สถานการณ์ด้านอาหารของจังหวัดนนทบุรีกำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลล่าสุดจากสภานโยบายอาหารนนทบุรีสะท้อนภาพ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งการลดลงของพื้นที่เกษตรอย่างรวดเร็ว การปนเปื้อนสารเคมีในอาหาร และผลกระทบเชิงสุขภาพที่กำลังลุกลามสู่คนเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตัวเลขเชิงประจักษ์ชี้ชัดว่า พื้นที่เกษตรของนนทบุรีเหลือสัดส่วนทางเศรษฐกิจเพียง 1.38% เท่านั้น และพื้นที่ผลิตอาหารลดลงถึงร้อยละ 19.7 ในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการขยายตัวของเมืองและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่รุกคืบเข้าสู่พื้นที่เกษตรดั้งเดิมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แหล่งผลิตอาหารใกล้เมืองค่อยๆ หายไป
ในขณะเดียวกัน ปัญหาคุณภาพอาหารกลับยิ่งน่ากังวลมากขึ้น ผลการสำรวจพบสารเคมีตกค้างในผักและผลไม้ในระดับสูงเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะ “ผักกะเพรา” ที่พบการปนเปื้อนสูงถึง 94% และ “ส้ม” อยู่ที่ 82% สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่แฝงอยู่ในอาหารที่ผู้บริโภคกินในชีวิตประจำวัน

ผลกระทบของปัญหาดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องอาหาร แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์สุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย และในพื้นที่นนทบุรีเอง พบว่าประชากรเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากที่สุด รองลงมาคือ โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง
“อาหาร” ไม่ใช่แค่เรื่องกิน
ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับจังหวัดนนทบุรี และภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ และประชาชน ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อน “สภานโยบายอาหารนนทบุรี” ให้เป็นกลไกหลักในการยกระดับระบบอาหารทั้งจังหวัด
ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี และ 5 ปี ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำคือการผลิต กลางน้ำคือการแปรรูปและกระจายสินค้า ไปจนถึงปลายน้ำคือการบริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภค

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า ปัญหาอาหารปลอดภัยไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปรับพฤติกรรมของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องขับเคลื่อน “กลไกการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงทุกมิติ ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงสภาพแวดล้อมการเข้าถึงอาหารของคนเมือง
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคยังระบุว่า โรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 400,000 คนต่อปี หรือคิดเป็น 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ยิ่งตอกย้ำว่าระบบอาหารคือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
เมืองขยาย-เกษตรหด : สมดุลที่กำลังพัง
ภาพของนนทบุรีในวันนี้ คือจังหวัดปริมณฑลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เต็มไปด้วยหมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ แต่เบื้องหลังการพัฒนา กลับเป็นการหดตัวของพื้นที่เกษตรที่เคยเป็นแหล่งอาหารสำคัญ
ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน พื้นที่ปลูกข้าวลดลงจาก 102,340 ไร่ ในปี 2558 เหลือเพียง 82,146 ไร่ ในปี 2568 ขณะที่พื้นที่ปลูกผลไม้ลดลงจาก 10,361 ไร่ เหลือ 8,429 ไร่ และพื้นที่ปลูกผักลดลงจาก 3,442 ไร่ เหลือเพียง 2,383 ไร่
การลดลงของพื้นที่ผลิตอาหาร ไม่เพียงกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังทำให้เมืองต้องพึ่งพาอาหารจากแหล่งภายนอกมากขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทั้งด้านคุณภาพ ราคา และความปลอดภัย

นางระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ยอมรับว่า จังหวัดกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการขยายตัวของเมือง ความเปราะบางด้านอาหาร และปัญหาสุขภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
จาก “ฟาร์ม” ถึง “จานอาหาร” ต้องปลอดภัยทั้งระบบ

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนสภานโยบายอาหาร คือการสร้าง “ระบบอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่” ไม่ใช่แค่การตรวจสอบปลายทาง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางการผลิต
แนวทางดำเนินงานหลักถูกกำหนดไว้ 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความรอบรู้ด้านอาหารให้กับประชาชน การพัฒนาระบบเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย และการยกระดับระบบอาหารทั้งห่วงโซ่
ขณะเดียวกัน ยังมีการผลักดันมาตรการเชิงรูปธรรม เช่น การส่งเสริมอาหารปลอดภัยในโรงเรียน การพัฒนาตลาดเขียว การสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงตลาดที่เป็นธรรม และการจัดตั้งระบบเตือนภัยด้านอาหาร
เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนเมือง
“สภานโยบายอาหาร” กลไกใหม่ของการเปลี่ยนแปลง

