พอช.ชี้แจงข่าว ‘ชาวบ้านบึงกาฬ 109 รายเป็นหนี้ 6 ล้านบาท’

ส่วนหนึ่งของชาวบ้านตำบลบ้านต้อง อ.เซกา  จ.บึงกาฬ  ที่เข้าฟังคำชี้แจงจากศูนย์ดำรงธรรม จ.บึงกาฬและเจ้าหน้าที่ พอช. (ภาพจาก  https://www.4forcenews.com/345734/)   

พอช./ ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  กรณีชาวบ้านตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ  จำนวน 109 ราย ตกเป็นหนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ ‘พอช.’ รวมกว่า 6 ล้านบาท  เนื่องจากมีชื่อเป็นผู้ลงนามค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ ‘กลุ่มออมทรัพย์เจ็ดสีเพื่อการผลิต’  จ.บึงกาฬ  โดยกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ฯ จำนวน 25 คนได้กู้เงินจาก พอช.มาผลิตปุ๋ยอัดเม็ดตั้งแต่ปี 2548 แล้วไม่ชำระหนี้  ทำให้ผู้ที่มีชื่อค้ำประกันเงินกู้ทั้ง 109 รายได้รับหนังสือทวงหนี้  และได้ส่งตัวแทนเข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนและศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ  นางสาวแกมแก้ว คงเชื้อนาค ผู้อำนวยศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ  นายหนูเกณฑ์ ศรีบัว หัวหน้าปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ  สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ  ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจกับกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เจ็ดสีเพื่อการผลิตที่มีชื่อเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้โครงการผลิตปุ๋ยชีวภาพ

พอช.ชี้แจงทำตามหน้าที่

นายหนูเกณฑ์ ศรีบัว หัวหน้าปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียง เหนือ   ชี้แจงเรื่องการทวงหนี้สมาชิกและกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เจ็ดสีเพื่อการผลิตว่า เนื่องจาก พอช.ได้ให้กลุ่มฯ กู้ยืมเงินมาลงทุนตั้งแต่ปี 2548  แต่กลุ่มฯ ยังชำระหนี้ไม่หมด  จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานเกือบ 20 ปีแล้ว ซึ่งอีกไม่กี่เดือนก็จะสิ้นอายุความ  ถ้าหาก พอช.ยังเพิกเฉยไม่ทวงถามติดตามหนี้ก็อาจจะมีความผิดไปด้วย  ดังนั้นหากว่าผู้ใดมีหลักฐานในการชำระหนี้ก็ให้นำมาแสดงว่าตนเองได้จ่ายหรือชดใช้หนี้สินเป็นเงินเท่าไรแล้ว

นายหนูเกณฑ์ ศรีบัว

นายหนูเกณฑ์กล่าวด้วยว่า  พอช.ไม่มีเจตนาที่จะทวงหนี้ชาวบ้านให้เกิดความเดือดร้อน  แต่ต้องทำตามหน้าที่ เพราะหากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ก็จะมีความผิด  จึงต้องส่งหนังสือทวงหนี้เพื่อให้มีการเจรจาเกิดขึ้น  ส่วนข้อเท็จจริงว่าชาวบ้านทั้ง 109 รายได้ลงนามในเอกสารค้ำประกันเงินกู้หรือไม่นั้น  จะต้องพิสูจน์ว่าเป็นลายเซ็นจริงหรือไม่  หรือมีการปลอมแปลงเอกสารเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องพิสูจน์กันต่อไป

นายลือชัย คำหงษา อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านโนนสวนหม่อนและกำนัน ต.บ้านต้อง ซึ่งเป็น 1 ใน 25 กรรมการกู้ยืมเงินจาก พอช.  กล่าวว่า  ตนในฐานะผู้นำหมู่บ้านสมัยนั้นได้ชักชวนลูกบ้านมาร่วมประชุมรับฟังนโยบายการกู้ยืมเงินจาก พอช.  โดยตนเป็นกรรมการและผู้กู้รายหนึ่งจำนวนเงิน 3 แสนบาท รวมทั้ง 3 กลุ่มกู้ไปประมาณ 2 ล้านบาท แรกๆ ก็ได้ส่งเงินต้นทั้งดอกเบี้ย แต่ส่งไปบางครั้งก็ได้ใบเสร็จ  บางครั้งก็ไม่ได้ใบเสร็จ  จึงได้หยุดส่ง  เมื่อ  2 ปีที่ผ่านมาได้รับใบแจ้งทวงหนี้จาก พอช. เป็นเงินกว่า 6 ล้านบาท ก็ตกใจเหมือนกัน   แต่หลังจากที่ศูนย์ดำรงธรรมและเจ้าหน้าที่ พอช. มาชี้แจงแล้ว  ตนก็จะกลับไปคุยกับกรรมการทั้ง 25 คนเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าจะยอมจ่ายหนี้ไหม และให้เวลาคุยกันภายใน 1 เดือน ถ้าคุยกันไม่ได้ก็อาจจะถูกฟ้องร้อง

หนังสือขอให้ชำระหนี้

ย้อนเหตุการณ์และข้อเท็จจริง

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา  นางสำเนียง นันทา ตัวแทนชาวบ้านตำบลบ้านต้อง  อ.เซกา จ.บึงกาฬ   ได้เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชนที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบึงกาฬ ศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ  โดยนำหนังสือทวงหนี้จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ถึงเครือข่ายออมทรัพย์เจ็ดสีเพื่อการผลิต โครงการผลิตปุ๋ยชีวภาพ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ (ในปี 2548 ยังขึ้นอยู่กับจังหวัดหนองคาย)

นางสำเนียงบอกว่า  พวกตนที่อยู่ในตำบลบ้านต้อง จำนวน 15 หมู่บ้าน รวมทั้งหมด 109 คนต่างได้รับหนังสือทวงหนี้จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ได้ส่งหนังสือทวงหนี้เป็นเงินจำนวน 6,354,294.37 บาท ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด  โดยก่อนหน้านั้นประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา  ชาวบ้านก็ได้รับหนังสือทวงหนี้มาเป็นระยะทุกปี จากจำนวนหนี้ 2.677 ล้านบาท  ขยับมาเป็น 6.354 ล้านบาท ซึ่งทุกคนก็ตกใจมาก

ชาวบ้านเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬเมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา (ภาพจาก https://www.samapan-thainews.com/20936)

นางสำเนียงเล่าว่า  เมื่อประมาณเดือนเมษายนปี 2548  นายลือชัย คำหงษา ผู้ใหญ่บ้านขณะนั้น  ได้มาชักชวนชาวบ้านไปร่วมประชุมเพื่อฟังนโยบายโครงการผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดเพื่อประหยัดต้นทุนในการบำรุงพืชผลทางการเกษตรเช่น  ปุ๋ยใส่นาข้าวหรือยางพารา โดยทุกคนที่ไปร่วมประชุมมีการลงชื่อในสมุดซึ่งเป็นสมุดธรรมดา หลังจากประชุมเสร็จทราบว่าผู้นำชุมชนได้มีการจัดตั้งกรรมการขึ้นมาจำนวน 25 คน  แต่ไม่ทราบว่ามีใครเป็นกรรมการบ้าง  โดยจะมีกลุ่มผลิตปุ๋ยอัดเม็ดและผลิตต้นกล้ายางพารา

จนกระทั่งหลายปีผ่านไป  จนถึงประมาณปี 2560 ชาวบ้านต่างได้รับหนังสือทวงหนี้จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จำนวนหนี้ประมาณ 2 ล้านกว่าบาท จึงได้รวมตัวกันเข้าไปร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมในอำเภอเซกา  แต่ก็ไม่มีการดำเนินการอะไร  และต่อมาก็ได้รับหนังสือทวงหนี้เป็นประจำทุกปี

ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา  ชาวบ้านได้รับหนังสือทวงหนี้  จำนวน 6,354,294.37 บาท หนังสือลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566  ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากไม่สบายใจที่มีหนี้เกิดขึ้น  โดยพวกตนไม่เคยได้ไปเซ็นกู้เงินหรือค้ำประกันใครเลย เพียงแต่วันที่ประชุมนั้นได้ลงชื่อเข้าร่วมประชุมเท่านั้น  หลายคนเมื่อรู้ว่าเป็นหนี้ก็พากันตกใจ  จึงพากันมาร้องเรียนต่อสื่อมวลชนและศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบึงกาฬ

นายหนูเกณฑ์ ศรีบัว หัวหน้าปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ ‘พอช.’ สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดขอนแก่น)    ชี้แจงความเป็นมาว่า  ในปี 2548  คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เจ็ดสีเพื่อการผลิตตำบลบ้านต้อง อ.เซกา  จ.หนองคาย (ขณะนั้นยังไม่ได้แยกเป็นจังหวัดบึงกาฬ) จำนวน 25 คน  ได้ทำสัญญากู้เงินจาก พอช. จำนวน 3 สัญญาเพื่อทำธุรกิจปุ๋ยอัดเม็ด

สัญญาที่ 1 เลขที่ 02/017/2548 วันที่ 10 พฤภาคม 2548 จำนวนเงิน 865,500 บาท สัญญาที่ 2 02/018/2548 วันเดียวกัน จำนวนเงิน 543,800 บาท  สัญญากู้เงินที่ 3 02/019/2548 วันเดียวกัน จำนวนเงิน 1,268,400 บาท และสัญญาค้ำประกัน เลขที่ ค 02/017/2548 วันที่ 10 พ.ค.2548 จำนวนเงิน 2,677,700 บาท

(ภาพจาก  https://www.4forcenews.com/345734/)   

******************

เรื่อง : สำนักพัฒนาองค์ความรู้และสื่อสารองค์กร  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

How to ใช้บัตรเครดิตอย่างชาญฉลาด ไม่เป็นหนี้ก้อนโต

บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประโยชน์มาก แต่ก็อาจนำพาไปสู่ปัญหาหนี้สินได้ถ้าใช้อย่างไม่ระมัดระวัง การใช้บัตรอย่างชาญฉลาดจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ และหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ก้อนโต

‘วราวุธ’ รมว.พม. เยี่ยมชุมชนริมคลองเปรมประชากร ด้าน ‘พอช.’ เดินหน้าพัฒนาที่อยู่อาศัย-คุณภาพชีวิตแล้ว 17ชุมชน 1,699 ครัวเรือน

คลองเปรมประชากร/ ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ รมว.พม.ลงพื้นที่เยี่ยมชาวชุมชนริมคลองเปรมประชากร โดยลงเรือบริเวณท่าเรือชั่วคราวสะพานสูง เขตบางซื่อ

มอบรางวัลกองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่น 10 ประเภท ตามแนวคิดสวัสดิการสังคมของ ‘ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์’

ธนาคารแห่งประเทศไทย / แบงก์ชาติร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงาน ‘ธรรมาภิบาลดีเด่นแห่งปี 2567’ มอบรางวัลให้แก่ผู้ประกอบการ SME และ 10

10 กองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่นรับรางวัล ‘ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ (10) กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลลาดชะโด จ.พระนครศรีอยุธยา “ย้อนรอยวิถีน้ำ คืนชีพเรือเก่า เล่าขานตำนานท้องถิ่น”

กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลลาดชะโด อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 10 กองทุนสวัสดิการชุมชนจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล

10 กองทุนสวัสดิการชุมชนดีเด่นรับรางวัล ‘ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ (9) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสุไหงปาดี จ.นราธิวาส “สร้างความเป็นธรรม.....เพื่อรักษาที่ดินทำกินให้ลูกหลาน”

กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เป็น 1 ใน 10 กองทุนสวัสดิการชุมชนจากทั่วประเทศที่ได้รับรางวัล