เอาไง..ไทยพีบีเอส?

บุรุษหนึ่ง..ใช้แก้วฟาดใบหน้าหญิงสาวเพียงเพราะเธอปฏิเสธ “ชนแก้ว” ในร้านเหล้า!

อีกบุรุษ..ทุบรถ-ต่อยเบ้าตาผู้หญิง เพียงเพราะถูกบีบแตร (รถ) เตือน!

ครับ..ทั้งสองเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ข่าวอาชญากรรมทั่วไป” แต่ได้สะท้อนภาพความจริงอันโหดร้ายว่า..

พื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิงกำลังหดตัวลงจนแทบไม่เหลืออยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นสถานบันเทิงยามค่ำคืน หรือแม้กระทั่งภายในรถยนต์ส่วนตัวบนถนนพลุกพล่านกลางวันแสกๆ!

กรณีที่จังหวัดสุรินทร์นั้นทำให้มองเห็น “ผู้ชาย” ที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า “สตรีเพศ” และมองเรือนร่างของผู้หญิงเป็นวัตถุที่สามารถจะแตะต้องได้ตามใจชอบ

เมื่อถูกปฏิเสธอย่างมีศักดิ์ศรี อัตตาที่แสนเปราะบางของตัวเองก็เปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น และนำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างไร้ยางอาย-ไร้ความปรานี!

ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปกป้องเนื้อตัว-ร่างกายของตัวเอง หากฝ่ายตรงข้ามมี “อำนาจ” หรือ “เงินตรา” ที่จะสามารถใช้ซื้ออิสรภาพหลังก่อเหตุได้!

แต่ชะแต่..แม้เธอจะปกป้องตัวเองไม่ได้ แต่ก็ได้ยินคุณบัวขาว บัญชาเมฆ  “พระเอกยอดมวยไทย” ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า..

“ผู้เสียหายคือน้องสาวในกลุ่มของตน.. ฝากถึงคู่กรณีซึ่งเป็นลูกคนมีอิทธิพล หากไม่ออกมารับผิดชอบตามสัญญา ตนจะลงมือดำเนินการเอง”!

ส่วน “ความโกรธบนท้องถนน” ก็ทำให้เห็นว่าคนใช้รถ-ใช้ถนนทุกวันนี้ นอกจากจะเห็นแก่ตัว-ไม่เคารพกฎจราจรกันเป็นนิสัยแล้ว ยังจะ “หัวร้อน” ได้ในทุกสถานการณ์..

และที่น่าเป็นห่วง คือการลงมือ-ลงไม้ทำร้ายกันไม่เว้นกระทั่งเด็ก-ผู้หญิงและคนชราโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย!

ก็..ถึงเวลาแล้วมั้งที่ “กระบวนการยุติธรรม” จะต้องทำงานอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องสถานะทางสังคม..

พร้อมๆ ไปกับสังคมต้องหยุดตั้งคำถามกับเหยื่อ และหันมา “ประณาม” ผู้กระทำผิดอย่างแข็งขัน-จริงจังเสียที!

เพราะหากวันนี้ผู้หญิงไทยไม่สามารถปลอดภัยได้ทั้งในร้านอาหารและในรถยนต์ส่วนตัว...

นั่น..หมายความว่าสังคมไทย “ไม่มีพื้นที่ไหนที่ปลอดภัยสำหรับใครอีกต่อไปแล้ว”!

และหากสังคมไทยยังคงปล่อยให้คดีทำร้ายร่างกายผู้หญิงจบลงด้วยการจ่ายเงินยอมความ หรือการลงโทษสถานเบา..

นั่น..เท่ากับเรากำลังส่งสัญญาณว่า “ความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้” หรือเอ็นจีโอ-องค์กรสิทธิมนุษยชนจะเห็นเป็นอย่างไร?

เออ..แล้วโน่นยังมองเห็นเป็นอย่างไรกันอยู่ล่ะ ผมหมายถึง “ไทยพีบีเอส” นั่นแหละ เพราะดูเหมือนฝ่ายบริหารจะยังคง “รักษาเพดานเงินก้อนเดิม” เอาไว้เหนียวแน่น..

โดยไม่มีการยอมถอย หรือประกาศลดขนาดองค์กรอย่างที่หลายฝ่ายต้องการ-อยากเห็น!

ซึ่งในมุมมองของผู้บริโภคสื่อและประชาชนผู้เสียภาษี มองว่าหากปล่อยให้องค์กรบริหารจัดการตัวเองโดยไม่มีการจำกัดงบประมาณ ย่อมไม่มีทางเกิดการปฏิรูปที่แท้จริง!