นางวัลลภา แวนวิลเลียนส์วาร์ด คณะกรรมการที่ปรึกษาสภานโยบายอาหารนนทบุรี อธิบายว่า หลายประเทศทั่วโลกใช้ “สภานโยบายอาหาร” เป็นเครื่องมือรับมือกับวิกฤตอาหาร สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
สำหรับนนทบุรี กลไกนี้จะทำหน้าที่เป็น “พื้นที่กลาง” ที่ทุกภาคส่วนสามารถใช้ข้อมูล วิชาการ และหลักฐานเชิงประจักษ์ ร่วมกันกำหนดนโยบาย ออกแบบมาตรการ และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
ในระยะยาว แผนยุทธศาสตร์ 3 ปี และ 5 ปี จะช่วยสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย และเชื่อมโยงมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
ปั้นต้นแบบ 9 จังหวัด สู่ความมั่นคงอาหารระดับประเทศ
การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นนทบุรี แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับประเทศที่กำหนดจังหวัดนำร่อง 9 แห่ง ได้แก่ เชียงราย อุตรดิตถ์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ อุบลราชธานี พัทลุง สงขลา นครปฐม และนนทบุรี
เป้าหมายคือการสร้างต้นแบบ “ระบบอาหารสุขภาวะ” ที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันนนทบุรีมีเกษตรกรกว่า 10,000 ราย แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ทำเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง
การเพิ่มสัดส่วนเกษตรอินทรีย์ให้ได้อย่างน้อย 10% จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน
ทางรอดของคนเมือง อยู่ที่ “การเปลี่ยนทั้งระบบ”

ทพญ.จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ชี้ว่า การขับเคลื่อนระบบอาหารในระดับจังหวัด คือการวางรากฐานสำคัญของประเทศ เพราะช่วยให้เกิดแหล่งผลิตอาหารที่ตรวจสอบได้ ลดการพึ่งพาระบบอาหารที่ซับซ้อน และเสริมความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
ขณะเดียวกันยังช่วยปรับโครงสร้างตลาดอาหารให้เอื้อต่อสุขภาพ สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และยกระดับความรู้ของผู้บริโภค
วิกฤตที่ต้องเร่งแก้ ก่อนสายเกินไป
ภาพรวมของสถานการณ์ในนนทบุรีสะท้อนให้เห็นว่า “ระบบอาหาร” ไม่ใช่เพียงเรื่องของการกินอยู่ แต่เป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงชีวิตคนเมืองในทุกมิติ เมื่อพื้นที่เกษตรลดลง อาหารปนเปื้อนเพิ่มขึ้น และโรค NCDs คร่าชีวิตผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ความหวังจึงอยู่ที่การขับเคลื่อนเชิงระบบ ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ “ปลอดภัย เป็นธรรม และยั่งยืน” อย่างแท้จริง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว อาหารทุกคำที่เข้าสู่ร่างกาย ไม่ได้เป็นเพียงพลังงาน แต่คือปัจจัยกำหนดสุขภาพ คุณภาพชีวิต และอนาคตของสังคมไทยทั้งประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เชียงใหม่' ตัดวงจรผู้ป่วยเสพยาติดซ้ำ ผนึกท้องถิ่น 'ล็อก 1 ปี' ดูแลต่อเนื่อง
สสส. ผนึกท้องถิ่น ชู 9 อำเภอต้นแบบ “ชุมชนล้อมรักษ์” จ.เชียงใหม่ “ล็อก 1 ปี” ป้องกัน – บำบัด ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดต่อเนื่อง ตัดวงจรหวนคืนกลับมาเสพซ้ำ ล้างความรุนแรงมุ่งสร้างชุมชนปลอดภัยเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน
ปลุกพลังเยาวชน..เปลี่ยนอนาคตท้องถิ่น 7,800อปท.ออกต้นแบบสร้างสุขภาวะ
ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กและเยาวชนไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย ทั้งภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า การพนันออนไลน์ ปัญหาสุขภาพจิต และแรงกดดันทางสังคม
9 องค์กรต้นแบบ เอื้อคนทำงานสุขภาวะจิตดี
สสส.และภาคีเครือข่าย มอบรางวัล “9 องค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต” (Thai Mind Awards 2026) เปลี่ยนที่ทำงานเป็นพื้นที่แห่งความสุขความปลอดภัยต่อจิตใจ
4 ปี “หมอกระต่าย” กับบทเรียนบนท้องถนน อย่าปล่อยให้ทางม้าลาย...เป็นพื้นที่เสี่ยง
เสียงสะท้อนจากเหตุการณ์สะเทือนใจเมื่อ 4 ปีก่อน ยังคงดังก้องอยู่ในสังคมไทย เหตุการณ์การเสียชีวิตของ พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือ “หมอกระต่าย” จักษุแพทย์สาว
คนเมืองสุขภาวะดี! สสส. นำทีม 19 ภาคี สานพลัง ปั้น “ย่านสุขภาวะสร้างสรรค์”
วันที่ 6 มี.ค.2569 ที่ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อน "ย่านสุขภาวะสร้างสรรค์" 19 ภาคี นำโดย สสส. มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน และภาคีเครือข่ายองค์กรโดยรอบ จัดกิจกรรม “เวทีสานพลังขับเคลื่อนย่านสุขภาวะสร้างสรรค์” เพื่อสรุปผลการดำเนินงานและวางทิศทางยกระดับคุณภาพชีวิต 3 ชุมชนละแวกบ้านรอบ สสส.
สสส. จับมือ Rocket Media Lab เปิดรายงานข้อมูลเยาวชนกับปัญหายาเสพติด ชี้คดีเสพพุ่งสูง 77.44% เตือน “ยาบ้า-กัญชา-กระท่อม” เข้าถึงง่ายหลังปลดล็อก
นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์ยาเสพติดในเด็กและเยาวชนปัจจุบันถือเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลและสถิติ


