ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “Season Change” เชิงรุก จากงานวิจัยสู่พลังชุมชน รับมือวิกฤตภูมิอากาศ

โลกที่เราเคยคุ้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สภาพอากาศที่เคยคาดเดาได้กลับแปรปรวนรุนแรง ฤดูกาลไม่เป็นไปตามปฏิทินธรรมชาติ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Season Change” หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เหตุการณ์ “Rain Bomb” หรือฝนตกหนักฉับพลันในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่สร้างน้ำท่วมรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น คือภาพสะท้อนชัดเจนของโลกยุคใหม่ที่ภัยพิบัติไม่ได้ค่อยๆ มา แต่ “มาเร็ว มาแรง และคาดการณ์ยาก” ขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ของประเทศก็เผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก การกัดเซาะชายฝั่ง ปะการังฟอกขาว และมลพิษทางอากาศที่กระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้าง

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็น “วิกฤตสุขภาวะของสังคมไทย”

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงผนึกกำลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง และรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based Development) และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานวิชาการบนหิ้ง แต่คือการ “นำองค์ความรู้ลงสู่พื้นที่จริง” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า นี่คือการทำงานแบบ “Brand x Brand” ที่นำจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาเติมเต็มกัน 

จุฬาฯ มีความเข้มแข็งด้านงานวิจัยและนักวิชาการกว่า 3,000 คน

สกสว.ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระบบทุนวิจัยและนวัตกรรม

ขณะที่ สสส.ทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาชนและเครือข่ายชุมชน

เมื่อทั้ง 3 ส่วนเชื่อมโยงกัน จึงสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นพลังทางสังคมได้จริง

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขยะทะเลและไมโครพลาสติก ซึ่งมีข้อมูลว่าคนไทยอาจได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเฉลี่ยถึง 50,000 ชิ้นต่อคนต่อปี ผ่านอาหารทะเล น้ำดื่ม และสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อน ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ระบบฮอร์โมน และเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง

ขณะเดียวกัน พื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ของไทยถูกกัดเซาะยาวกว่า 823 กิโลเมตร สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และแหล่งทำกินของชุมชนชายทะเล รวมถึงสถานการณ์ปะการังฟอกขาวที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% ของพื้นที่ปะการังทั้งประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของระบบนิเวศทางทะเล

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า มนุษย์ใช้ทรัพยากรโลกเกินความจำเป็นมาเป็นเวลานาน การแก้ปัญหาจึงต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับ มาเป็นการจัดการเชิงรุก สร้างความตระหนักให้คนไทยรู้สึกเป็น “เจ้าของทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน” เพราะอากาศที่สะอาด สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องธรรมชาติ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของทุกคน

ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งดำเนินงาน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมด้านการจัดการทรัพยากรชายฝั่งและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บูรณาการองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนสังคม พัฒนาศักยภาพชุมชนให้จัดการทรัพยากรได้ด้วยตนเอง สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชน

หัวใจสำคัญคือ “การทำให้ชุมชนเป็นผู้ลงมือ ไม่ใช่เพียงผู้รับผลกระทบ”

หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้คือ การประยุกต์ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” ร่วมกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เช่น การปลูกป่าชายเลนเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดแรงคลื่น ดูดซับคาร์บอน เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และสร้างรายได้จากประมงพื้นบ้านไปพร้อมกัน

นี่คือแนวคิดของการแก้ปัญหาที่ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ซึ่งกำลังได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นวิธีรับมือโลกร้อนที่ยั่งยืนและคุ้มค่าที่สุด

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.จะทำหน้าที่เชื่อมโยงทุนวิจัย หน่วยบริหารจัดการทุน และหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการจัดการชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย พร้อมผลักดันให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริงในพื้นที่ และเชื่อมโยงกับเวทีโลก เช่น การประชุมรัฐภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP)

การทำงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาในประเทศ แต่คือการยกระดับบทบาทของไทยในความร่วมมือระดับโลก อย่างไรก็ตาม แม้หน่วยงานจะร่วมมือกันเข้มแข็งเพียงใด การแก้ปัญหา Climate Change จะไม่สำเร็จเลย หากขาด “พลังของประชาชน” เพราะต้นเหตุจำนวนมากเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การใช้พลาสติกเกินจำเป็น การบริโภคเกินพอดี การใช้ทรัพยากรโดยไม่ตระหนักถึงผลกระทบ

แนวคิดที่โครงการต้องการสื่อสารจึงเรียบง่าย แต่ทรงพลัง “Save Our Earth by Doing Small Acts with Big Impact” สิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ คือพลังยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้ทันที เช่น ลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว คัดแยกขยะก่อนทิ้ง เลือกบริโภคอย่างพอดี ปลูกต้นไม้หรือร่วมกิจกรรมฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในชุมชน สนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสังคม จะกลายเป็นพลังมหาศาลที่ช่วยลดแรงกดดันต่อโลก

ตลอดระยะเวลา 109 ปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์ความรู้ทางวิชาการได้ถูกพัฒนาเพื่อรับใช้สังคม วันนี้องค์ความรู้นั้นกำลังถูกนำมาใช้ตอบโจทย์ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือการรักษาสมดุลระหว่าง “การพัฒนา” และ “การอยู่รอดของโลก”

Season Change จึงไม่ใช่เพียงคำอธิบายสภาพอากาศ แต่คือสัญญาณเตือนให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเอง

ความร่วมมือของทั้ง 3 องค์กร คือก้าวสำคัญในการวางระบบรับมืออย่างจริงจัง แต่อนาคตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของคนไทยทุกคน

โลกไม่ได้ต้องการฮีโร่เพียงไม่กี่คน แต่ต้องการ “การลงมือของเราทุกคน ในทุกวัน” เพราะอนาคตของสิ่งแวดล้อม คืออนาคตของสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของลูกหลานไทย และการเปลี่ยนแปลง… เริ่มได้จากสิ่งเล็กๆ ที่เราทำวันนี้เอง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน แค่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ

โฆษกรัฐบาล โต้ปมเงินเหล้า–บุหรี่ ย้ำไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน–ตัดภารกิจ แต่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ ชี้ร่างกฎหมายยังไม่บังคับใช้ มุ่งโปร่งใส–วินัยการคลัง

ไม่เข้าใจหรือตั้งใจบิดเบือน! 'เอกภพ' ซัดกลุ่มค้านแก้กฎหมายดึงภาษีบาปเข้าคลัง

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงกรณี ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ กรรมการแพทยสภา เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง 4 กองทุนรัฐ "ThaiPBS-สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ" โดยยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบเข้ากองทุนโดยตรง