ที่ผ่านมางบ 2,000 ล้านบาทไหลเข้าองค์กรอัตโนมัติทุกปี จนถูกค่อนแคะเป็น “เสือนอนกิน” จึงมีคนเสนอให้หั่นงบประมาณสนับสนุนให้เหลือเพียงปีละ 500 ล้านบาทพอ

เพื่อที่จะได้ดึงเงินภาษีประชาชนปีละ 1,500 ล้านบาท กลับคืนสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน จะได้นำไปใช้ในด้านที่วิกฤตกว่า เช่น ด้านการศึกษา หรือด้านสาธารณสุข

ซึ่งดูเหมือนจะมีเสียงสนับสนุน-เห็นด้วยกันค่อนประเทศ เพราะเมื่องบประมาณน้อยลง ก็จำเป็นที่ “ไทยพีบีเอส” ต้องรื้อระบบบริหารภายในที่อุ้ยอ้ายและมีค่าใช้จ่ายสูง..

จะได้เลิกอุ้มพนักงานนับพันคน (บ้าไปแล้ว) และจะได้เลิกตั้งที่ “ปรึกษา” เงินเดือนสูงกว่านายกรัฐมนตรีไปด้วย!

อย่างไรก็ตาม เงิน 500 ล้านบาท ยังเหลือเฟือสำหรับการผลิตรายการที่เป็นเนื้อหาสื่อสาธารณะแท้ๆ ซึ่งไม่ได้ใช้ทุนผลิตสูง-เวอร์เกินจริง!

การหั่นงบเหลือ 500 ล้านบาท จึงไม่ใช่การทำลายสื่อสาธารณะ แต่จะเป็นการใช้เงินที่สมเหตุ-สมผล และจะทำให้เกิด “การปฏิรูป” เสียใหม่

เพราะตราบใดที่ฝ่ายบริหารยังกอดงบก้อนโตเท่าเดิม ไทยพีบีเอสก็จะยังคงเป็นองค์กร “เสือนอนกิน” เป็นที่อยู่ของ “พวกปรสิต”..

เหมียนเดิม!.

 

สันต์ สะตอแมน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อยากรู้ความคิดใคร?

มีคนยืนยันว่าไม่ใช่แผนโฆษณา-สร้างกระแส! นี่..ผมหมายถึงกรณีที่นางเอกสาว คุณแต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ หรือพรประภา ออกมาคัดค้าน และไม่ยินยอมให้มีการเผยแพร่ภาพที่ดัดแปลงด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟิก..

รอ'ของขวัญ'จากนายกฯ!

“กทม.ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ลงทะเบียนจำนวนมากถึงระดับนี้ โดยยอดผู้ลงทะเบียนสูงกว่า 1 ล้านคนแล้ว ซึ่งมากกว่าที่ประมาณการไว้”

‘ครัวคุณต๋อย’ยังอยู่นะ!

ไม่ถึงกับตกใจ-ช็อก! เพราะเป็นที่รับรู้กันมาโดยตลอด และได้เห็นมาเป็นระยะๆ ที่ “ผู้จัดรายการโทรทัศน์” รายนั้น-รายนี้ถอดใจ เลิกกิจการด้วยทนแบกภาระ “ขาดทุน” ต่อไปไม่ไหว!

อย่าฆ่ากันด้วยคำพูด?

“จ้าง 300 ให้เลิกร้องเพลงได้ไหม?” เนี่ย..แม้เพียงประโยคสั้นๆ จากลูกค้าคนหนึ่งในร้านอาหาร ก็ทำเอา “ศิวดล จันทนเสวี” หรือ “ท๊อฟฟี่ 3.50” ศิลปินและเอนเตอร์เทนเนอร์รุ่นเก๋าถึงกับ “หน้าชา”!

จิตใจต่ำกว่าความเป็นมนุษย์?

ตามหลักการและตรรกะทางการเมือง.. หากบุคคลใดต้องการ “วางมือทางการเมือง” อย่างแท้จริง การนิรโทษกรรมในคดีความส่วนตัวก็ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงตำแหน่งหรือบทบาททางการเมืองอีกต่อไป!

อย่าปล่อยให้ถูกหลงลืม!

ลุงโยธินไม่ใช่กรณีแรก และจะไม่ใช่คนสุดท้าย! นี่..ผมกำลังพูดถึง “คุณโยธิน มาพบพันธ์” ซึ่งแน่นอนหลายท่านไม่รู้จัก-ไม่คุ้นหน้า แต่กับผู้ที่ดูหนัง-ละครอยู่บ้าง คงพอจะนึกออก-จำหน้าค่าตา..