการใช้ยางธรรมชาติอยู่ที่ประมาณ 15.60 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการผลิตยางอยู่ที่ประมาณ 15.32 ล้านตัน ส่งผลให้ตลาดยังมีความต้องการใช้มากกว่าปริมาณผลผลิตประมาณ 280,000 ตัน ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคายางเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดี โดยประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ด้วยปริมาณผลผลิตประมาณ 4.85 ล้านตัน
นอกจากนี้ สถานการณ์ด้านพลังงานโลกและต้นทุนการผลิตในตลาดโลกอันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางการ
ทำสงครามที่ยืดเยื้อในประเทศแถบตะวันออกกลาง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคายางเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ที่เป็นผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมมีราคาสูงขึ้นตามมาด้วย จึงทำให้ผู้ใช้ยางสังเคราะห์โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยางล้อ เริ่มหันมาใช้ยางธรรมชาติที่มีราคาถูกกว่าทดแทน ผนวกกับเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยางพาราของไทยในตลาดโลก สร้างความสนใจจากผู้ซื้อในต่างประเทศมากขึ้น
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ยางในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 แม้จะเปลี่ยนจากช่วงฤดูแล้งเข้าสู่ฤดูฝน ต้นยางผ่านการพักตัว แตกใบใหม่สมบูรณ์ และเกษตรกรเริ่มทยอยการเปิดกรีดยางมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคามีการปรับตัวตามภาวะตลาดบ้างก็ตาม แต่ไม่มากนัก เพราะความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมยางล้อและอุตสาหกรรมยางอื่นๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและยุโรป คาดว่ายังคงมีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อเติมให้กับเต็มสต๊อกยางที่ถูกใช้ไปในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงสภาพอากาศในบางพื้นที่อาจส่งผลต่อปริมาณผลผลิต ทำให้ปริมาณยางออกมาได้ไม่เต็มที่ :ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาสมดุลของตลาด และช่วยพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
นอกจากนี้ กยท. ยังใช้ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการตลาดเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและยกระดับราคายางไทยสู่จุดสูงสุด โดยการใช้มาตรการชะลอการจำหน่ายผลผลิตบางส่วนเพื่อลดปริมาณยางในตลาด โดย กยท.จะรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเก็บเข้าสต๊อก และอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียน 80% ของมูลค่ายางเสริมสภาพคล่องทันที และปล่อยขายเมื่อราคาขึ้นสูงสุดผ่านตลาดกลาง กยท. เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่ง กยท. ได้จัดตั้ง
ตลาดเครือข่ายและตลาดกลางยางพาราให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรนำยางมาซื้อขายในราคาที่เป็นธรรม ประกอบกับนำระบบ Thai Rubber Trade มาใช้ในการประมูลซื้อขายยาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระดับโลก สามารถเชื่อมโยงข้อมูลซื้อขายผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยาง รองรับกฎระเบียบ EUDR (EU Deforestation-free Regulation) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกฎหมายที่ห้ามนำเข้าและส่งออกสินค้า
โภคภัณฑ์และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะนำมาบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ อันจะเป็นส่วนสำคัญ
ในการเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของยางพาราไทยในระยะยาว
“หากปริมาณความต้องการใช้ยางพาราโลกมีแนวโน้มสูงกว่าปริมาณการผลิตเป็นไปตามที่ ANRPC คาดการณ์ และภาวะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ยืดเยื้อยาวนาน และยังมีปัจจัยบวกต่างๆ ตามที่กล่าวมาเกื้อหนุน กยท. มั่นใจว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ราคายางยังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยางแผ่นรมควันชั้น 3
มีความเป็นไปได้ที่ราคายางจะแตะเลข 3 หลักต่อกิโลกรัม" รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดยางยังมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน แต่ยังคงต้องติดตามปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อต้นทุนด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ผ่านค่าระวางเรือและค่าประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลที่ยังคงอยูในระดับสูง
รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและต้นทุนพลังงาน ที่อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางของไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการและเกษตรกรชาวสวนยางจึงควรเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการผลผลิตยาง และติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กยท. เตรียมเสนอโครงการปลูกยาง 1 ล้านไร่ เพิ่มศักยภาพผู้นำยางพารา/แก้ปัญหาฝุ่นPM2.5
กยท. รอไฟเขียว ก.เกษตรฯ เดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อน โครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5
กยท. เฝ้าระวังโรคใบจุดกลมระบาดในสวนยางฤดูฝน เตรียมความพร้อมรับมือเอลนีโญ
กยท. เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบจุดกลมในสวนยางในช่วงฤดูฝน ย้ำ!! ปีนี้ราคายางดี ต้องหมั่นสำรวจดูแลรักษาสวนยาง หนุนใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ-น้ำนมดิบ ช่วยดินร่วนซุย ต้นยางแข็งแรงเพิ่มปริมาณน้ำยาง พร้อมแนะกักเก็บน้ำสำรองเพื่อรับมือ "เอลนีโญ" ที่ทำให้ฝนตกน้อย สวนยางอาจขาดแคลนน้ำได้
รัฐบาลตีปี๊บ ประมูลยางค้างสต็อก 1.8 หมื่นตัน ได้เงิน 1.23 พันล้านบาท
รัฐระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท ย้ำไม่กระทบราคาตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง
กยท.พลิกวิกฤตปุ๋ยแพงเป็นโอกาสขยายผลสวนยางอินทรีย์ เร่งส่งเสริมเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำร่วมปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน
กยท. ผลิกวิกฤตปุ๋ยเคมีแพงเป็นโอกาส เร่งส่งเสริมและสนับสนุนสวนยางพาราใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักปลาหมอคางดำและน้ำนมดิบ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตามนโยบาย 70:30 ของกระทรวงเกษตรฯ หวังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยืนยันไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง พร้อมขยายผลขับเคลื่อนสวนยางอินทรีย์รองรับเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เดินหน้าจับมือชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำแก้ปัญหาน้ำล้นตลาดอย่างยั่งยืน
กยท.ตอบโจทย์แก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ดัน"น้ำนมดิบ"เตรียมพัฒนาสู่"ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ"
“กยท.มีน้ำหมักชีวภาพรวมกว่า 4.62 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ 1.12 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ 3.5 ล้านลิตร ซึ่งเกิดจาก ดำเนินการของ
กยท.อัดงบ 200 ลบ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางยางโลก - เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้500,000ล้าน/ปี
กยท. ผนึกกำลังนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และ ภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดสรรงบรองรับกว่า 200 ล้านบาท/ปี หวังพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก

