
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 ม.ค. 2569 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา จัดเวที “Showcase งานอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล” ภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางการสร้างงานอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาล ด้วยมิติสุขภาวะทางปัญญา โดยการสนับสนุนของ สสส. มุ่งเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนางานอาสาสมัครให้กับโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร (กทม.)

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 มุ่งหวังให้อาสาสมัครเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงภายในทั้งในด้านความเข้าอกเข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น ความกรุณา และการเกิดจิตเอื้อเฟื้อเกื้อกูล นอกจากนี้ งานพัฒนาระบบอาสาสมัคร ยังเป็นกลไกเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ระบบบริการสุขภาพมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาล ช่วยเยียวยาและบรรเทาความทุกข์ทางใจของผู้ป่วย เป็นการเติมเต็มระบบสุขภาพด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ จากทำงานที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมให้เกิดอาสาสมัครวัยเรียน วัยทำงาน และวัยเกษียณ 10,000 คน อำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาลต้นแบบ 7 แห่ง ทั้งนี้ ในปี 2569 สสส. ตั้งเป้าขยายผลระบบอาสาสมัครในโรงพยาบาลสังกัด สธ. และกทม. 10 แห่ง และปั้นอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 3,000 คน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย ลดภาระงานบุคลากรด่านหน้าทางการแพทย์ และสร้างให้เกิดบรรยากาศที่ดีในโรงพยาบาลต่อไป

นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ รองประธานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา กล่าวว่า บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของงานอาสาสมัคร คือการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการรักษาแก่ผู้ป่วยและญาติ รวมถึงการถอดบทเรียนการปฏิบัติงาน เพื่อสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางปฏิบัติร่วมกันกับโรงพยาบาล ซึ่งการขับเคลื่อนระบบการบริหารจัดการอาสาสมัครในโรงพยาบาล มีแนวทางที่สำคัญ 3 ด้าน 1.เปิดรับอาสาสมัคร ต้องมีระบบการคัดกรองผู้สมัครเพื่อให้ได้ผู้ที่มีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจมาร่วมปฏิบัติงาน 2.เตรียมความพร้อมอาสาสมัคร ผ่านการฝึกอบรมทักษะการรับฟังและทักษะการสื่อสารเพื่อสานสัมพันธ์ 3.พัฒนาให้เกิดแกนนำอาสาสมัคร เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับอาสาสมัครหน้าใหม่ และช่วยประสานงานกับทางโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด

“การจัดเวที Showcase งานอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาลในครั้งนี้ จะมุ่งนำเสนอผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการขยายผลงานอาสาสมัครไปสู่โรงพยาบาลในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมูลนิธิฯ มีองค์ความรู้และระบบสนับสนุนที่เกิดจากการปฏิบัติจากโรงพยาบาลต้นแบบ 7 แห่ง ได้แก่ 1.สถาบันประสาทวิทยา 2.โรงพยาบาลราชวิถี 3.โรงพยาบาล ตากสิน 4.โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี 5.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ 6.โรงพยาบาลรามาธิบดี 7.โรงพยาบาลวชิรพยาบาล สำหรับหน่วยงานที่สนใจนำระบบอาสาสมัครไปใช้ในองค์กร สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://budnet.org/” นายวีรพงษ์ กล่าว

นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท ประธานคณะทำงานจิตอาสา สถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า สถาบันประสาทวิทยาเป็นต้นแบบในการนำระบบอาสาสมัครเข้ามาสนับสนุนภารกิจดูแลผู้ป่วย นำร่องในกลุ่มงานบริการผู้ป่วยนอก มีการจัดตั้งคณะทำงานจิตอาสา เพื่อการบูรณาการความร่วมมือการทำงานกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในการออกแบบระบบและขั้นตอนการอำนวยความสะดวกผู้ป่วยอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งผลลัพธ์จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผู้ใช้บริการโรงพยาบาลมีความพึงพอใจต่องานบริการผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นจาก 87.2% ในปี 2563 เป็น 93.73% ในปี 2567 ที่สำคัญ ยังพบว่าข้อร้องเรียนด้านบริการลดลงจาก 118 เรื่อง จากปี 2562 เหลือ 59 เรื่องในปี 2566 ความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้นและจำนวนข้อร้องเรียนที่ลดลง สะท้อนความสำเร็จในการบูรณาการความรับผิดชอบและความช่วยเหลือผู้ป่วยในโรงพยาบาลร่วมกันกับอาสาสมัครอย่างเป็นระบบและเข้มแข็ง
น.ส.แพรวา เอื้องโชคชัย อาสาสมัครอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล กล่าวว่าปกติผู้ป่วยต้องรู้สึกทรมานและเจ็บปวดทางกายอยู่แล้ว เมื่อเดินทางมาโรงพยาบาลและไม่มีคนคอยแนะนำว่าต้องเริ่มต้นทำอย่างไร อาจทำให้รู้สึกไม่มีกำลังใจในการอยากเข้ารับการรักษา จุดนี้เลยทำให้ตัวเองอยากเป็นอาสาสมัคร เพราะถึงแม้จะช่วยให้ผู้ป่วยหายเจ็บป่วยทางกายไม่ได้ แต่สามารถช่วยดูแลทางใจได้ อาสาสมัครทุกคนพร้อมที่จะคอยช่วยเหลือคนป่วยให้ได้รับบริการที่สะดวกที่สุด และช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้เต็มประสิทธิภาพ การได้มาทำงานอาสาสมัครช่วยพัฒนาจิตใจของตัวเองด้วยกระบวนการสุขภาวะทางปัญญา ช่วยให้มีความรับผิดชอบต่อตัวเองและคนในสังคมเพิ่มมากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เด็กไทย 72.6% ใช้จอเกิน 1 ชม. รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” มอบ สสส. สรุปบทเรียน "ลดเวลาหน้าจอ" ต้องบูรณาการออกกฎเหล็กคุมเข้มอนาคตชาติ
วันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในการประชุมกรรมการกองทุนฯ ครั้งที่ 5/2569 ว่า จากการที่ สสส. ดำเนินงานเพื่อป้องกันภัยออนไลน์ พบว่า คนไทยเฉลี่ย 93.10%
“อายุยืนแต่อย่าป่วยนาน” สังคมสูงวัยรอบรู้คู่สุขภาพ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หากเป็นคำถามสำคัญว่า คนไทยจะสามารถใช้ชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีคุณภาพเพียงใด เ
“20 ปี กับการส่งเสริมสุขภาวะมุสลิม” จุฬาราชมนตรี-สสส. เดินหน้าผนึกกำลัง MOU สานต่อยอดความสำเร็จ มัสยิดปลอดบุหรี่ 847 แห่ง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 มิ.ย.69 ที่โรงแรมอัล มีรอซ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ สำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานประชุมวิชาการ “การส่งเสริมสุขภาวะมุสลิมในประเทศไทย” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)
รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” ปลื้ม 2 แนวคิด “ชุมชนนำ” - “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ของ สสส.-ภาคีเครือข่าย ได้ผล ช่วยสร้างนิเวศการเติบโตของเด็กเข้มแข็ง
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มิ.ย. 2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ”
“รองนายกฯทรงศักดิ์” ปลื้ม 2 แนวคิด “ชุมชนนำ” - “เลี้ยงเด็กหนึ่งคนใช้คนทั้งหมู่บ้าน” ของ สสส.และภาคีเครือข่ายได้ผล ช่วยสร้างนิเวศการเติบโตของเด็กเข้มแข็ง มีเด็ก-ครอบครัวได้รับประโยชน์ 14,730 คน เด็กมีความสุขเพิ่มขึ้น 73.95 %
วันที่ 16 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมทีเคพาเลซ แอนด์คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีสื่อสารสาธารณะ “ครอบครัวยิ้ม” ภายใต้แนวคิด “ชุมชนนำ” และ “เลี้ยงเด็ก 1 คน ใช้คนทั้งหมู่บ้าน”
เด็กไทยป่วยโรค EVALI พุ่งจากบุหรี่ไฟฟ้า เร่งออกกม.กำหนดอายุเสพนิโคตินเด็ดขาด
แม้ประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 41 ประเทศของโลกที่ประกาศห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด แต่ในความเป็นจริง บุหรี่ไฟฟ้ากลับยังคงแพร่ระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

