การเมืองช่วงต้นรัตนโกสินทร์: : มรดกจากการเมืองสมัยอยุธยาบนความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลง (3)

 

ไชยันต์ ไชยพร

ปรากฏการณ์ในสมัยอยุธยาสะท้อนถึงสมการสัมพันธภาพทางการเมืองระหว่างพระมหากษัตริย์และผู้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลกับกลุ่มขุนนางที่ทรงอำนาจอิทธิพล และปรากฏการณ์ทางการเมืองนี้

ยังเป็นสมการทางการเมืองที่ดำเนินต่อไปจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5

และจากสัมพันธภาพดังกล่าว รวมถึงปัญหาการแก่งแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างวังหน้ากับพระราชโอรสทำให้พระมหากษัตริย์มักจะไม่แต่งตั้งผู้ใดดำรงตำแหน่งวังหน้า แม้แต่พระราชโอรสที่พระองค์ตั้งใจมอบตำแหน่งวังหน้าให้ หากยังไม่เจริญพระชันษา พระมหากษัตริย์ก็จะปล่อยให้ตำแหน่งวังหน้าว่างไว้

ร้อยเอกเฮนรี เบอร์นีย์ ตัวแทนอังกฤษในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2368-2369 กล่าวว่า อำนาจอันแท้จริงในการบริหารราชการอยู่ในมือของขุนนางเสนาบดี แม้ว่าจะมีความพยายามที่จะให้สมาชิกในพระราชวงศ์ได้มีส่วนในการบริหารราชการ แต่จริงๆ แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้มีอำนาจบริหารราชการจริงๆ  มีสมาชิกในพระราชวงศ์น้อยมากที่จะมีอำนาจจริงๆ ยกเว้นจะมีความสัมพันธ์ผ่านการแต่งงานกับคนในตระกูลขุนนาง  หลังจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์พระองค์ทรงตั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพที่มีศักดิ์เป็นพระปิตุลาของพระองค์ให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ด้วยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช                                           

การแต่งตั้งครั้งนี้น่าจะด้วยเหตุผลต่อไปนี้คือ

หนึ่ง พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่มีพระชนมายุเพียง 12 พรรษาเท่านั้นและมิได้ประสูติในเศวตรฉัตร  (พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ ประสูติ  10 พฤศจิกายน 2355 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 6 ในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์)                                                                                                                                                                                                                   

สอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพทรงบัญชาการด้านกลาโหมอยู่แล้วและทรงเป็นกำลังอุดหนุนให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้ราชสมบัติ ดังนั้น การตั้งพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงเข้าข่ายเงื่อนไขบังคับอย่างอื่นที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงอธิบายไว้

สาม ขณะนั้นพระอนุชา เจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชอยู่และไม่ประสงค์ที่จะสึกออกมา 

 

สี่ พระองค์ไม่ประสงค์จะให้เจ้าฟ้ามงกุฎดำรงตำแหน่งที่อยู่ในสถานะสืบราชสมบัติ หากราชบัลลังก์ว่างลง

 

แม้ว่าการแต่งตั้งดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นและเพื่อสนองพระราชดำริที่พระองค์ทรงคาดหวังไว้ในอนาคต แต่ได้สร้างเงื่อนไขทางการเมืองที่เป็นปัญหาขึ้นด้วย นั่นคือ ทำให้เกิดความคาดหวังจากผู้ที่เป็นพระราชปิตุลาองค์อื่นๆ ที่จะได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งวังหน้า และเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไม่ทรงแต่งตั้งผู้ใดหลังจากที่พระราชปิตุลาสิ้นพระชนม์ลง จึงเกิดกระแสกระด้างกระเดื่องจนเกือบการกบฏเกิดขึ้นจากพระราชปิตุลาพระองค์อื่นที่คาดหวังจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยความคาดหวังที่เกิดขึ้นใหม่ (rising expectation) นี้มักจะนำไปสู่การก่อการกบฏตามทฤษฎีของเกอร์ (Ted Robert Gurr)  ที่มีสมมุติฐานว่า ความรู้สึกไม่พอใจต่อเงื่อนไขของระบอบการปกครองที่เป็นอยู่อันนำไปสู่การต่อต้านและความต้องการการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกิดจากความรู้สึกที่ว่า ภายใต้เงื่อนไขระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ ไม่สนองตอบต่อสิ่งที่ตน “รู้สึก” ว่ามีสิทธิ์หรือควรได้ อันได้แก่ ระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ไม่ตอบสนองความต้องการที่ตนเคยได้ หรือไม่ต้องตอบสนองความต้องการที่ตนคาดหวังที่จะได้มากขึ้นกว่าที่ได้อยู่ (rising expectation)

แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ก็มิได้ทรงแต่งตั้งให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล   และอันที่จริงแล้ว ถ้าว่าตามราชประเพณี ตัวเลือกในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลก็คือ พระราชโอรสหรือพระอนุชาหรือพระปิตุลา แต่พระองค์มิได้ทรงตั้งผู้ใด

สาเหตุที่ไม่ทรงตั้งผู้ใดนั้น เป็นไปได้ว่า น่าจะมาจากการที่มีฝ่ายต่างๆ คาดหวังตำแหน่งวังหน้า ดังข้อความที่ว่าเมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลประชวรและสวรรคต “ครั้งนั้นข้าไทยเจ้าต่างกรม กรมใหญ่ๆตื่นกันว่าเจ้าของตัวจะได้เป็นที่วังหน้า บ้างก็หาเครื่องยศและผ้าสมปัก ที่อยากเป็นตำรวจก็หาหอกรัดประคดเอิกเกริกกันไปทั้งเมือง” ตีความได้ว่า มีกลุ่มต่างๆ ที่มีศักดิ์สถานะอำนาจต้องการตำแหน่งดังกล่าว                                                                                         

แม้ว่าในพระราชหฤทัยของรัชกาลที่ 3 จะมีตัวบุคคลที่พระองค์ทรงต้องการแต่งตั้งให้เป็นวังหน้าเพื่อหวังจะให้เป็นองค์รัชทายาท ซึ่งย่อมไม่ใช่พระอนุชาของพระองค์ อันได้แก่ เจ้าฟ้ามงกุฎและสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ แต่พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ของพระองค์ คือ คือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ (สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์) พระชันษา 20 ปี แต่ไม่ได้ประสูติในเศวตฉัตร ส่วนพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่ประสูติในเศวตฉัตร คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลำยอง มีพระชนมายุเพียง 7 พรรษา

เมื่อพระองค์ไม่ทรงแต่งตั้งผู้ใด แต่ทรงทราบว่า เจ้าข้ากรมใหญ่ๆ ต่างพากันคาดหวัง พระองค์จึงทรงปรึกษาพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (ทัต บุนนาค) ผู้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ดูแลพระคลังสินค้า พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษากราบทูลว่า “ถ้าไม่ทรงตั้งกรมพระราชวังแล้ว ขอให้ยกเจ้าต่างกรมผู้ใหญ่เลื่อนขึ้นเป็นกรมหลวง กรมขุนขึ้น ข้าไทยจะได้เห็นว่าเจ้านายของตัวได้เลื่อนที่มียศเพียงนั้นๆ แล้วจะได้หายตื่น”  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงพระราชดำริเห็นด้วยและเลื่อนยศให้เจ้ากรมใหญ่ทั้งสิ้นหกกรม และทรงตั้งสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้าจุฑามณีขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าฟ้า กรมขุนอิศเรศรังสรรค์  ส่วนกรมที่ได้รับเลื่อนยศจากกรมหมื่นเป็นกรมหลวงได้แก่ กรมหมื่นเทพพลภักดิ์ กรมหมื่นรักษ์รณเรศร กรมหมื่นเสนีบริรักษ์ และที่ได้รับเลื่อนเป็นกรมขุน ได้แก่ กรมหมื่นรามอิศเรศร กรมหมื่นเดชอดิศร กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์                                                                  

อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่ไม่เป็นทางการกล่าวว่า แต่เดิม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหมายมั่นจะสถาปนาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ ซึ่งเป็นพระปิตุลา  เพราะทรงงานรับใช้ราชการเคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเกือบตลอดรัชกาลและชันษา 41 พรรษาไล่เลี่ยกัน อีกทั้งกรมหลวงรักษ์รณเรศน่าจะมีความคาดหวังมากที่สุดในบรรดาพระปิตุลาที่กล่าวไป เมื่อไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศจะทรงไม่พอพระทัยและเก็บความคับข้องพระทัยนั้นไว้ ดังปรากฏในปี พ.ศ. 2390 ว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงรักษ์รณเรศ “เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง เกลี้ยกล่อมขุนนางและกองรามัญไว้เป็นพวกพ้อง..” อีกทั้งยัง “ไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรมกดขี่หักหาญถ้อยความผิดๆ…” จนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ โปรดให้ไต่สวนว่า “เกลี้ยกล่อมเจ้านายขุนนางไว้เป็นพรรคพวกมากจะคิดกบฏหรือ” กรมหลวงรักษ์รณเรศให้การว่า “ไม่ได้คิดกบฏ คิดอยู่ว่า ถ้าสิ้นแผ่นดินไปก็ไม่ยอมเป็นข้าใคร” และเมื่อถามว่า “ถ้าได้อย่างนั้นแล้วจะเอาผู้ใดเป็นวังหน้า” กรมหลวงรักษ์รณเรศ ให้การว่า “คิดไว้จะเอากรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์” ผู้เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระอนุชาของรัชกาลที่ 3 ทรงกำกับกรมพระนครบาลและกรมพระคชบาล ต่อมามีผู้ถวายฎีกาอยู่เสมอว่ากรมหลวงรักษ์รณเรศกระทำการกระด้างกระเดื่อง ทุจริตต่อหน้าที่ รับสินบน   อีกทั้งยังมีการส้องสุมกำลังผู้คน เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงพิจารณาแล้ว เห็นว่ากรมหลวงรักษ์รณเรศ “คิดมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นวังหน้าบ้าง เป็นเจ้าแผ่นดินบ้าง” จากคำให้ว่า เมื่อสิ้นแผ่นดินจะไม่ยอมอยู่ภายใต้ผู้ใด หมายถึงจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง พระองค์จึงลงพระราชอาชญาสำเร็จโทษกรมหลวงรักษ์รณเรศ       

ในกรณีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ทรงตั้งพระราชโอรสให้เป็นวังหน้านั้น ในหนังสือ ประวัติต้นรัชกาลที่ 6 ของ ราม. วชิราวุธ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) มีข้อความว่า

“เล็ก (สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระอนุชาร่วมพระชนนีของพระองค์) เองได้พูดตอบว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า, ซึ่งพูดกันตรงๆ ก็คือว่าได้ทรงชิงเปนพระเจ้าแผ่นดิน, ก็มิได้ทรงตั้งพระราชโอรสพระองค์หนึ่งพระองค์ใดเปนรัชทายาท, เพราะไม่อยากทรงประพฤติให้แผกผิดไปจากราชประเพณี...”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(แหล่งอ้างอิง: David K. Wyatt, “Family Politics in Nineteenth Century Thailand,” Journal of Southeast Asian History, vol. 9, no. 2 (1968); พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๕; Ted Robert Gurr, Why Men Rebel ?  (New Jersey: Princeton University Press, 1970); “Revolution of Rising Expectation” https://www.encyclopedia.com/social-sciences/applied-and-social-sciences-magazines/revolution-rising-expectations; พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-4 เล่ม 2; https://siam.wiki/content/สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ/พระราชประวัติ.html ; ราม. วชิราวุธ, ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖, (กรุงเทพฯ: มติชน: 2568, พิมพ์ครั้งที่ 8),  “เรื่องตั้งรัชทายาท”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โฆษกภูมิใจไทย งงฝ่ายค้านยอมลดวันซักฟอกได้ ทั้งที่ห่างแค่สัปดาห์เดียว

แนน บุณย์ธิดา สมชัย ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนของกรอบเวลาการอภิรายไม่ไว้วางใจว่า ช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ข้อมูลค่อนข้างเยอะพอสมควรว่า มีการเจรจาแบบไหน อย่างไร

ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้

จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544

ส่อแห้ว‘ซักฟอก’! ‘อนุทิน’ยันหาวันอภิปรายใหม่ยาก/แบไต๋‘กล้าธรรม’

"อนุทิน" เผยเป็นเรื่องยากเคาะหาวันอภิปรายไม่ไว้วางใจใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าเหมาะสมสะดวกที่สุดแล้ว โยน "ปธ.สภาฯ" ตัดสินใจกำหนดวัน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศประชาชนได้ประโยชน์ บอกการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด ยันพรรคร่วมฯ ไร้คลื่นใต้น้ำ

'รองโฆษกรัฐบาล' โต้ 'ภคมน' ยันตกลงเวลาซักฟอกไม่ได้ ไม่ใช่เพราะกลัวตรวจสอบ

รองโฆษกรัฐบาลโต้ “ภคมน” ปมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ตกลงเวลาไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลกลัวซักฟอก ย้ำนายกฯ ปรับภารกิจรัฐมนตรี 18 คน เตรียมพร้อมชี้แจง สวนปมดูฤกษ์ 27 ต.ค. หากมีหลักฐานขอให้เปิดเผย อย่าใช้ข้อสันนิษฐานกล่าวหาแทนข้อเท็จจริง