เปิดผลวิจัยแนวโน้มลดอัตราคนไทยตายก่อนวัยอันควรจากกลุ่มโรค NCDs ไม่บรรลุเป้า SDGs ภายในปี 2573 “มะเร็ง” ครองแชมป์เสียชีวิตสูงอันดับ 1 สสส. เร่งสกัด 5 ปัจจัยเสี่ยง เหล้า-บุหรี่-ขาดกิจกรรมทางกาย-โภชนาการ-มลพิษทางอากาศ เตรียมเปิดตัวคัมภีร์สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ หวังป้องกัน และลดเจ็บป่วย กลุ่มโรค NCDs ก่อนวัยอันควร

ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ หัวหน้าโครงการแผนงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย (Burden of Disease Research Program Thailand :BOD Thailand) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (The International Health Policy Program, Thailand :IHPP) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า IHPP ร่วมกับ แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือของประเทศระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ในการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ (WHO Country Cooperation Strategy on NCDs :WHO-CCS NCDs) กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ได้ศึกษาสถานการณ์การตายก่อนวัยอันควรของประชากรไทย ช่วงอายุ 30-69 ปี จากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) 4 กลุ่มโรค ได้แก่ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มโรคมะเร็ง กลุ่มโรคเบาหวาน และกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ระหว่างปี 2543-2561 และมีการพยากรณ์แนวโน้มโอกาสในการตายก่อนวัยอันควรในปี 2568 และ 2573 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ตามเป้าขององค์การอนามัยโลกต้องการลดการตายก่อนวัยอันควรในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ 4 กลุ่ม ให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี 2568 และลดลง 1 ใน 3 ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals :SDGs) พบว่า แนวโน้มการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลดลงทั้งเพศชายและเพศหญิง โดยเพศชายมีความน่าจะเป็นของการเสียชีวิตสูงกว่าเพศหญิง
ทพญ.กนิษฐา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์โอกาสในการตายก่อนวัยอันควรของ 4 กลุ่มโรค NCDs พบว่า ผลการดำเนินงานของประเทศไทยเท่าที่เป็นอยู่ อาจจะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ WHO และ SDGs วางไว้ เนื่องจากเป้าหมายของ WHO ในปี 2568 ต้องได้ร้อยละ 11.1 แต่ผลการพยากรณ์พบว่า ลดลงอยู่ที่ร้อยละ 12.6 และเป้าหมายของ SDGs ในปี 2573 เท่ากับร้อยละ 9.9 แต่ผลการพยากรณ์อยู่ที่ร้อยละ 12 โดยข้อมูลการตายก่อนวัยอันควรกลุ่มโรคไม่ติดต่อของคนไทย ในปี 2561 พบว่า โรคไม่ติดต่อ 4 กลุ่มช่วงอายุ 30-69 ปี โรคมะเร็งมีสัดส่วนการตายก่อนวัยอันควรสูงสุด 56,965 คนต่อปี รองลงมาคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด 30,064 คนต่อปี เบาหวาน 9,205 คนต่อปี และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง 4,699 คนต่อปี ตามลำดับ ทั้งนี้ พบว่าเกินครึ่งหนึ่งของการตายก่อนวัยอันควรในกลุ่มอายุ 30-59 ปี มาจากมะเร็ง หรือประมาณร้อยละ 57 โรคหัวใจและหลอดเลือดประมาณร้อยละ 27 โรคเบาหวานประมาณร้อยละ 13 และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเรื้อรังประมาณร้อยละ 3 นอกจากนี้ พบว่า กลุ่มโรคมะเร็งและโรคเบาหวานเป็นปัญหาสำคัญในจังหวัดแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาค่อนข้างสูงในจังหวัดแถบภาคกลาง และกลุ่มโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเรื้อรังเป็นปัญหาทางภาคเหนือรวมถึงภาคกลางฝั่งตะวันตกอย่างชัดเจน

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า สสส. โดยสำนักวิชาการและนวัตกรรม (สวน.)สนับสนุนแผนงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ 1.พัฒนาเชิงระบบของการจัดทำข้อมูลดัชนีภาระทางสุขภาพที่สำคัญ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การใช้ประโยชน์ในการประเมินสมรรถนะของระบบสุขภาพ การประเมินการลงทุน ตัวชี้วัด และการพัฒนานโยบายและแผนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง 2.ผลิตองค์ความรู้เพื่อตอบคำถามว่าสุขภาพในมิติของภาระโรคของคนไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไรและมีแนวโน้มเป็นอย่างไรเพื่อฉายภาพปัญหาที่ต้องเผชิญในอนาคต และประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการดำเนินงานของระบบสุขภาพ โดย สสส. นำข้อมูลมาใช้เพื่อวางแผนดำเนินงานและผลักดันมาตรการเชิงรุกเชื่อมประสาน บูรณาการทำงานกับกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค สธ. ซึ่งเป็นองค์กรหลัก พัฒนาชุดความรู้ที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลของ 5 ปัจจัยเสี่ยง ที่ส่งผลให้เกิดกลุ่มโรค NCDs และสื่อสารรณรงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้กับประชาชน
“สสส. เน้นจัดการกับสาเหตุของโรค NCDs ที่ต้นทาง มี 5 ปัจจัยหลัก คือ การบริโภคยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ และการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศ ซึ่ง สสส. มีบทบาทสำคัญในการจัดการข้อมูลทางวิชาการ ขับเคลื่อนนโยบาย และขับเคลื่อนสังคมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในวันนี้อาจไม่สะท้อนให้เห็นถึงการลดการเจ็บป่วยได้ทันที แต่ในอีก 20 ปี ข้างหน้า หากคนไทยมีแนวโน้มพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้นจะช่วยให้คนไทยไม่เจ็บป่วยก่อนวัยอันควร โดยในปี 2565 สสส. โดยแผนงานควบคุมกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) พยายามดำเนินการควบคุมจัดการทั้ง 5 ปัจจัยหลัก หวังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพสู่วิถีชีวิตสุขภาวะ ทั้งในกลุ่มสถานประกอบการ โรงเรียน และชุมชน ขับเคลื่อนเชิงนโยบายควบคุมอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ด้วยมาตรการทางภาษี และเตรียมจัดทำคู่มือสร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ให้คำแนะนำเชิงบวกให้เข้ากับรูปแบบวิถีชีวิตยุคดิจิทัล เพื่อดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว

นพ.กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค และผู้จัดการแผนงาน WHO-CCS NCDs กล่าวว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ เห็นชอบให้ขับเคลื่อนแผนเร่งรัดการทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน หรือ Together Fight NCDs โดยตั้งเป้าภายในปีพ.ศ.2568 1. ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาลและโซเดียมลงร้อยละ 30 2. ร้อยละ 70 ของประชาชน รู้ตัวเลขบ่งชี้สุขภาพและจัดการความเสี่ยง หรือ “Know your number Know your risk” 3. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันแล้วยังไม่รู้ตัว ได้รับการคัดกรองและได้รับการวินิจฉัยเพิ่มขึ้น และ 4. ผู้ที่เป็นโรคแล้วก็สามารถควบคุมโรคได้ ซึ่งทางกรมควบคุมโรคได้ถ่ายทอดแผนเร่งรัดไปที่จังหวัดต่างๆผ่านสำนักงานควบคุมป้องกันโรคทั้ง 13 เขตแล้ว นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ไม่ทราบสถานะความดันโลหิตของตนเองว่าอยู่ในระดับที่เป็นโรคแล้ว จึงขอเชิญชวน ให้ตรวจวัดความดันตนเอง เฉลี่ย 7 วัน ถ้ายังสูงเกิน 135/85 มิลลิเมตรปรอท ควรรีบมาขอรับการตรวจวินิจฉัยในสถานพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสุขภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“รองนายกฯ ทรงศักดิ์” เห็นชอบแผนปี 70 สสส. เน้นเคลื่อนงานสร้างสุขภาพระดับจังหวัด สร้างความรอบรู้ ลดพฤติกรรมเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า” ใน 1 ปี
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 8/2569 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ประจำปี 2570 ตามกรอบนโยบายที่ผ่านการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการกองทุนฯ กรรมการบริหารแผน และภาคีเครือข่ายฯ โดยปีนี้ สสส.
CAR FREE DAY ประธาน กมธ.2 สภาฯ ชวนคนไทย “ลดใช้รถ ลดมลพิษ ลดโลกร้อน ลดเสี่ยงโรค” ชู EV–โซลาร์เซลล์เป็นทางเลือกพลังงานสะอาด
ที่อาคารรัฐสภา บริเวณลานยื่นหนังสือ ชั้น 1 (ศาลาแก้ว) - สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยสำนักประชาสัมพันธ์ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยโครงการสื่อสารนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ
ดัน 16 องค์กรต้นแบบ ปั้น “พี่เลี้ยง HHA”ดูแลกาย-ใจ-เงิน รับมือภัยเงียบในโลกการทำงาน
คนวัยทำงานกำลังเผชิญ “ภัยเงียบ” ที่ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพกาย แต่ลุกลามไปถึงสุขภาพจิตและสถานะทางการเงิน ทั้งความเครียด ภาวะหมดไฟ
เตือนภัยแก๊งค้ายาออนไลน์งัดกลยุทธ์เจาะนักเสพหน้าใหม่
เปิดผลวิจัย พบแก๊งค้ายาออนไลน์ ใช้โค๊ดลับ ขาย-ส่ง ยาเสพติดผ่านอีคอมเมิร์ซ ส่งผ่านไรเดอร์ เก็บเงินปลายทาง ห่วงเด็ก เยาวชน เป็นเหยื่อนักเสพหน้าใหม่
“รมว.พัฒนา” ยัน รัฐบาลไม่เอาบุหรี่ไฟฟ้า 100% มอบนโยบายจัดตั้งคณะทำงานกำหนด KPI ร่วม สสส. - สธ. เห็นชอบแผนเลิกยาสูบ-นิโคติน แบบไร้รอยต่อ
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 7/2569
สสส. พร้อมร่วมงาน รพ.ชุมชน ตามนโนบาย รมว.สาธารณสุข ยึดเป้าหมายเดียวกัน สร้างเสริมสุขภาพ-ป่วย-เจ็บ น้อยลง อายุคาดเฉลี่ยเพิ่ม ลดงบรักษา
จากกรณีที่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชน ให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลชุมชน และระบบบริการปฐมภูมินั้น นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ยินดีทำงานร่วมกับ รพ.ชุมชน ได้หารือเบื้องต้นกับ

