สิทธิมนุษยชน

สิ่งที่คิดว่าไม่ได้เห็น ก็ได้เห็นครับ

พรรคส้มถูกวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนยับ!

คนวิจารณ์ใช่อื่นไกล ก็คนกันเองนั่นแหละครับ

“เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์” ผู้ต้องหาคดี ม.๑๑๒  ตอนนี้ลี้ภัยที่อเมริกา วิพากษ์ทัศนคติของ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” ดีกรีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน จนแทบจะต้องแทรกแผ่นดินหนีเลยครับ

ทั้งรุนแรง ไม่ให้ค่า ราวกับ “วีระยุทธ” เป็นเด็กอมมือ

ที่สำคัญเหมือนเหยียบหน้าพรรคส้มทั้งพรรค

“เพนกวิน” โพสต์ข้อความไว้ว่า

“...สิทธิมนุษยชนเป็นเสน่ห์ของพรรคส้มมาตั้งแต่ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคส้มแตกต่างจากพรรคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คำสัมภาษณ์ล่าสุดของอาจารย์ต้น วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในทำนองว่าสิทธิมนุษยชนกับการพัฒนาเป็นคู่ตรงข้ามกันนั้น แสดงให้เห็นถึงทัศนคติต่อสิทธิมนุษยชนที่แย่มากๆ เป็นคำพูดที่พวกผู้นำเผด็จการประเทศอื่นๆ (รวมถึงประเทศไทยด้วย) ทั้งในอดีตและปัจจุบันชอบพูดกัน

หากคำสัมภาษณ์นี้เกิดจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ขอให้อาจารย์ต้นไปพูดคุยปรึกษาสายสิทธิมนุษยชนในพรรคเสียบ้าง คนเหล่านี้มีผลงานการทำงานด้านสิทธิเสรีภาพที่น่านับถือ แต่ถ้านี่คือความจงใจของพรรคที่จะละเลยเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อไปเน้นเรื่องนโยบายการพัฒนาอย่างเดียว ก็ขอเตือนว่าคุณกำลังคิดผิดมหันต์เพราะ

๑.เรื่องสิทธิมนุษยชนกับเรื่องการพัฒนาไม่ได้ขัดแย้งเป็นศัตรูหรือต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแต่เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่กัน การพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนไม่อาจจะยั่งยืนได้ในระยะยาว การใส่ใจสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่องการมองการณ์ไกลด้วย

๒.อย่างที่ว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปการเมืองเป็นจุดแข็งของพรรคส้มมาตลอด ถ้าคิดจะสละเรื่องนี้แล้วไปแข่งเรื่องการพัฒนากับพรรคอื่น คุณคิดว่าความน่าเชื่อถือที่ตัวเองมีในด้านนี้จะเทียบเท่าพรรคอื่นที่เขาเคยมีผลงานเป็นรูปธรรมในอดีตได้ขนาดไหนหรือ เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคส้มมีความจำเป็นจะต้องพัฒนานโยบายทางเศรษฐกิจที่เฉียบคมมาแข่งกับพรรคอื่นให้ได้ แต่ผมคิดว่านั่นไม่ควรจะเป็นเหตุแห่งการลดความสำคัญของสิ่งที่เป็นจุดแข็งของตัวเองมาแต่เดิมอยู่แล้ว

ถ้าความคิดเห็นของผมจะปรากฏผ่านตาผู้นำพรรค โดยเฉพาะตัวอาจารย์ต้นเอง (ซึ่งผมไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว) ก็ขอโปรดได้พิจารณา ที่เขียนมานี้ก็เพื่อประโยชน์ของพรรคเอง...”

ว่าไปงานนี้ถือว่า “วีระยุทธ” พลาด เพราะสหประชาชาติมองว่าสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาเป็นเรื่องเดียวกัน

หลักการของยูเอ็นคือ การพัฒนาที่แท้จริงต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ประกาศรับรองปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม

แต่ก็พลาดแค่ครึ่งเดียว

ยูเอ็นมองแบบนั้นจริงๆ แต่ในทางปฏิบัติสมาชิกยูเอ็น ฉีกปฏิญญานี้กันเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะประเทศที่เอะอะก็อ้างสิทธิมนุษยชนอย่างอเมริกาและยุโรป ที่ "เพนกวิน" ลี้ภัยอยู่นั่นแหละครับ

ประเทศเหล่านี้ใช้สิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

อ้างสิทธิมนุษยชนรังแกชาติที่ด้อยกว่า

รวมทั้งบิดเบือนเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

กรณีอเมริกาถูกจับได้ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า อ้างสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาเอง

ตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว Human Rights Watch รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ละเว้นในส่วนสำคัญ และบิดเบือนกรณีการละเมิดสิทธิของบางประเทศ

ทำให้รายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเสื่อมความน่าเชื่อถือ และกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การทำลายความน่าเชื่อถือของรายงานนี้ ทำให้ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนตกอยู่ในความเสี่ยง ลดการคุ้มครองผู้ขอลี้ภัย และบั่นทอนการต่อสู้กับลัทธิเผด็จการทั่วโลก

รายงานนี้ละเว้นหลายหมวดหมู่การละเมิดสิทธิที่เคยมีในฉบับก่อน เช่น สิทธิสตรี ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้พิการ การทุจริตในรัฐบาล และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

