เมื่อ EV Bus ไม่ได้เป็นแค่รถโดยสาร แต่คือคำตอบ.."ลดความเหลื่อมล้ำ"

สำหรับคนเมืองใหญ่ การขึ้นรถโดยสารอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับประชาชนจำนวนมากในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก นักเรียน ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย “การเดินทาง” กลับเป็นอุปสรรคสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวัน รถโดยสารสาธารณะมีไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายสูง และระบบเชื่อมต่อยังไม่ครอบคลุม ทำให้หลายคนเข้าไม่ถึงสถานศึกษา โรงพยาบาล หรือแหล่งงานได้อย่างสะดวก

ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่มองว่า “การคมนาคมคือสวัสดิการขั้นพื้นฐาน” และนำไปสู่การผลักดันโครงการรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า หรือ EV Bus ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในฐานะต้นแบบการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดกิจกรรม “กาญจนบุรี เมืองที่เดินทางได้” ภายใต้โครงการสานพลังความร่วมมือท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน โดยพาสื่อมวลชนและผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่ศึกษาการบริหารจัดการระบบ EV Bus ของจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการจริง

นพ.ประวัติ กิจธรรมกูลนิจ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียม โดย อบจ.เลือกใช้รูปแบบเช่ารถโดยสารไฟฟ้าและจ้างเอกชนบริหารการเดินรถ เพื่อให้สามารถเริ่มให้บริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

เส้นทางแรกเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ในเส้นทางลาดหญ้า-ท่าม่วง ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร เชื่อมโยงชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีรถไฟ ย่านการค้า และศูนย์ราชการสำคัญ ผ่านจุดจอดรวม 15 สถานี นับเป็นเส้นทางที่ตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

จุดเด่นสำคัญของโครงการคือการกำหนดค่าโดยสารเพียง 20 บาทตลอดสาย ขณะที่นักเรียน นักศึกษา เด็ก ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้พิการ และพระภิกษุสามเณร จ่ายเพียง 10 บาทต่อเที่ยว รถทุกคันเป็นรถบัสชานต่ำติดตั้งระบบปรับอากาศ รองรับผู้ใช้รถเข็นและกลุ่มเปราะบาง ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

แม้เพิ่งเปิดให้บริการไม่นาน แต่โครงการได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 3,000 คนต่อวัน หรือกว่า 55,000 คนต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพยังมีอยู่สูง โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ตัวเลือกด้านการเดินทางยังจำกัด

นพ.ประวัติยอมรับว่า การเดินรถอาจไม่สร้างผลกำไรในเชิงธุรกิจ และคาดว่าจะมีภาระขาดทุนปีละกว่า 20 ล้านบาท แต่ อบจ.มองว่านี่คือการลงทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพราะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มโอกาสในการศึกษา การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล และการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

“งานบริการสาธารณะขาดทุนได้ หากช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” คือแนวคิดที่ผู้บริหารท้องถิ่นใช้ขับเคลื่อนโครงการ พร้อมตั้งเป้าขยายเส้นทางให้ครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอของจังหวัดในอนาคต เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการเดินทางของประชาชนทุกพื้นที่

ปัจจุบันเส้นทางแรกมีรถ EV Bus ให้บริการ 12 คัน และกำลังเพิ่มอีก 6 คัน รวมเป็น 18 คัน ขณะที่แผนงบประมาณปี 2570 เตรียมเปิดเพิ่มอีก 2 เส้นทาง ใช้รถรวมทั้งสิ้น 36 คัน ครอบคลุมประชาชนกว่าครึ่งจังหวัด ก่อนขยายบริการต่อเนื่องในระยะยาว

น่าสนใจว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการเดินทาง แต่ยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาสุขภาพของประชาชนควบคู่กันไป โดย อบจ.กาญจนบุรียังเดินหน้ายกระดับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. ให้มีมาตรฐานระดับพรีเมียม จากที่ดำเนินการแล้ว 4 แห่ง และมีแผนเพิ่มอีก 24 แห่ง ภายในปลายปี 2569 สะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองการบริการสาธารณะอย่างเป็นองค์รวม

ด้านนางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สำนัก 10 ของ สสส. ระบุว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าถึงได้ สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาวะ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน การรักษาพยาบาล และบริการสาธารณะอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันคือมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะการคัดเลือกและฝึกอบรมพนักงานขับรถ เนื่องจากรถโดยสารมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก หากเกิดอุบัติเหตุย่อมส่งผลกระทบในวงกว้าง

สสส.และสภาองค์กรของผู้บริโภคจึงร่วมผลักดันโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะไร้รอยต่อที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการ ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่ควรเป็นภาระที่เกินกำลังของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย พร้อมผลักดันแนวคิดให้ค่าเดินทางในชีวิตประจำวันไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ

สภาผู้บริโภคจึงสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะใน 12 จังหวัดนำร่องทั่วประเทศ โดยกาญจนบุรีถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นจากการผสานความร่วมมือระหว่าง อบจ. สสส. สภาผู้บริโภค หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค และสำนักงานขนส่งจังหวัด จนเกิดโมเดลที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

แม้แต่ละจังหวัดจะมีบริบทแตกต่างกัน บางแห่งลงทุนซื้อรถและบริหารเอง บางแห่งสนับสนุนค่าโดยสาร หรือบางแห่งใช้รูปแบบเช่ารถ เช่น กาญจนบุรี แต่หัวใจสำคัญคือการออกแบบระบบให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

เสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการก็เป็นอีกหลักฐานที่ยืนยันความสำเร็จของโครงการ นักเรียนหลายคนระบุว่า รถ EV Bus ช่วยให้เดินทางกลับบ้านได้สะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย ห้องโดยสารติดเครื่องปรับอากาศ นั่งสบาย และรู้สึกปลอดภัยกว่าทางเลือกเดิม แม้ในบางช่วงจะต้องรอรถหลายคัน เพราะมีผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมาก

เรื่องราวของกาญจนบุรีจึงสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนด้านขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงการเพิ่มรถวิ่งบนท้องถนน แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล การทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและผลักดันการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

เมื่อรถโดยสารไฟฟ้าราคา 20 บาท สามารถพาผู้คนไปถึงโรงเรียน โรงพยาบาล หรือสถานที่ทำงานได้อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม คุณค่าที่แท้จริงของโครงการจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเที่ยววิ่งหรือผลกำไร หากแต่อยู่ที่การทำให้ “การเดินทาง” กลายเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และอาจเป็นต้นแบบสำคัญให้หลายจังหวัดทั่วประเทศนำไปต่อยอดในอนาคต.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดโอกาสชีวิตใหม่ ผนึกชุมชน-ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่องตัดวงจรติดยา

จากผู้เสพสู่ผู้กล้า! บ้านไร่ผนึก สสส. ชุมชน-ตำรวจ ฝ่ายปกครอง บำบัดต่อเนื่อง เปิดโอกาสผู้ก้าวพลาดมีชีวิตใหม่ สร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ คืนคนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

'ทรงศักดิ์' ประชุมร่างแผน สสส. ปี 70 เน้นขยายงานสร้างเสริมสุขภาพรายจังหวัด หนุนขับเคลื่อนใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เล็งวัดผลได้ภายใน 1 ปี

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนการดำเนินงานประจำปี 2570 โดยมีกรรมการกองทุนฯ กรรมการบริหารแผน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพร้อมกำหนดทิศทางการพิจารณาร่างแผนฯ ประจำปี 2570

สัปดาห์นมแม่โลก หนุนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรก

สสส. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย เดินหน้ารณรงค์เนื่องในสัปดาห์นมแม่โลกและวันแม่แห่งชาติ 2569 ชวนสังคมไทยร่วมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรกเพื่อสร้างรากฐานเด็กไทย

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ผลิตกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ บทเพลงรณรงค์เครือข่ายลดเค็ม ชื่อเพลง “ด้วยความห่วงไต”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สสส.พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักและต้องการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสุขภาพประชาชนได้จริง

“เตาปูนโมเดล” พลิกชุมชนสู่เมืองน่าอยู่ สร้างนวัตกรรมลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เทศบาลตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่าน “เตาปูนโมเดล” ต้นแบบการจัดการท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

สสส.เผยผลสำเร็จ “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 70 จังหวัด

เด็กไทยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล! ทั้งใกล้ชิด และ ได้ลองสูบ “โครงการอารักข์สา” หนุนนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์