กยท. เฝ้าระวังโรคใบจุดกลมระบาดในสวนยางฤดูฝน เตรียมความพร้อมรับมือเอลนีโญ

กยท. เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคใบจุดกลมในสวนยางในช่วงฤดูฝน ย้ำ !! ปีนี้ราคายางดี ต้องหมั่นสำรวจดูแลรักษาสวนยาง หนุนใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ-น้ำนมดิบ ช่วยดินร่วซุย ต้นยางแข็งแรงเพิ่มปริมาณน้ำยาง  พร้อมแนะกักเก็บน้ำสำรองเพื่อรับมือ "เอลนีโญ" ที่ทำให้ฝนตกน้อย สวนยางอาจขาดแคลนน้ำได้

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยว่า  ขณะนี้ได้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน กยท. ขอให้เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคใบจุดกลมในสวนยางเป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา  เพราะหากมีการระบาด จำส่งผลให้ผลผลิตในพื้นที่นั้นๆหายไปถึง 30-40 %  อาจส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยาง  ซึ่งปัจจุบันราคายางค่อนข้างสูงและมีแนวโน้มที่ดี  ดังนั้น เกษตรกรจะต้องบำรุงดูแลรักษาต้นยางให้ดี เพื่อสามารถเปิดกรีดยางสร้างรายได้ สร้างความมั่นคงใหักับครอบครัวได้  ล่าสุดราคาน้ำยางสดจะอยู่ ประมาณ 84 - 87 บาท/กิโลกรัม  ยางแผ่นดิบราคาประมาณ 84 - 88 บาท/กิโลกรัม และยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาประมาณ 92 - 95 บาท/กิโลกรัม

"ในช่วงฤดูฝนเกษตรกรควรจะเพิ่มความถี่ในการสำรวจสวนยาง เฝ้าระวังและติดตามการเกิดโรคใบจุดกลมอย่างใกล้ชิด หากฝนตกต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ชั่วโมง/วัน ติดต่อกัน 3 วัน อากาศชื้นมาก อบอ้าว ไม่มีแดด ใบยางเปียกชื้นนานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง/วัน   อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 25 องศาเซลเซียส จะเป็นสัญญาณเตือนที่จะทำให้เกิดโรคระบาดดังกล่าวในสวนยางได้" รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าว

ดังนั้น เกษตรกรจะต้องดูแลรักษาสวนยางอย่างสม่ำเสมอ โดยในช่วงต้นฤดูฝนต้องใส่ปุ๋ยบำรุงตามค่าวิเคราะห์ที่เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของยาง ร่วมกับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำปลาหมอคางดำ-ปุ๋ยอินทรีย์น้ำน้ำนมดิบ เพื่อทำให้ดินร่วมซุยไม่แข็งกระด่าง ต้นยางจะได้แข็งแรงให้น้ำยางเพิ่มขึ้น สามารถสร้างใบทดแทนใบยางที่ร่วงได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญอย่่าปล่อยให้สวนยางรก ดูแลกำจัดวัชพืชในสวนยางให้โล่งเตียนอยู่เสมอ เพราะนอกจากวัชพืชจะมาแย่งปุ๋ย แย่งธาตุอาหารทำให้ยางผลผลิตต่ำแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคใบจุดกลมด้วย เนื่องจากเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคใบจุดกลมสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในพืชยืนต้น ไม้ป่า วัชพืช พืชผัก จนถึงพืชขนาดเล็ก เช่น หญ้ารีแพร๋ เฟิร์น เป็นต้น นอกจากกนี้ เกษตรกรควรกำจัดต้นยางที่ไม่สมบูรณ์ในแปลงยางออก เพื่อลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ของเชื้อไปด้วย

สำหรับต้นยางพาราที่เป็นโรคใบจุดกลม หลังจากใบร่วงแล้วแนะนำให้หว่านปุ๋ยแอมโมเนียซัลเฟต หรือกำมะถันผง เพื่อยับยั่งการสร้างสปอร์ของเชื้อรา และใช้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินช่วยย่อยสลายใบยางที่เป็นโรค ส่วนพันธุ์ยางและพันธุ์พืชอื่นๆ จากแหล่งระบาดของโรค ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราทุกๆ 3-5 วัน ไม่น้อยกว่า 3 ครั้งก่อนเคลื่อนย้าย หากพบโรคในแปลงขยายพันธุ์ยาง ให้กำจัดใบหรือกิ่งอ่อนที่เป็นโรค โดยฝังหรือเผาในภาชนะปิด และฉีดพ่นสารเคมี เช่น  ไซโปรโคนาโซล  โปรปิโคนาโซล ไดฟิโนโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล เป็นต้น  ส่วนแปลงปลูก ให้ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มไตรอะโซล โดยใช้เครื่องมือที่เหมาะสมและสะดวกในการฉีดพ่นเพื่อป้องกันและควบคุมโรค ตั้งแต่ต้นฤดูฝนทุกๆ 15-30 วัน หรือเมื่อเริ่มพบโรคในแปลง ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามรายละเอียดในการดูแลรักษาและป้องกันโรคใบจุดกลมดังกล่าวได้ที่หน่วยงานของ กยท. ในพื้นที่นั้นๆ

รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติ่มว่า นอกจากใบจุดกลมแล้ว เกษตรกรชาวสวนยางจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือสภาวะเอลนีโญด้วย ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้รายงานว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญแล้ว คาดว่ายังคงทรงตัวต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้และต้นปีหน้า ถือเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนมาก ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ ดังนั้น เกษตรกรต้องวางแผนเตรียมแหล่งน้ำสำรองสำหรับยางพาราและพืชอื่นๆที่ปลูกแซมในสวนยาง  มีแหล่งกักเก็บน้ำจะต้องกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝนไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อนำไปใช้ในช่วงฤดูแล้ง ป้องกันสวนยางขาดน้ำ

อย่างไรก็ตาม สภาวะเอลนีโญดังกล่าว เป็นปัจจัยเสริมที่ส่งผลต่อราคายาง โดยคาดการณ์ว่า ราคายางพาราจะปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลในเรื่องสภาวะเอลนีโญ ยางพาราอาจให้ผลผลิตลดลง จึงทำให้ผู้ซื้อยางเร่งสั่งซื้อและเก็บสต๊อกยางสำรองไว้  ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ประเมินว่า สภาวะเอลนีโญอาจจะทำให้ปริมาณส่งออกยางพาราไทยในปี 2569 ลดลงประมาณ 5% หรือหากแล้งรุนแรงอาจลดลงถึง 10% ในขณะที่ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10%  ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมาชดเชยผลผลิตที่ลดลงได้ ทั้งนี้ ราคายางในขณะนี้ได้ปรับขึ้นแรงมาก  ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ขึ้นไปแตะ 95 บาทแล้ว เพราะตลาดกลัวยางขาดแคลน และยางสังเคราะห์ยังมีแพงขึ้นตามราคาน้ำมันอีกด้วย ดังนั้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในปีนี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีราคาทะลุ 100 บาท/กิโลกรัม

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘วราวุธ’ สั่ง กนอ. ยกระดับขั้นสูงสุดช่วงฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมนิคมฯทั่วประเทศ

‘วราวุธ’ สั่ง กนอ. ยกระดับขั้นสูงสุดช่วงฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมนิคมฯทั่วประเทศ พร้อมจี้ลุยตรวจสอบจุดเสี่ยงรับมือ Rain Bormbใช้โมเดลพร่องน้ำ-เพิ่มแก้มลิง ผนึก EEC รับมือเอลนีโญยาวถึงปี 70

รัฐบาลตีปี๊บ ประมูลยางค้างสต็อก 1.8 หมื่นตัน ได้เงิน 1.23 พันล้านบาท

รัฐระบายยางค้างสต็อกกว่า 1.8 หมื่นตัน ประมูลทะลุ 1.23 พันล้านบาท ย้ำไม่กระทบราคาตลาด ช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ชาวสวนยาง

กยท.พลิกวิกฤตปุ๋ยแพงเป็นโอกาสขยายผลสวนยางอินทรีย์ เร่งส่งเสริมเพิ่มการใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำร่วมปุ๋ยเคมีเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน

กยท. ผลิกวิกฤตปุ๋ยเคมีแพงเป็นโอกาส เร่งส่งเสริมและสนับสนุนสวนยางพาราใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักปลาหมอคางดำและน้ำนมดิบ หลังผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ตามนโยบาย 70:30 ของกระทรวงเกษตรฯ หวังช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยืนยันไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง พร้อมขยายผลขับเคลื่อนสวนยางอินทรีย์รองรับเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เดินหน้าจับมือชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำแก้ปัญหาน้ำล้นตลาดอย่างยั่งยืน

กรมอุตุฯ ไขข้อสงสัยปรากฏการณ์ ฝนชอบตกตอนเลิกงาน

เพจเฟซบุ๊ก กรมอุตุนิยมวิทยา โพสต์ภาพกราฟิกอธิบายปรากฏการณ์ฝนราชการหรือฝนเลิกงานในกรุงเทพฯ พร้อมข้อความระบุว่า ไขข้อสงสัย…ทำไมช่วงหน้าฝน..ฝนชอบตกตอนเลิกงาน?

ซ่อม 'ตึกไทยคู่ฟ้า' ช่วงนายกฯบินนอก อุดรูรั่ว-ทาสีรับหน้าฝน

บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีคนงานเข้าติดตั้งนั่งร้านที่ตึกไทยคู่ฟ้า ขึ้นทำการอุดซิลิโคนบริเวณหน้าต่างของตึกไทยคู่ฟ้าที่เกิดปัญหารั่วซึมและเกิดความเสียหาย

กยท.วางยุทธศาสตร์บริหารตลาดยางเชิงรุก สร้างเสถียรภาพ คาดครึ่งปีหลังทิศทางราคายังดีต่อเนื่อง

แนวโน้มสถานการณ์ราคายางครึ่งปีหลังสดใส จากความต้องการใช้ที่ยังต่อเนื่อง หนุนราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น มีความเป็นไปได้จะทะลุ 100 บาท/กิโลกรัม   กยท. เดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์บริหารจัดการตลาดเชิงรุกเสริมเสถียร ภาพและยกระดับราคายางไทยสู่จุดสูงสุด