'ยุทธพร' ชี้ตั้งม็อบไล่ 'รัฐบาล' ไม่ง่าย เหตุขวาเก่าพลังหด เปรียบเหมือนยาหมดอายุ การเมืองเปลี่ยนสภาพ การชุมนุมย้ายสู่โลกออนไลน์

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของอดีตแกนนำและบุคคลในกลุ่มอนุรักษนิยมที่ออกมาจัดชุมนุม ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า

ยังไม่น่าจะมีพลังเพียงพอที่จะสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล เนื่องจากบริบทการเมืองและรูปแบบการเคลื่อนไหวของประชาชนเปลี่ยนไปจากเมื่อ 10–20 ปีก่อนอย่างมาก

รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า บุคคลหลายคนที่กลับมาเคลื่อนไหวในเวลานี้เคยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ช่วงปี 2548–2549 และต่อเนื่องถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปี 2556–2557 แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งตัวบุคคล ฐานมวลชน และบริบททางการเมืองล้วนเปลี่ยนแปลง จนเปรียบกลุ่มการเมืองรุ่นเก่าบางส่วนว่าเป็นยาหมดอายุ ที่ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้เหมือนในอดีต

ปัจจัยสำคัญคือการเมืองภาคประชาชนได้เปลี่ยนจากรูปแบบ Collective Action หรือการรวมมวลชนจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ชุมนุม ไปสู่ Connective Action ซึ่งใช้เครือข่ายและสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงผู้คน เห็นได้จากการเคลื่อนไหวของเยาวชนในช่วงปี 2563–2564 ที่ไม่ได้เน้นการปักหลักชุมนุมยาวนาน แต่สามารถนัดหมาย กระจายข้อมูล และสร้างประเด็นผ่านโลกออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ รูปแบบการจัดเวที การลงชื่อเรียกร้อง หรือการนัดมวลชนลงถนน ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือสำคัญของกลุ่มการเมืองรุ่นก่อน จึงไม่ได้มีอิทธิพลต่อสังคมเท่าเดิม และเป็นพื้นที่ที่กลุ่มอนุรักษนิยมรุ่นเก่าไม่ได้มีความได้เปรียบเหมือนในอดีต รศ.ดร.ยุทธพร จึงประเมินว่า การนัดหมายเคลื่อนไหวในวันที่ 7 กันยายน ยังไม่น่าจะสามารถสร้างแรงกดดันถึงขั้นเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้

รศ.ดร.ยุทธพร ยังชี้ว่า หากย้อนกลับไปดูการเมืองไทยตลอดประมาณ 20 ปี การเปลี่ยนรัฐบาลครั้งสำคัญไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของการชุมนุมบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกลไกอื่น ทั้งการรัฐประหาร กระบวนการทางกฎหมาย ตลอดจนสิ่งที่เรียกกันว่า “ตุลาการภิวัฒน์” และ “นิติสงคราม” ดังนั้น การมีม็อบเกิดขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่จุดจบของรัฐบาลโดยอัตโนมัติ

อีกความแตกต่างสำคัญคือ ในอดีตการระดมมวลชนสามารถใช้ “ระบอบทักษิณ” เป็นศูนย์กลางของวาทกรรมทางการเมืองได้อย่างมีพลัง เนื่องจากทักษิณ ชินวัตร มีบทบาทและอิทธิพลทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง แม้ในบางช่วงจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง

แต่สถานการณ์ของรัฐบาลปัจจุบันแตกต่างออกไป แม้จะมีความพยายามเชื่อมโยงนายเนวิน ชิดชอบ กับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” แต่ รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า นายเนวินไม่ได้เปิดหน้าแสดงบทบาททางการเมืองในลักษณะเดียวกับกรณีของนายทักษิณ ขณะเดียวกัน นายอนุทินและนายเนวินไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด อีกทั้งทายาทของนายอนุทินไม่ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ขณะที่บิดาก็วางมือไปแล้ว ทำให้การสร้างวาทกรรมเรื่อง “ตระกูลการเมือง” หรือ “ระบอบอำนาจ” เพื่อระดมการต่อต้านทำได้ยากกว่าในอดีต

สำหรับประเด็นการตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา รศ.ดร.ยุทธพร เห็นว่า พื้นที่การตรวจสอบในปัจจุบันกลับถูกขับเคลื่อนโดยพรรคประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคม เช่น iLaw มากกว่ากลุ่มอนุรักษนิยมรุ่นเดิม สะท้อนให้เห็นว่าศูนย์กลางของการตรวจสอบทางการเมืองได้เคลื่อนย้ายไปสู่ผู้เล่นชุดใหม่แล้ว

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.ยุทธพร ยังวิเคราะห์บทบาทพรรคประชาชนว่า มีลักษณะเป็น “นีโอประชาธิปัตย์” มากขึ้น โดยการเมืองและการตรวจสอบจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านพื้นที่ออนไลน์ ขณะที่นักการเมืองบางคน เช่น พริษฐ์ วัชรสินธุ และรักชนก ศรีนอก สามารถสร้างกระแสจากประเด็นเฉพาะด้านได้โดดเด่นกว่าภาพรวมของพรรค

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนสิ่งที่ รศ.ดร.ยุทธพร เรียกว่า “การเมืองแบบอัลกอริทึม” ซึ่งความนิยมและความสนใจของสังคมไม่ได้ถูกกำหนดโดยตำแหน่งหัวหน้าพรรคหรือผู้นำฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลใดสามารถสร้างประเด็นและเข้าถึงประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้มากกว่า

ส่วนสถานะของรัฐบาล รศ.ดร.ยุทธพร ประเมินว่า พรรคภูมิใจไทยยังมีฐานทางการเมืองและกลไกสนับสนุนที่ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะที่กลุ่มอนุรักษนิยมรุ่นเก่าที่ออกมาเคลื่อนไหวจำนวนหนึ่งไม่ได้มีตำแหน่งหรืออำนาจหน้าที่อยู่ในโครงสร้างการเมืองปัจจุบัน จึงยิ่งทำให้ศักยภาพในการสร้างแรงกดดันลดลง

รศ.ดร.ยุทธพร จึงมองว่า การนำโมเดลการเมืองยุคต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” กลับมาใช้กับรัฐบาลอนุทินอาจไม่ให้ผลเช่นเดิม เพราะทั้งผู้เล่น ฐานมวลชน เทคโนโลยี และพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชนเปลี่ยนไปแล้ว

จากยุคที่เวทีปราศรัยและจำนวนคนบนถนนสามารถกำหนดวาระทางการเมือง วันนี้สมรภูมิสำคัญย้ายเข้าสู่ เครือข่ายออนไลน์ การแข่งขันด้านข้อมูล และการเมืองแบบอัลกอริทึม มากขึ้น ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองรุ่นเก่า แม้จะสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่ยังห่างจากระดับที่จะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทินในเวลานี้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กรวีร์' งัดสถิติซักฟอกรัฐบาล 'อนุทิน' ให้มากกว่า 'ประยุทธ์'

“กรวีร์” งัดสถิติโชว์สื่อ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ให้เวลา 45-48 ชั่วโมง เยอะสุดแล้ว เทียบสมัย “ประยุทธ์” ซักฟอก 4 วัน ลงมติอีก 1 วัน เผย “ฝ่ายค้าน” ยืนกรานสัปดาห์หน้าไม่พร้อม ขอขยับไป พ.ย. บอกถ้าผมเป็นคนยื่นก็แสดงว่าต้องพร้อม

'โรม' ซัด 'อนุทิน' บีบเวลาฝ่ายค้านซักฟอกน้อย มาตรฐานแย่กว่าผู้นำที่มาจากรัฐประหาร

‘โรม’ ชี้รัฐบาลบีบเวลาอภิปรายซักฟอก ซัด ‘อนุทิน’ มาตรฐานแย่กว่ายุค ‘พลเอกประยุทธ์‘ ยืนยัน ขอใช้เวลา 5 วัน - ขอไม่วิจารณ์ปม ’รักชนก‘ โพสต์ เลิกบูชาตัวบุคคล มอง ใครได้ประโยชน์ - เบี่ยงประเด็นหรือไม่

ยก 'ปารีสโมเดล' ดึงสติคนไทย อย่าให้ใครยุยงเผาบ้านตัวเอง

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ปารีสโมเดล

สุดแสบ! พรรคส้ม เปิดภาพคล้ายหมายจับ ล็อกเป้าซักฟอก 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย

เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน โพสต์ภาพที่จัดทำขึ้นในรูปแบบคล้ายหมายจับมาเชื่อมโยงกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทย พร้อมข้อความว่า WANTED : เปิดข้อกล่าวหาไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่ช้าในสภาผู้แทนราษฎร