หยุดวงจรเลือดบนทางม้าลายและผืนถนน "วันเหยื่อโลก" เปลี่ยนความสูญเสียเป็นพลัง

ทุกวัน มีชีวิตนับร้อยนับพันเคลื่อนไปพร้อมกับล้อรถบนถนนสายเดิม และทุกวัน ถนนสายนี้ก็ทิ้งรอยแผลแห่งความสูญเสียไว้กับครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวแล้วครอบครัวเล่า

เสียงไซเรน รถพยาบาล ข่าวอุบัติเหตุ และตัวเลขผู้เสียชีวิต กลายเป็นความเคยชินของสังคมไทย ทั้งที่ความจริงแล้ว “ไม่ควรมีใครต้องตายบนถนน”

ประเทศไทยยังคงติดอันดับประเทศที่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะจากรถจักรยานยนต์ และในจำนวนนี้ กลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานตอนต้น  คือกลุ่มที่ถูกพรากอนาคตไปมากที่สุด

ภาพเหล่านี้ถูกนำกลับมาทบทวนอีกครั้ง ในงานรณรงค์ “เปลี่ยนความเสียใจให้เป็นพลัง หยุดสร้างเหยื่อบนถนน" เนื่องในวันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ปี 2568 (World Day of Remembrance for Road Traffic Victims) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และเครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน

ตัวเลขที่ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือชีวิต

ดร. นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยข้อมูลที่ทำให้บรรยากาศในห้องจัดงานเงียบงัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของไทยยังสูงเกินเป้าหมายที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดไว้ ซึ่งตั้งเป้าลดจำนวนผู้เสียชีวิตเหลือไม่เกิน 12 คนต่อประชากรแสนคน ภายในปี 2570 ตามแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนฉบับที่ 5

ข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค  ระบุว่า ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนถึง 17,477 คน หรือเฉลี่ยทุก 1 ชั่วโมง จะมีคนไทยเสียชีวิต 2 คน และกว่า 80% เป็นอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ กลุ่มอายุ 15-29 ปี เสียชีวิตสูงถึง 4,292 คน ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมผู้บาดเจ็บและพิการอีกจำนวนมาก ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความสูญเสียตลอดไป

“ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือชีวิต ครอบครัว และอนาคตที่ถูกพรากไป การมารวมตัวกันวันนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงความอาลัย แต่เป็นการยืนยันว่า เราไม่อยากให้ถนนไทยต้องมีเหยื่ออีกต่อไป” ดร. นพ.ไพโรจน์กล่าว

ทางม้าลายที่ไม่ปลอดภัย และคดีที่ยังไม่สิ้นสุด

หนึ่งในเสียงสะท้อนที่สะเทือนใจที่สุด คือเรื่องราวของ “หมอกระต่าย” แพทย์หญิงวราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล ซึ่งถูกรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์พุ่งชนเสียชีวิต ขณะกำลังข้ามถนนบนทางม้าลาย

นางรัชนี สุภวัตรจริยากุล มารดาของหมอกระต่าย และประธานเครือข่ายพลังผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลอาญา ศาลแพ่ง และศาลปกครอง โดยข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า ผู้ก่อเหตุขับรถด้วยความเร็วสูง ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ไม่ต่อทะเบียน และไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

“ทางม้าลายคือพื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุด แต่ยังมีคนต้องเสียชีวิตตรงนี้ อยากให้สังคมตั้งคำถามว่า เราจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกกี่ครั้ง” นางรัชนีกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ช่องโหว่กฎหมาย-พฤติกรรมเสี่ยง-โครงสร้างที่ยังไม่ปลอดภัย

ด้านนายธัชวุฒิ จาดบันดิสถ์ นักวิจัยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระบุว่า เฉพาะปี 2568 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตสะสมจากอุบัติเหตุทางถนนแล้วกว่า 12,788 ราย บาดเจ็บเกือบ 1 ล้านคน สะท้อนว่าการแก้ปัญหายังมีข้อจำกัด

ศวปถ.ชี้ชัดถึง 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ “เมาแล้วขับ-ขับรถเร็ว-ไม่สวมหมวกนิรภัย” ขณะเดียวกันยังมีช่องโหว่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ กฎหมายและนโยบายที่มีปัญหา การบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย และพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้ถนน

“เรารู้ปัญหา แต่ยังแก้ไม่ตรงจุด จำเป็นต้องอุดช่องโหว่ และสร้างเจ้าภาพร่วมกันแก้ไข ทั้งรัฐ ประชาชน และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นายธัชวุฒิกล่าว

พ.ร.บ.ที่หลายคนมองข้าม แต่คือเส้นชีวิตยามวิกฤต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือการขาด พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ นางรัชนีเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,920 คน ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ยังมีประชาชนกว่า 10% ไม่ทำ พ.ร.บ. ด้วยเหตุผลตั้งแต่กลัวค่าปรับ รถเก่า ไม่ว่าง ไปจนถึงมองว่าไม่จำเป็น

ขณะที่นายอนุชาติ แก้วโสด ผู้สูญเสียมารดาจากอุบัติเหตุทางถนน เล่าประสบการณ์ตรงว่า รถที่เกิดเหตุไม่ได้ต่อ พ.ร.บ. ทำให้ครอบครัวต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง “อย่างน้อยถ้ามี พ.ร.บ.ก็ยังพอช่วยค่าจัดงานศพได้บ้าง”

ประเทศที่มีมอเตอร์ไซค์มากที่สุด และเหยื่อมากที่สุดในเอเชีย

นางสาวศิริพร รัตนทัศนีย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผยว่า ไทยมีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนกว่า 23 ล้านคัน สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่กลับมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และอันดับ 2 ของโลก

ปัจจุบันยังมีรถจักรยานยนต์ 30–40% ที่ไม่มี พ.ร.บ.  ซึ่งหมายถึงการเก็บความเสี่ยงไว้กับตัวเอง และสร้างภาระให้ผู้อื่นเมื่อเกิดเหตุ “พ.ร.บ.ราคาเพียง 323 บาทต่อปี แต่ช่วยชีวิตคนได้มากกว่าที่คิด”

เปลี่ยนความเสียใจ ให้เป็นพลังร่วมของสังคม

วันโลกรำลึกถึงผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน ไม่ใช่แค่วันแห่งน้ำตา แต่คือวันตั้งคำถามกับสังคมว่า เราจะยอมให้ถนนไทยยังเป็นพื้นที่แห่งความตายต่อไปหรือไม่

ถนนทุกสายควรพาทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย และความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว ควรถูกเปลี่ยนเป็นพลัง เพื่อหยุดสร้างเหยื่อรายต่อไปบนถนนสายเดิม เพราะชีวิตหนึ่งชีวิต มีค่ามากกว่าสถิติใดๆ บนหน้าข่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัปดาห์นมแม่โลก หนุนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ 6 เดือนแรก

สสส. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย เดินหน้ารณรงค์เนื่องในสัปดาห์นมแม่โลกและวันแม่แห่งชาติ 2569 ชวนสังคมไทยร่วมส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรกเพื่อสร้างรากฐานเด็กไทย

เครือข่ายลดบริโภคเค็ม ผลิตกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ บทเพลงรณรงค์เครือข่ายลดเค็ม ชื่อเพลง “ด้วยความห่วงไต”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. เปิดเผยว่า สสส.พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักและต้องการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสุขภาพประชาชนได้จริง

“เตาปูนโมเดล” พลิกชุมชนสู่เมืองน่าอยู่ สร้างนวัตกรรมลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

เทศบาลตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่าน “เตาปูนโมเดล” ต้นแบบการจัดการท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

สสส.เผยผลสำเร็จ “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 70 จังหวัด

เด็กไทยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล! ทั้งใกล้ชิด และ ได้ลองสูบ “โครงการอารักข์สา” หนุนนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์

สสส.ชวนเปลี่ยนชีวิต 90 วัน งดเหล้าเข้าพรรษา เก็บแต้มชีวิตที่ดีกว่า

สสส. Kick Off แคมเปญ "90 วัน Challenge เก็บแต้มชีวิตที่ดีกว่า" ช่วงเข้าพรรษา สสส. ร่วมกับ สคล. และภาคีเครือข่าย แถลงข่าว โครงการรณรงค์ฤดูกาลสุขปลอดเหล้าและงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2569

สสส. นำทีมบูรณาการ 5 กองทุน ผนึกกำลังขับเคลื่อน “พื้นที่นำร่วมลำปาง” บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-โลกร้อน ฟื้นฟูแม่น้ำวัง สร้างเมืองสุขภาวะที่ยั่งยืน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 ก.ค. 2569 ที่อาคารหอประชุมจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับจังหวัดลำปาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม