ปลุกพลัง Gen-H เยาวชนสร้างสุขภาพ เมื่อเด็กไม่ใช่แค่ “ผู้รับสาร” แต่เป็น “ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง”

ปัญหาสุขภาพของเด็กและเยาวชนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรคติดเชื้อหรือปัญหาสุขภาพตามวัย แต่กำลังเผชิญปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพตั้งแต่วันนี้และอาจสะสมไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ทั้งบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม ตลอดจนการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย

จากโจทย์ดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพ (Gen-H) เดินหน้าผลักดันกลไก “ยุว อสม.” เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนอายุ 11 ปีขึ้นไปเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพ

กิจกรรมถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของอาสาสร้างสุขภาพครั้งนี้ ยังเปิดเวทีให้แกนนำสุขภาพรุ่นใหม่ หรือ Change Agent จาก 8 จังหวัด นำเสนอผลงานการทำงานในสถานศึกษาและชุมชน ภายใต้แนวคิด “สร้าง นำ ซ่อม” โดยมุ่งลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ส่งเสริมการเข้าถึงบริการเลิกบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และลดปัจจัยเสี่ยง NCDs ในกลุ่มเด็กและเยาวชน

เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของเยาวชนจากผู้รับข้อมูลด้านสุขภาพ มาเป็นผู้ร่วมคิด ผู้ร่วมออกแบบ และผู้สื่อสารแนวทางแก้ไขปัญหากับคนวัยเดียวกัน เพราะการสื่อสารจาก “เพื่อนถึงเพื่อน” สามารถเข้าถึงพฤติกรรมและบริบทของเยาวชนได้อย่างใกล้ชิด

บุหรี่ไฟฟ้าโจทย์ใหญ่ เด็กไทยเสี่ยงมากขึ้น

หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมากคือการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชน ข้อมูลการสำรวจการบริโภคยาสูบของเยาวชนไทย ปี 2565 พบว่า เด็กอายุ 13-15 ปี ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 17.6 ในปี 2565 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5.3 เท่า

ขณะที่ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่นำเสนอในเวทีระบุว่า จำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 78,742 คน ในปี 2564 เป็น 900,459 คน ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพของคนรุ่นใหม่ และการป้องกันนักสูบหน้าใหม่จำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเด็กจะเข้าสู่พฤติกรรมการสูบ

บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่ได้ส่งผลเฉพาะผู้สูบ แต่กระทบต่อคนรอบข้าง โดยเฉพาะเด็กและหญิงตั้งครรภ์ สารพิษจากควันบุหรี่สามารถผ่านรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ขณะที่คาร์บอนมอนอกไซด์สามารถจับกับฮีโมโกลบิน ทำให้เลือดนำออกซิเจนได้น้อยลง และอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารก เพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดและน้ำหนักแรกเกิดต่ำ

หลังคลอด เด็กที่ได้รับควันบุหรี่มือสองยังมีความเสี่ยงต่อปัญหาระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหืด การติดเชื้อทางเดินหายใจ และปอดอักเสบ ขณะที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและวัยรุ่นยังเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากนิโคตินสามารถทำให้เกิดการพึ่งพาและส่งผลต่อสมองที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

ดังนั้น แนวคิด “บ้านปลอดควัน โรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า ชุมชนร่วมเฝ้าระวัง” จึงมีความสำคัญ เพราะการป้องกันเด็กไม่ให้เริ่มสูบ ต้องทำควบคู่กันทั้งในครอบครัว สถานศึกษา และชุมชน

จากบุหรี่ไฟฟ้าสู่ปัญหา NCDs ต้องแก้ตั้งแต่พฤติกรรม

นอกจากบุหรี่ไฟฟ้า อีกโจทย์ที่ต้องจับตาคือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ แต่มีรากฐานจากพฤติกรรมที่สะสมตั้งแต่วัยเด็ก

ข้อมูลสถานการณ์โรคอ้วนโลก ปี 2567 ระบุว่า เด็กไทยประมาณ 1 ใน 3 มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ขณะที่ข้อมูลกรมอนามัยพบว่า เด็กอายุ 6-14 ปี ที่มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 9.33 ในปี 2557 เป็นร้อยละ 13.12 ในปี 2567

การกินอาหารหวาน มัน เค็ม การบริโภคอาหารแปรรูป การดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ รวมถึงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องได้รับการจัดการตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้สามารถสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และมะเร็งในอนาคต

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส. กล่าวว่า การสร้างเสริมสุขภาพจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมออกแบบกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับพฤติกรรมและบริบทของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและโรค NCDs

แนวคิด “สร้าง นำ ซ่อม” จึงเป็นกรอบสำคัญในการทำงาน ตั้งแต่การสร้างความรู้เท่าทันภัยบุหรี่ไฟฟ้าและพฤติกรรมเสี่ยง การพัฒนาแกนนำเยาวชนให้สามารถสื่อสารและชักชวนเพื่อนเข้าสู่ระบบบริการ ไปจนถึงการผลักดันมาตรการและสภาพแวดล้อมที่ช่วยปกป้องเด็กทั้งในสถานศึกษา ครอบครัว และชุมชน

8 จังหวัด 10 เครือข่าย เปลี่ยนเยาวชนเป็น Change Agent

การทำงานของเครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ นนทบุรี ชลบุรี นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี และกรุงเทพมหานคร โดยมีเด็กและเยาวชนในเครือข่ายอาสาสร้างสุขภาพแล้วกว่า 89,000 คน

แต่ละพื้นที่ไม่ได้ใช้สูตรเดียวกันทั้งหมด หากออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับปัญหาและบริบทของเยาวชนในพื้นที่

กรุงเทพมหานครเน้นความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง ผลักดันมาตรการลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงเฝ้าระวังร้านจำหน่ายบริเวณรอบสถานศึกษา เพื่อป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบของเด็กและเยาวชน 

จังหวัดอุบลราชธานีออกแบบกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ โดยใช้กิจกรรมทางกายควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการกิน ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง

จังหวัดนครศรีธรรมราชใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสร้างสุขภาพ โดยนำกีฬาฟุตซอลและแชร์บอลมาสร้างแรงจูงใจให้นักกีฬาไม่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า และสร้างค่านิยมว่าการมีสมรรถภาพทางกายที่ดีต้องมาควบคู่กับการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง จังหวัดเพชรบูรณ์จัดตั้งชมรมอาสาสร้างสุขภาพในสถานศึกษา พร้อมประชาสัมพันธ์ช่องทางเลิกบุหรี่ เพื่อให้เยาวชนสามารถช่วยสื่อสารและเชื่อมต่อเพื่อนที่ต้องการเลิกเข้าสู่บริการ ส่วนเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน นนทบุรี และชลบุรี มุ่งพัฒนาแกนนำอาสาสร้างสุขภาพประจำสถานศึกษา เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง และสามารถขยายผลจากแกนนำไปสู่เพื่อน ครู ครอบครัว และชุมชน

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย และที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ด้านสาธารณสุข สังคมและคุณภาพชีวิต กล่าวว่า การพัฒนากลไกอาสาสร้างสุขภาพจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ สสส. และกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เพื่อให้เยาวชนสามารถเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสุขภาพในพื้นที่ของตนเอง

“ลดซด ลดปรุง ลดจิ้ม” สร้างพฤติกรรมสุขภาพตั้งแต่วันนี้

การลดปัจจัยเสี่ยง NCDs ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องที่ซับซ้อน แต่สามารถเริ่มจากพฤติกรรมการกินในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการลดการบริโภคโซเดียม

แนวทางสำคัญคือ รับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยลง ปรุงอาหารเองเมื่อทำได้ ชิมก่อนปรุงและไม่เติมเครื่องปรุงเพิ่มเติม หลีกเลี่ยงการกินอาหารพร้อมน้ำจิ้ม หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง และขนมขบเคี้ยว รวมถึงอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้ออาหาร

