
โอมาร์ เบร์ราดา ซีอีโอของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาเผยว่า สโมสรเริ่มเห็นผลกระทบเชิงบวกทางการเงิน จากมาตรการปรับโครงสร้าง และลดพนักงานที่ทำไปก่อนหน้านี้
มีการเปิดเผยตัวเลขล่าสุดชี้ชัดว่า “ปีศาจแดง” ฟันกำไรเพิ่มขึ้น แม้รายได้รวมจะลดลงก็ตาม แต่ซีอีโอของทีมก็ออกมายอมรับกลายๆ ว่าการกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก คือเรื่องจำเป็นที่สุดในเวลานี้
แม้ฤดูกาลนี้ “ปีศาจแดง” จะไม่มีฟุตบอลยุโรปให้เล่น แต่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ สโมสรทำกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 32.6 ล้านปอนด์
โดย ตัวเลขดังกล่าวถ้านำไปเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 3.9 ล้านปอนด์ เฉพาะไตรมาสล่าสุด ตัวเลขกำไรอยู่ที่ 19.6 ล้านปอนด์ จากที่ปีก่อนช่วงเดียวกันทำได้แค่ 3.1 ล้านปอนด์
ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจาก เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ เจ้าของหุ้นส่วนน้อย เข้ามาดูแลแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ รวมถึงโครงการลดจำนวนพนักงาน โดยสโมสรระบุชัดว่า กำลังเห็น “ผลลัพธ์เชิงบวกจากการลดต้นทุนและลดจำนวนบุคลากรที่เริ่มดำเนินการไปเมื่อปีก่อน”
อย่างไรก็ตาม รายได้รวมไตรมาสสองอยู่ที่ 190.3 ล้านปอนด์ ลดลงจาก 198.7 ล้านปอนด์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้เชิงพาณิชย์ลดจาก 85.1 ล้าน เหลือ 78.5 ล้านปอนด์ รายได้วันแข่งขันลดจาก 52 ล้าน เหลือ 49.5 ล้านปอนด์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฤดูกาลนี้ไม่มีรายได้จากแชมเปี้ยนส์ลีกเข้ามาช่วยเสริมงบ
ดังนั้น ภารกิจสำคัญของยูไนเต็ดคือ การกลับไปติดท็อปโฟร์เพื่อคว้าตั๋วลุยเวทียุโรปใบใหญ่ในซีซั่นหน้า เพราะแค่การเล่นรอบลีกเฟสของแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้ สโมสรจากอังกฤษแต่ละทีมรับเงินกันระหว่าง 73-86 ล้านปอนด์เลยทีเดียว
แม้ภาพรวมกำไรจะดีขึ้น แต่ยูไนเต็ดยังแบกหนี้ก้อนโต 650 ล้านดอลลาร์จากยุคตระกูลเกลเซอร์ และยอดกู้ยืมระยะสั้นก็เพิ่มขึ้นเป็น 295.7 ล้านปอนด์
“ตอนนี้เราเริ่มเห็นผลกระทบทางการเงินเชิงบวกจากการเปลี่ยนแปลงนอกสนาม ทั้งในเรื่องต้นทุนและความสามารถในการทำกำไร เรายังคงยึดแนวทาง ‘ฟุตบอลต้องมาก่อน’ และลงทุนกับทั้งทีมชายและทีมหญิงชุดใหญ่” เบร์ราดา กล่าว
“ผลงานในสนามตอนนี้ ทีมชายอยู่อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก ส่วนทีมหญิงอยู่อันดับ 2 และเข้าชิงลีกคัพ รวมถึงผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายยูฟ่า วีเมนส์ แชมเปี้ยนส์ลีก”
“ผลประกอบการวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งพื้นฐานของธุรกิจเรา ขณะที่เรายังคงเดินหน้าผลักดันผลงานฟุตบอลให้ดีที่สุด” ซีอีโอ แมนฯ ยูไนเต็ด ปิดท้าย

