
กยท. รอไฟเขียว ก.เกษตรฯ เดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อน โครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 หวังยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร เพิ่มศักยภาพความเป็นผู้นำด้านยางพาราให้ประเทศไทย
นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท.ได้เสนอ “โครงการยกระดับพื้นที่เกษตรกรรมเผาซ้ำซากสู่สวนยางพาราผสมผสานเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 และขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นประธาน เพื่อผลักดันการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งลดแหล่งกำเนิดฝุ่นจากต้นทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ที่ต้องการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนแก่เกษตรกรอีกด้วย
สำหรับโครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ ดังกล่าว ได้ถอดบทเรียนจากโครงการ
ปลูกยางล้านไร่เมื่อปี 2547 มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนกล้ายางพันธุ์ดีที่จะต้องใช้ถึง 90 ล้านต้น ในคราวเดียว กยท.จึงได้วางแผนดำเนินโครงการเป็น 5 ระยะ ระยะละ 200,000 ไร่ต่อปี รวมระยะเวลาดำเนินโครงการทั้งหมด 5 ปี โดยจะใช้ยางพันธุ์ดี คือ พันธุ์ RRIT 3904 ที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูงถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อไปว่า ในระยะแรกจะเน้นส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่่ที่พบจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียมจำนวนมากก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสานที่ปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น เพราะในการปลูกพืชไร่ใหม่ทุกครั้งจะมีการเผาเศษซากพืช วัชพืช ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกยางพารา ซึ่งเป็นพืชยืนต้นที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงทดแทน หลังจากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยจะบูรณาการประสานการทำงานร่วมกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมพัฒนาที่ิดิน และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดพื้นที่เป้าหมายในการส่งเสริมการปลูกยางพาราจำนวน 1 ล้านไร่ทดแทนพืชไร่ พร้อมส่งเสริมการจัดทำสวนยางคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ปลูกยางใหม่ดังกล่าว เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตของสวนยางพาราอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนเงื่อนไขในการร่วมโครงการฯ ในเบื้องต้นจะต้องเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง โดยจะต้องเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ หรือที่ดินที่รัฐอนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายใต้นโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ซึ่งสามารถเข้าร่วมโครงการได้ 2-10 ไร่ ต่อเกษตรกร 1 ราย และ กยท.จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในรูปแบบของปุ๋ยเคมี ยางพันธุ์ดี และองค์ความรู้ในการทำสวนยางที่ถูกต้องต้องตามหลักวิชาการ โดยทยอยจ่ายตั้งแต่ปีที่ 1-3 และเกษตรกรจะต้องร่วมลงทุนในส่วนของแรงงานตนเองในการเตรียมดิน ขุดหลุมปลูก จัดหาพืชร่วม/พืชแซมระบบวนเกษตร และการดูแลรักษาสวนยาง รวมถึงออกทุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยอินทรีย์ในปีที่ 4-7 (เปิดกรีด) ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเลือกรูปแบบการทำสวนยางด้วยการปลูกยางพันธุ์ดีอย่างเดียว หรือการทำสวนยางแบบผสมผสาน คือการปลูกยางพันธุ์ดีร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ โกโก้ เป็นต้น หรือจะเลี้ยงปศุสัตว์ ทำประมง ก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ กยท.ยังจะส่งเสริมการประกอบอาชีพเสริมในสวนยางด้วย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ระหว่างที่รอต้นยางเจริญเติบโตและเปิดกรีดได้ ซึ่งอาจจะปลูกพืชไร่ที่เกษตรกรมีความชำนาญควบคู่ไปกับการปลูกยางในช่วงเริ่มต้นก็ได้เช่นกัน แต่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกำจัดเศษซากพืชเป็นการเอาไปทำปุ๋ยแทนการเผา เนื่องจากจะไปกระทบกับการเจริญเติบโตของยางพารา และเมื่อเกษตรกรปลูกยางแล้ว สามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรชาวสวนยางกับ กยท. ได้ ซึ่งจะได้รับสิทธิในการขอรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนายางพาราในส่วนของการประกอบอาชีพเสริมอีกด้วย
