“สุชาติ” ชี้แจง 4 มาตรการ ช่วยเหลือมันฯ ได้ผล , ย้ำ พาณิชย์เดินหน้าลุยตลาดส่งออกมัน เกษตรกรมั่นใจราคาดีขึ้น

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ผมได้รับมอบหมายจากท่านพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้มาตอบกระทู้ ซึ่งเป็นกระทู้ถามด้วยวาจาของท่าน ส.ส บุญแก้ว สมวงศ์ (สส. ยโสธร เขต 2 พรรคเพื่อไทย) เกี่ยวกับประเด็นมันสำปะหลัง
ซึ่งผมได้เรียนชี้แจงว่ารัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์ปัญหาราคามันสำปะหลัง ด้วยเหตุเนื่องจากปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งออกมากในช่วงเดือน มกราคม - มีนาคม 2568 ประกอบกับการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในปี 2567 ลดลงเหลือเพียง 6.46 ล้านตัน

กระทรวงพาณิชย์จึงได้เสนอ ครม.เห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคามันสำปะหลัง ปี 67/68 จำนวน 4 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 368.90 ล้านบาท (ซึ่ง ครม. ได้มีมติเห็นชอบแล้ว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2567)เพื่อดึงอุปทานในช่วงออกสู่ตลาดมาก สร้างมูลค่าเพิ่มและลดต้นทุนการผลิต ดังนี้
1. ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง วงเงิน 300 ล้านบาท เป้าหมาย 6 ล้านตันหัวมันสด โดยจะชดเชยดอกเบี้ยให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ 4% ต่อปี ตามระยะเวลาที่เก็บสต็อก 60 -180 วัน ระยะเวลาเก็บสต็อก 1 ม.ค. – 30 พ.ย. 68 ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 พ.ค. 68 ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 98 ราย ใน 36 จังหวัดทั่วประเทศ

2. ชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกร รวบรวมมันสำปะหลัง วงเงิน 17.50 ล้านบาท เป้าหมาย 2 แสนตัน ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อรับซื้อมันสำปะหลังในอัตราดอกเบี้ย 4.50% ต่อปี (สถาบันเกษตรกร 1% รัฐบาลชดเชยให้ ธ.ก.ส. 3.50%) เริ่มจ่ายสินเชื่อ ตั้งแต่ 17 ธ.ค. 67- 31 พ.ค. 68

3. สนับสนุนการแปรรูปหัวมันสำปะหลังเป็นมันเส้น วงเงิน 10 ล้านบาท โดยสนับสนุนเครื่องสับมันขนาดเล็ก เป้าหมาย 650 เครื่อง เครื่องละไม่เกิน 15,000 บาท ให้กลุ่มเกษตรกรนำไปแปรรูปเป็นมันเส้นได้ด้วยตนเอง และจำหน่ายแก่ผู้ซื้อโดยตรง เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากหัวมันสดเป็นมันเส้นทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น (หัวมันสดราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม. มันเส้น 5.50 บาทต่อกิโลกรัม)

4. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง ปี 67/68 วงเงิน 41.40 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรนำไปใช้เป็นเงินทุนในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น ระบบน้ำหยด วงเงินรายละไม่เกิน 230,000 บาท เป้าหมาย 3,000 ราย ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ย MRR (6.975%) รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ต่อปี

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้ดำเนินการขยายตลาดส่งออกโดยในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้มีการลงนามการลงนามสัญญาซื้อขาย (Purchasing Order) และบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้นำเข้าของประเทศจีนแล้วรวมทั้งสิ้น 980,000 ตัน (คิดเป็นหัวมันสด 3.96 ล้านตัน) มูลค่ารวม 8,083 ล้านบาท

ในส่วนของการเพิ่มการใช้ภายในประเทศ กรมการค้าภายในเจรจาร่วมกับหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ผลักดันให้ภาคปศุสัตว์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ใช้มันเส้นในการเลี้ยงสัตว์และสูตรอาหารสัตว์มากขึ้น โดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศแทนการนำเข้าที่ขณะนี้ราคาอยู่ในระดับที่สามารถปรับเพิ่มสูตรผสมมันสำปะหลังเข้าไปได้ โดยตั้งเป้ารับซื้อ 1 ล้านตันคิดเป็น 2.5 ล้านตันหัวมันสด ขณะนี้พบว่า ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่ ได้มีการใช้มันเส้นมาผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจากเดือน ธ.ค.2567 ถึง 15% และจะเพิ่มขึ้นอีก 15% ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 นี้ จากผู้ผลิตมันเส้นสะอาดกว่า 40 รายทั่วประเทศ โดยความร่วมมือของสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังเพิ่มช่องทางการตลาดโดยเปิดจุดรับซื้อเพิ่มพื่อกระตุ้นการรับซื้อในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขายผลผลิตในราคาต่ำกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากผลผลิตออกกระจุกตัวและผู้ประกอบการมีไม่เพียงพอรองรับผลผลิต ได้ดำเนินโครงการเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าพืชไร่ โดยการดึงผู้ผลิตจากนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อ สนับสนุนค่าบริหารจัดการในอัตราไม่เกินตันละ 500 บาท ให้กับผู้ประกอบการที่เข้าไปรับซื้อที่เป้าหมายรวมทั่วประเทศ 2 แสนตันโดยเกษตรกรในพื้นที่จะได้รับราคานำตลาดส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากในเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2568

การดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 ถึงปัจจุบัน ได้ดำเนินการเปิดจุดรับซื้อในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญแต่มีผู้ประกอบการโรงงานผู้ผลิตรับซื้อน้อยราย จึงได้ประสานผู้ประกอบการจากจังหวัดนครราชสีมา และชัยภูมิ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมันเส้นและแป้งมันที่สำคัญ เข้าไปช่วยเปิดจุดรับซื้อจำนวน 8 จุด ในพื้นที่ 4 อำเภอ (ไทรโยค 4 จุด อำเภอเมือง 2 จุด บ่อพลอย 1 จุด ด่านมะขามเตี้ย 1 จุด) ในจังหวัดกาญจนบุรี เกษตรกรมาขายผลผลิตแล้ว 150 ราย ผลผลิต 800 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานการเปิดจุดเพิ่มเติมในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์และกำแพงเพชร

ผลจากการดำเนินการปรากฎว่า เกษตรกรมีความพึงพอใจสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงกว่าขายนอกโครงการ ที่เชื้อแป้ง 25% ในราคา 2 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาตลาดทั่วไปอยู่ที่ราคา 1.60-1.70 บาทต่อกิโลกรัม

“จากการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการผลักดันส่งออก เพิ่มการใช้ภายในประเทศและเพิ่มการแข่งขันรับซื้อในพื้นที่ที่มีปัญหาทางด้านราคาส่งผลให้ราคาหัวมันสดที่เกษตรกรจำหน่ายได้ไม่ลดต่ำลงไป โดยราคามันเส้นเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ณ วันที่ 28 มกราคม 2568 ราคา 5.50-5.95 บาทต่อกิโลกรัม สูงขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 ที่ 5.40-5.60 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 4%) ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหัวมันสดที่เกษตรกรจำหน่ายได้มีแนวโน้มที่จะขยับสูงขึ้นในอนาคต และสุดท้ายต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิกที่มีความห่วงใยปัญหาของประชาชน” นายสุชาติ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวดี! 12 พ.ค. ออก 'Form TC ไทย-ชิลี' ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ดีเดย์ 12 พ.ค. รัฐบาลเปิดให้บริการออก Form TC ไทย-ชิลี ผ่านดิจิทัลเต็มรูปแบบ อำนวยความสะดวกให้ผู้ส่งออกขอหนังสือรับรอง ติดตามสถานะออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง

กธ.จี้แก้มลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ 'สุชาติ' บอกพร้อมชงให้นายกฯ

สส.กล้าธรรมจี้ รบ.แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนเป็นวาระแห่งชาติ มีแนวทางการฟื้นฟูเยียวยาในทุกด้านอย่างไร ด้าน 'สุชาติ' ยันรบ.ไม่ได้นิ่งนอนใจแก้ปัญหา พร้อมนำเรียน 'นายกฯ' รับทราบ

พาณิชย์ชี้เป้าใช้ช่องทางออนไลน์ CBEC ขายเครื่องสำอางชาวจีน

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สำรวจตลาดและพฤติกรรมการบริโภคเครื่องสำอางของชาวจีน พบมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดมูลค่าแตะ 2.895 ล้านล้านบาทในปี 69 เผยชาวจีนให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพ ส่วนผสม และแบรนด์ เน้นซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ซื้อผ่านช่องทางของแบรนด์ และหน้าร้านค้า ชอบบรรจุภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แนะผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาด ใช้ช่องทางออนไลน์ CBEC เปิดตัว กฎระเบียบไม่เข้ม ได้เว้นภาษี

‘คนละครึ่ง’ค้างเติ่ง เอกนิติชงไม่ทัน5พ.ค./หนูเร่งพ.ร.ก.กู้เงิน/ไทยช่วยไทยคึก

นายกฯ ยันเร่งดัน พ.ร.ก.กู้เงินเข้า ครม.อังคารที่ 5 พ.ค.นี้ ส่วน “เอกนิติ” บอกคนละครึ่งพลัสรอไปก่อน อ้างต้องรอสรุปตัวเลขงบประมาณที่เหลือ “อนุทิน”