การใช้สมุนไพรและเครื่องเทศช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติแทนการเติมเกลือหรือน้ำปลา เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดความเค็มโดยไม่ทำให้อาหารจืดชืดจนเกินไป ขณะเดียวกัน การลด “ซด ปรุง จิ้ม” อย่างต่อเนื่องประมาณ 21 วัน เป็นแนวทางหนึ่งในการฝึกให้ลิ้นค่อยๆ ปรับความไวต่อรสเค็ม ควรทำควบคู่กับการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานผักและผลไม้ และจัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม เช่น หลัก 2:1:1 เพื่อสร้างพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก

จาก “รณรงค์” สู่ “ระบบช่วยเลิกบุหรี่

หัวใจอีกด้านหนึ่งของการทำงาน Gen-H คือไม่ได้มุ่งเพียงป้องกันไม่ให้เด็กเริ่มสูบ แต่ยังต้องช่วยเด็กและเยาวชนที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าอยู่แล้วให้สามารถเข้าถึงบริการเลิกได้ เพราะการเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องของ “ความตั้งใจ” เพียงอย่างเดียว ผู้ที่มีการพึ่งพานิโคตินอาจต้องการคำปรึกษา การติดตาม หรือการช่วยเหลือจากบุคลากรสุขภาพ การมีแกนนำเยาวชนที่รู้ช่องทางบริการจึงเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างเพื่อนกับระบบสุขภาพ

ช่องทางบริการที่สามารถส่งต่อได้ ได้แก่ คลินิกฟ้าใส ในโรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลอำเภอ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ 1600 ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการเภสัชอาสาพาเลิกบุหรี่ และศูนย์บริการสาธารณสุขของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

เป้าหมายในปี 2570-2571 คือการพัฒนาแกนนำให้สามารถชี้ช่องทางและช่วยส่งต่อเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบบริการ โดยตั้งเป้าสนับสนุนเด็กและเยาวชนเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 1,200 คน และมีอัตราเลิกสำเร็จไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เพื่อให้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่และช่วยเพื่อนที่ต้องการเลิก

สุขภาพดีต้องสร้างทั้งระบบ ไม่ใช่ฝากไว้ที่ตัวเด็ก

บทเรียนสำคัญจากการทำงานครั้งนี้คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของเด็กไม่สามารถโยนภาระให้เด็กเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว หากครอบครัวยังมีคนสูบบุหรี่ โรงเรียนยังมีพื้นที่เสี่ยง ชุมชนยังมีจุดจำหน่ายหรือช่องทางเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือเด็กยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการกินอาหารหวาน มัน เค็ม และการไม่มีกิจกรรมทางกาย การเปลี่ยนแปลงก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ดังนั้นการสร้างสุขภาพจึงต้องเดินไปพร้อมกันหลายระดับ ตั้งแต่นโยบายและมาตรการ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การจัดการอิทธิพลทางการตลาด การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ ไปจนถึงการสร้างทักษะให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ หลักคิดสำคัญคือ “สุขภาพดีไม่ควรเป็นสิทธิพิเศษของคนใดคนหนึ่ง” แต่ต้องเป็นโอกาสที่เด็กและเยาวชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท มีฐานะทางเศรษฐกิจแบบใด หรืออยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนในชุมชน

เป้าหมายต่อไป เยาวชนต้องเป็นพลังป้องกัน “นักสูบหน้าใหม่”

การขับเคลื่อน Gen-H และยุว อสม. จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมรณรงค์ระยะสั้น แต่เป็นความพยายามสร้างกลไกสุขภาพจากคนรุ่นใหม่ โดยให้เยาวชนเรียนรู้ปัญหา ลงมือทำจริง และสามารถส่งต่อความช่วยเหลือไปยังเพื่อนและคนในชุมชน หากกระบวนการดังกล่าวได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เยาวชนสามารถทำหน้าที่ได้หลายบทบาท ตั้งแต่ผู้เฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง ผู้สื่อสารข้อมูลสุขภาพ ผู้สร้างกิจกรรมทางกาย ผู้ชวนเพื่อนปรับพฤติกรรมการกิน ไปจนถึงผู้เชื่อมต่อเพื่อนที่ต้องการเลิกบุหรี่กับบริการสุขภาพ

เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนเด็กที่เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องวัดไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลดการเริ่มสูบบุหรี่ การเพิ่มจำนวนผู้ที่เข้าถึงบริการเลิกบุหรี่ การมีสถานศึกษาที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น ตลอดจนการปรับพฤติกรรมด้านอาหารและกิจกรรมทางกาย

ท้ายที่สุด การทำให้ “เด็กสดใสและปลอดภัย” ไม่ได้หมายถึงการปกป้องเด็กจากบุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างมีสุขภาพดี ตั้งแต่บ้าน โรงเรียน วัด ไปจนถึงชุมชน และทำให้เด็กสามารถเติบโตโดยไม่ต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่บั่นทอนสุขภาพตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยผู้ใหญ่

พลังของ Gen-H จึงอยู่ที่การทำให้เรื่องสุขภาพกลายเป็นเรื่องของทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอให้ผู้ใหญ่เป็นผู้กำหนดคำตอบทั้งหมด แต่ลุกขึ้นมาเรียนรู้ปัญหา ออกแบบวิธีแก้ และลงมือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของตัวเอง เมื่อพลังของเยาวชนเชื่อมต่อกับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นระบบ การป้องกันนักสูบหน้าใหม่และลดปัจจัยเสี่ยง NCDs ก็มีโอกาสเปลี่ยนจาก “โครงการ” ไปสู่ “วัฒนธรรมสุขภาพ” ที่อยู่กับสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปชช. เกิน 95% ค้าน 'ภท.' รื้อกม. ริบภาษีบาป 'สสส.-TPBS-กองทุนผู้สูงอายุ-กีฬา'

ปชช. เกิน 90% ไม่เห็นด้วย 'ภท.' ชงแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ริบภาษีบาปอุดหนุน 'ไทยพีบีเอส-สสส.-กองทุนพัฒนากีฬา-ผู้สูงอายุ' สภาฯ เปิดรับฟังอีก 2 วัน ก่อนส่งให้นายกฯ รับรอง

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ แถลงจุดยืนให้รัฐบาลยุติแก้ไขพ.ร.บ.สสส.

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ประกาศจุดยืนเรียกร้องรัฐบาลอนุทิน ยุติกระบวนการแก้ พ.ร.บ. สสส. ชี้ภาษีบาปคือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสุขภาวะรากหญ้า พร้อมเผยประโยชน์คุ้มค่าคืนสู่สังคมสูงถึง 7.53 เท่า

โฆษก สสส. แจง แต่งตั้ง กก.บริหารแผน ถูกต้องตามข้อบังคับ ยันไม่ใช่ชงเองตั้งเอง

โฆษก สสส. แจง แต่งตั้ง กก.บริหารแผน ถูกต้องตามข้อบังคับ ยันไม่ใช่ชงเองตั้งเอง เหตุข้อบังคับกำหนดชัดให้บอร์ด สสส. ต้องเป็นกรรมการบริหารแผน เพื่อนำนโยบายจากบอร์ด สสส. ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลจริง ย้ำมีการประเมินประสิทธิภาพทุก 5 ปี และประเมินยุทธศาสตร์รอบด้านทุก 10 ปี ย้ำ สสส. เป็นองค์กรนวัตกรรมด้านส่งเสริมสุขภาพ ทำงานได้กับทุกภาคส่วน

ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา

ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

“หมอประกิต” ไม่เชื่อ รัฐบาลแก้ พ.ร.บ.สสส. เพราะ NCDs ไม่ลด ปลุกทุกฝ่ายให้ตื่น การควบคุม NCDs ต้องทำด้วยกัน หวังให้หน่วยงานเดียวทำให้สำเร็จไปไม่รอด

จากกรณีที่นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยสาเหตุที่รัฐบาลจะแก้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544