"ขณะนี้โครงการปลูกสร้างสวนยางในพื้นที่แห่งใหม่ 1 ล้านไร่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงเกษตรฯ หากได้รับความเห็นชอบ กยท. พร้อมที่จะบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้นอีกปีละ 200,000 ไร่ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีผลผลิตยางเพิ่มขึ้นอีกปีละ 80,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะยางล้นตลาดอย่างแน่นอน และนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังจะจะช่วยเสริมศักยภาพการเป็นผู้นำด้านยางพาราของประเทศไทยอีกด้วย" รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ กยท. กล่่าว

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ยางของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 2% จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้อยู่ราว 15 ล้านตันต่อปี ซึ่งสูงกว่าปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ ขณะที่หลายประเทศผู้ผลิตยางมีพื้นที่ปลูกยางลดลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมันหรือพืชอื่นเพิ่มขึ้น ประกอบกับการระบาดของโรคใบจุดกลมที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตยาง สำหรับประเทศไทยเองพบว่าเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 19 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือประมาณ 15 ล้านไร่ มีเพียงประเทศโกตดิวัวร์เท่านั้นที่มีพื้นที่ปลูกและผลผลิตยางเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงรักษาสถานะผู้ส่งออกยางรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยปริมาณการส่งออกเฉลี่ย 4.8-5.0 ล้านตันต่อปี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กยท. เฝ้าระวังโรคใบจุดกลมระบาดในสวนยางฤดูฝน เตรียมความพร้อมรับมือเอลนีโญ
กยท. เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบจุดกลมในสวนยางในช่วงฤดูฝน ย้ำ!! ปีนี้ราคายางดี ต้องหมั่นสำรวจดูแลรักษาสวนยาง หนุนใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ-น้ำนมดิบ ช่วยดินร่วนซุย ต้นยางแข็งแรงเพิ่มปริมาณน้ำยาง พร้อมแนะกักเก็บน้ำสำรองเพื่อรับมือ "เอลนีโญ" ที่ทำให้ฝนตกน้อย สวนยางอาจขาดแคลนน้ำได้
รัฐบาลตีปี๊บ ประมูลยางค้างสต็อก 1.8 หมื่นตัน ได้เงิน 1.23 พันล้านบาท
รัฐระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท ย้ำไม่กระทบราคาตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง
กยท.พลิกวิกฤตปุ๋ยแพงเป็นโอกาสขยายผลสวนยางอินทรีย์ เร่งส่งเสริมเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำร่วมปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน
กยท. ผลิกวิกฤตปุ๋ยเคมีแพงเป็นโอกาส เร่งส่งเสริมและสนับสนุนสวนยางพาราใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักปลาหมอคางดำและน้ำนมดิบ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตามนโยบาย 70:30 ของกระทรวงเกษตรฯ หวังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยืนยันไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง พร้อมขยายผลขับเคลื่อนสวนยางอินทรีย์รองรับเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เดินหน้าจับมือชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำแก้ปัญหาน้ำล้นตลาดอย่างยั่งยืน
กยท.วางยุทธศาสตร์บริหารตลาดยางเชิงรุก สร้างเสถียรภาพ คาดครึ่งปีหลังทิศทางราคายังดีต่อเนื่อง
แนวโน้มสถานการณ์ราคายางครึ่งปีหลังสดใส จากความต้องการใช้ที่ยังต่อเนื่อง หนุนราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้จะทะลุ 100 บาท/กิโลกรัม กยท. เดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการตลาดเชิงรุกเสริมเสถียร ภาพและยกระดับราคายางไทยสู่จุดสูงสุด
กยท.ตอบโจทย์แก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ดัน"น้ำนมดิบ"เตรียมพัฒนาสู่"ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ"
“กยท.มีน้ำหมักชีวภาพรวมกว่า 4.62 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ 1.12 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ 3.5 ล้านลิตร ซึ่งเกิดจาก ดำเนินการของ
กยท.อัดงบ 200 ลบ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางยางโลก - เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้500,000ล้าน/ปี
กยท. ผนึกกำลังนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และ ภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดสรรงบรองรับกว่า 200 ล้านบาท/ปี หวังพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก

