หยุดเหล้า-หยุดพนัน หยุดความรุนแรงในบ้าน

ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่  “เรื่องในบ้าน” อย่างที่สังคมไทยคุ้นชิน หากแต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่กัดกินความมั่นคงของครอบครัว  ชุมชน และสังคมโดยรวม โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การพนัน และค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่ฝังรากลึก

ในโอกาสกิจกรรมยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล ประจำปี 2568 มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ภายใต้แนวคิด “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว”   ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ  นี้ เพื่อชวนสังคมหันกลับมาทบทวนบทบาทในครอบครัว ตั้งคำถามกับความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ และมองเห็นทางออกที่เริ่มต้นได้ทันทีจากในบ้านของเราเอง

ก่อนเริ่มกิจกรรม มีการแสดงละครเชิงสัญลักษณ์ “WE TO ME ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” ถ่ายทอดภาพชีวิตจริงของผู้หญิง  เด็ก และสมาชิกในบ้าน ที่ต้องแบกรับภาระงานบ้าน  การดูแลผู้ป่วย คนชรา โดยไม่ได้รับการมองเห็นหรือให้คุณค่า

งานบ้านที่ไม่ถูกนับว่าเป็นงาน คือรากของความไม่เท่าเทียม

ในสังคมไทย งานบ้านยังถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง แม่ หรือแม่บ้าน ทั้งที่เป็นงานดูแลชีวิต ดูแลความอยู่รอดของครอบครัว แต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทน ไม่ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นภาระที่มองไม่เห็น ความไม่เท่าเทียมนี้สะสมเป็นความเครียด ความอึดอัด และกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในชีวิตคู่

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในกรุงเทพฯ  และปริมณฑล 2,750 คน พบว่าสังคมไทยกำลังขยับทัศนคติไปข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยร้อยละ 81.6 มองว่าผู้ชายช่วยงานบ้านไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นเรื่องที่ควรภาคภูมิใจ และร้อยละ 89 เห็นว่าระบบการศึกษาควรปลูกฝังให้งานบ้านเป็นความรับผิดชอบของทุกคนตั้งแต่วัยเด็ก อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่เติบโตมากับภาพจำเดิม เห็นแม่หรือพี่สาวเป็นผู้ทำงานบ้าน และเชื่อว่าสุดท้ายผู้หญิงควรเป็นหลักในการดูแลบ้าน

ช่องว่างทางความคิดนี้เอง ที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ และเมื่อผนวกเข้ากับปัจจัยเสี่ยงอย่างสุราและการพนัน ความรุนแรงจึงปะทุขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดื่มสุรา จุดชนวนความรุนแรงในหลายมิติ

ข้อมูลการรวบรวมข่าวความรุนแรงในครอบครัวปี 2567 ของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สะท้อนสถานการณ์น่ากังวล มีข่าวความรุนแรงสูงถึง 1,529  ข่าว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 40 เปอร์เซ็นต์ โดยมีแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นถึงเกือบหนึ่งในสาม  และยาเสพติดอีกกว่าหนึ่งในสี่ รูปแบบความรุนแรงครอบคลุมตั้งแต่การทำร้ายร่างกาย การฆ่ากันในครอบครัว การฆ่าตัวตาย ไปจนถึงความรุนแรงทางเพศ

นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. ระบุว่า  ความรุนแรงในครอบครัวเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาวะของทุกคน หากไม่ป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะการลด ละ เลิกการดื่มสุราและสิ่งเสพติด ซึ่งเป็นตัวเร่งให้การใช้ความรุนแรงทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งยังนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม การสูญเสียทางเศรษฐกิจ และอุบัติเหตุบนท้องถนน

เมื่อแอลกอฮอล์เข้ามา บ้านที่ควรปลอดภัยกลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยง เด็กและเยาวชนเติบโตมากับความกลัว ขาดความมั่นคงทางใจ และซึมซับความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ขณะที่เพื่อนบ้านหรือชุมชนมักนิ่งเฉย เพราะยังยึดติดกับความคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัวนั้นๆ

เปลี่ยนเวลาวงเหล้า วงพนัน เป็นเวลาร่วมรับผิดชอบครอบครัว

แนวคิดสำคัญของการรณรงค์ครั้งนี้ คือการชวนให้สังคมมองเห็นว่า การแบ่งงานบ้านอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เพียงเรื่องความยุติธรรมทางเพศ แต่เป็นฐานสำคัญของความเคารพซึ่งกันและกัน ลดความขัดแย้ง และป้องกันความรุนแรงในครอบครัว

การดึงเวลาและพลังงานออกจากวงเหล้า วงพนัน กลับมาร่วมกันดูแลบ้าน ดูแลลูก และสมาชิกในครอบครัว คือการลงทุนที่คุ้มค่าและทำได้ทันที  งานบ้านจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นพื้นที่ฝึกทักษะชีวิต การสื่อสาร และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

เสียงจากแพทย์ห้องฉุกเฉิน เมื่อความรุนแรงไม่ได้จบที่บ้าน

พญ.ลลนา ก้องธรนินทร์ แพทย์ประจำห้องฉุกเฉิน สะท้อนภาพความจริงจากแนวหน้า ว่าความรุนแรงในครอบครัวจำนวนมากมาจบลงที่โรงพยาบาล ทั้งผู้บาดเจ็บและผู้ก่อเหตุ บางกรณีซับซ้อนจนเกินกำลังของบุคลากรทางการแพทย์ ต้องอาศัยการส่งต่อไปยังหน่วยงานสังคม ตำรวจ และเครือข่ายคุ้มครองผู้ถูกกระทำ

เธอย้ำว่างานบ้านคือทักษะชีวิต ไม่เกี่ยวกับเพศ  การปลูกฝังให้เด็กทุกคนช่วยงานบ้านตามวัย จะช่วยสร้างวินัย ความรับผิดชอบ และความรู้สึกเป็นทีมเดียวกัน บ้านที่เป็นระเบียบและมีการแบ่งปันหน้าที่ ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้สมาชิกทุกคน

การสื่อสารอย่างเคารพ คือเกราะป้องกันความรุนแรง

พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เสริมว่า ปัญหาความขัดแย้งเรื่องงานบ้านในชีวิตคู่ สามารถคลี่คลายได้ด้วยการสื่อสารอย่างไม่ตัดสิน ใช้ความเข้าใจ และบอกความต้องการอย่างตรงไปตรงมา เมื่อทุกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและได้รับการรับฟัง ความรุนแรงจะลดโอกาสเกิดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นายทสร บุณยเนตร Chief Creative Officer BBDO Bangkok เล่าถึงการทำงานรณรงค์ยุติความรุนแรงในครอบครัวตลอดกว่าสิบปี ว่าปัญหานี้ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน แต่จะไม่มีวันถูกแก้ไข หากคนในครอบครัวยังไม่ยอมรับว่าความรุนแรงคือปัญหาใหญ่ของสังคม

บทสรุปของการรณรงค์ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศ แต่คือการชวนสังคมหยุดวงจรความรุนแรงตั้งแต่ต้นทาง  หยุดเหล้า หยุดพนัน แบ่งงานบ้านอย่างเท่าเทียม และสร้างครอบครัวที่เคารพกันและกัน เพราะความปลอดภัยของสังคม เริ่มต้นได้จากบ้านทุกหลัง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โลกเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย ! ชี้ ไทยเข้าสู่งสังคมสูงวัยสมบูรณ์ ผู้สูงอายุทะลุ 14 ล้านคน ห่วงผู้ป่วยระยะประคับประคองล้นโรงพยาบาล

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีประชุมข้างเคียงของการ ประชุมนานาชาติรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2569 (Prince Mahidol Awards Conference หรือ PMAC 2026) ในหัวข้อ “เมื่อสังคมสูงวัย: การออกแบบระบบสุขภาพที่เคารพต่อชีวิต ความตาย ความหมาย และมิติด้านจิตวิญญาณของการดูแล” ว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง ขณะที่จำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สสส. สานพลัง 2 อำเภอต้นแบบ จ.สกลนคร หนุนพลังชุมชนล้อมรักษ์ เปิดเส้นทางฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดระยะยาว 1 ปี ดูแลด้วยใจไม่ให้กลับไปเสพซ้ำ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วม มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (มสวร) ลงพื้นที่อำเภอบ้านม่วง และอำเภอวานรนิวาสจังหวัดสกลนคร ร่วมกันขยายผลการขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ในระดับอำเภอ

ถอดบทเรียนเมืองปลอดควันจากฟิลิปปินส์ สู่ภารกิจใหญ่‘กทม.’มหานครปลอดบุหรี่

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมืองใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ปัญหาสุขภาพจากสิ่งแวดล้อมกลายเป็นโจทย์ท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม หนึ่งในภัยเงียบที่ฝังรากลึกและสร้างผลกระทบต่อประชาชนทุกช่วงวัย คือ

สสส.-กรมสุขภาพจิต ดัน ‘วิ่งกับลูก’ ครั้งที่ 4 เสริมใจเด็ก สร้างพลังครอบครัว

สสส.- กรมสุขภาพจิต หนุนพลังครอบครัว สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ผ่านกิจกรรม “วิ่งกับลูก ครั้งที่ 4” ส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนอย่างยั่งยืน