นอกจากนี้รัฐบาลสหรัฐยังบิดเบือนบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาล ที่มีความสัมพันธ์หรือกำลังสร้างความสัมพันธ์ฉันมิตรกับสหรัฐอย่างร้ายแรง

ฮิวแมนไรต์วอตช์ระบุว่า หมวดและการละเมิดสิทธิที่ถูกละเว้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจแนวโน้มและสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก

เกี่ยวกับอิสราเอล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐไม่กล่าวถึงการบังคับย้ายถิ่นฐานชาวปาเลสไตน์ในกาซา

ไม่พูดถึงการใช้ความอดอยากเป็นอาวุธสงคราม และการจงใจตัดแหล่งน้ำ ไฟฟ้า เวชภัณฑ์ และสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิต ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงบ้าน โรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในกาซาส่วนใหญ่ โดยอิสราเอล ก็ถูกตัดออกจากรายงาน

รายงานสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ภายใต้พระราชบัญญัติความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐ

เพื่อให้แน่ใจว่ารัฐบาลสหรัฐ จะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลที่มี “รูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง"

แต่รัฐบาลทรัมป์กลับทำให้รายงานส่วนใหญ่กลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้ผู้นำเผด็จการดูดีขึ้น และลดทอนความร้ายแรงของการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในที่เหล่านั้น

นั่นคือข้อกล่าวหาที่ฮิวแมนไรต์วอตช์ตั้งให้รัฐบาลสหรัฐ

 โดยหลักการ สิทธิมนุษยชน คือการรับรองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีติดตัวมาตั้งแต่เกิดโดยเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะทางสังคม ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและกติกาสากล ซึ่งถือว่าถูกต้อง และมีความจำเป็นยิ่ง

แต่ช่วงหลังๆ มานี้ สิทธิมนุษยชนถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ กันเยอะมาก

ชาติที่อ้างว่าตัวเองพัฒนาแล้ว ก็จิ้มเอาว่าสิทธิมนุษยชนสำหรับใครต้องเป็นอย่างไร โดยไม่ดูบริบทของประเทศนั้นๆ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

อย่างไทยเราก็โดนเยอะครับ

เช่นกรณี ม.๑๑๒ นักสิทธิมนุษยชนไทยเทศมองว่า เป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

มองว่าบุคคลสาธารณะสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้

รวมทั้งมีการแทรกแซงอย่างลับๆ อ้างว่าต้องการให้ไทยมีความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ครับ...ที่บอกว่า “วีระยุทธ” พลาดครึ่งเดียว ก็พลาดตรงที่ไม่ยึดเอาความหมายของคำว่า สิทธิมนุษยชน ในแผ่นกระดาษ

อีกครึ่งที่ไม่พลาด “วีระยุทธ” มองสิทธิมนุษยชนในความเป็นจริง คือมันตรงข้ามกับการพัฒนาจริงๆ

อเมริกา ที่ “เพนกวิน” ลี้ภัยอยู่ สิทธิมนุษยชนกับการพัฒนายังไม่ไปด้วยกันเลยครับ

แถมยังถูกใช้เป็นเครื่องมือเสียอีก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รีบเลย 'เท้ง'

เร่เข้ามาครับ...ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอกรัฐบาลแล้ว "หัวหน้าเท้ง" บอกว่าเอาแน่ ในสมัยประชุมหน้า

เฟกนิวส์ระดับโลก

เอาเข้าไป เดี๋ยวนี้สำนักข่าวระดับโลกปล่อยเฟกนิวส์กับเขาด้วย นักวิชาเกินก็ไม่สนสี่สนแปด เอาไปวิจารณ์กันน้ำลายแตกฟอง

อย่าเล่นกับปืน

ไม่ควรเป็นเรื่องก็เป็นเรื่องครับ ตอนนี้ดรามา “ยิงโจรในบ้านก็ผิด” ลามเป็นไฟลามทุ่ง ทัวร์ลงนายกฯ อนุทินยิ่งกว่าทัวร์จีนผสมอินเดีย

ฟรีซข้าราชการ

ข่าวใหญ่ครับ รัฐบาลจะ “ฟรีซข้าราชการ” ไม่เพิ่มตำแหน่ง มีเท่าไหร่ก็เท่านั้น ข้อมูลล่าสุด ๑ เมษายน ๒๕๖๘ ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งสิ้น ๒,๘๗๕,๑๓๙ คน จำนวนนี้ไม่รวม พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว

คนละฝั่งกำแพง

ช่วงนี้ดุกันจริงครับ ยิงกันเป็นว่าเล่น ราวกับว่าติดคุกวันสองวันก็ออกมาดูโลกภายนอก ต่างคนต่างจิตต่างใจต่างเหตุผล แต่การเอาชีวิตผู้อื่นไม่ใช่เรื่องน่ายกย่อง ไม่ใช่ฮีโร่

ไม่เอาอะไรสักอย่าง

เราจะอยู่ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ได้อย่างไร เรื่องนี้หลายรัฐบาลทั่วโลกเขาคิดกันหนักมากนะครับ เพราะต่างก็ตระหนักเหมือนๆ กันว่า กติกาโลกที่มีอยู่มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว