ดีเอสไอ ออกหมายเรียก น้องชายเสี่ยตือคอสโม่ เบื้องหลังตัวจริงรับประโยชน์จากการค้าน้ำมันของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ให้รับทราบข้อหาปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง-ขายเกินราคา จันทร์ 8 มิ.ย.69 พร้อมเช็กบิล 6 โรงกลั่นยักษ์ใหญ่ ความผิดฐานขนส่ง-ปกปิดข้อมูลใบกำกับขนส่งน้ำมันทางเรือไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ออกหมายเรียกให้รับทราบข้อหา 11-12 มิ.ย.69
30 พฤษภาคม 2569 - สืบเนื่องจากข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นเรื่องสืบสวน และมีบางส่วนรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย กรณีหากพบการกระทำผิดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษออกหมายเรียกผู้ต้องหารับทราบข้อกล่าวหา ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 30 พ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความคืบหน้าคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ กรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินหน้ากวาดล้างขบวนการนี้อย่างเด็ดขาด โดยแหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการดำเนินคดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีการปลอมปนน้ำมันที่เกิดขึ้น ณ คลังน้ำมัน อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับ บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเลียมเทรดดิ้ง จำกัด พร้อมด้วยกรรมการบริษัทไปแล้ว ในฐานความผิดร่วมกันกระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้น
ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 29 พ.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่นายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี ซึ่งเป็นน้องชายของนายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือเสี่ยตือ คอสโม่ ให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในความผิดฐานร่วมกันเป็นผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 10 กระทำการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันทำให้ลักษณะหรือคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงแตกต่างไปจากที่อธิบดีประกาศกำหนดหรือให้ความเห็นชอบตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง เพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยกำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันจันทร์ที่ 8 มิ.ย.69
แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยว่า ระหว่างที่มีการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการสอบสวนปากคำพยานสำคัญหลายราย จนได้มีการดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาแก่บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ในฐานะนิติบุคคล และแจ้งข้อหาแก่กรรมการบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จังหวัดอ่างทอง ไปแล้ว 1 ราย ตามข้อกล่าวหาการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงและการขายน้ำมันเกินราคา ส่วนกรณีที่ขยายผลและเตรียมดำเนินคดีกับนายสุรัตน์ สุขเจริญไกรศรี เนื่องด้วยพยานหลักฐานสำคัญบ่งชี้ว่าแม้ไม่ปรากฏชื่อในโครงสร้างของกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัท แต่กลับมีเส้นทางการเงินเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัท และเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังจัดการธุรกิจทั้งหมด
แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า สำหรับการตรวจสอบกรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (โรงกลั่น 6 แห่งในประเทศไทย) ที่ไม่มีการกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน 8 ข้อสำคัญ ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่าจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญนั้น ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีการตรวจสอบขยายผลอย่างต่อเนื่อง จากการร้องทุกข์กล่าวโทษของทีมงานสุดซอยและกรมธุรกิจพลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ได้เข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับโรงกลั่นน้ำมัน จำนวน 6 แห่ง ในข้อหาทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา (กรณีไม่ลงรายการสถานที่ส่งน้ำมันในใบกำกับการขนส่ง จำนวน 166 ใบ)
ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งเป็นนิติบุคคลระดับมหาชนทั้ง 6 บริษัท เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาฐานเป็นผู้ค้าน้ำมันทำการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 โดยได้นัดหมายให้โรงกลั่นเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาในระหว่างวันที่ 11 – 12 มิ.ย.69 ซึ่งการดำเนินการขยายผลอย่างเด็ดขาดนี้ของดีเอสไอ ถือเป็นมาตรการสำคัญในการจัดระเบียบและปราบปรามขบวนการทุจริตในวงการน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายรัฐบาล
สำหรับ 6 โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา มีดังนี้ 1.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน): Thaioil (TOP) 2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน): GC (PTTGC) 3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน): IRPC 4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): Bangchak (BCP) 5.บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน): Bangchak Sriracha (BSRC) และ 6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน): Star Petroleum (SPRC)
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานเพิ่มเติมผลการประชุมของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมีนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. เป็นประธานคณะกรรมการตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการประชุมครั้งที่ 2 กันไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค.69 โดยรายงานข่าว เปิดเผยว่า ประธานคณะกรรมการได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก 2 คณะ โดยคณะอนุกรรมการชุดแรกจะดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมข้อมูล รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลว่าในเรื่องของการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการก่อนและหลังอย่างไรบ้าง
ส่วนคณะอนุกรรมการอีกหนึ่งชุดจะดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของบุคคลที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจากนี้ไปไม่เกิน 1 เดือนจะมีผลรายงานไปยังนายกรัฐมนตรีรับทราบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดดังกล่าว จะมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมาร่วมบูรณาการข้อมูลกว่า 30 เจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ทั้งนี้ ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงาน ตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีหน้าที่จะต้องเสนอมาตรการป้องกันและชี้ว่าบุคคลใดมีการกระทำสุ่มเสี่ยงในเรื่องของการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือมีใครเพิกเฉย หรือสนับสนุน เพื่อเอื้อต่อการแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงที่คนไทยประสบวิกฤติขาดแคลน แต่อย่างไรแล้วจะต้องดูพยานหลักฐานที่ได้มาจากการรวบรวมข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้าน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทนาย 'โค้ชเจมส์' โวย 'ดีเอสไอ' ชิงออกหมายจับคดี Forex ทั้งที่นัดชี้แจง 24 ก.ค. ไม่ได้หลบหนี
ทนาย “โค้ชเจมส์” ร้องขอความเป็นธรรม หลังดีเอสไอชิงออกหมายจับคดี Forex ทั้งที่นัดเข้าชี้แจง 24 ก.ค. ยันลูกความบินกลับจากดูไบหลังรู้ข่าว ไม่ได้หนี-ประสานมอบตัวคาสนามบิน พร้อมสู้คดีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา หวั่นซ้ำรอย “ดีเจแมน-ใบเตย” ยกฟ้องแต่ต้องติดคุกฟรีนับปี
ดีเอสไอ รวบ 'โค้ชเจมส์' คาสุวรรณภูมิ เอี่ยวคดี Forex
"ดีเอสไอ" คุมตัว "โค้ชเจมส์" ผู้ต้องหาหมายจับคดี Forex จากสนามบินสุวรรณภูมิ เข้าสอบปากคำ หลังเจ้าตัวบินกลับจากดูไบเข้าไทยเช้าวันนี้ ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 2 ราย ส่วน "ภาวุธ" และพวกรวม 22 ราย” ศาลให้ดีเอสไอออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 ด้านทนายส่วนตัว
833ล้านโยงภาวุธ ออกหมายเรียกได้
"ดีเอสไอ" ยันหลักฐานแน่น ขอศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหากลุ่มแรกคดีซื้อขาย Forex ผิด "พ.ร.บ.คอมพ์-ฉ้อโกงประชาชน
'ชนนพัฒฐ์' ดอดพบดีเอสไอ ให้ปากคำคดีเว็บพนัน หลังปิดสมัยประชุมสภาฯ
สส.ชนนพัฒฐ์ ดอดเข้ารับทราบข้อหาดีเอสไอ อั้งยี่-องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากมูลฐานคดีเว็บพนัน ด้านพนักงานสอบสวน ยืนยัน ภายหลังเจ้าตัวเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ต้องสอบสวนปากคำเพิ่มเติมตามประเด็นทางคดี
'ภาวุธ' บุกดีเอสไอ ยืนยันไม่หลบหนี โต้เอี่ยวเส้นเงิน 800 ล้าน ถามตัวเลขมาจากไหน
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เปิดเผยเมื่อช่วงเช้าที่ทำเนียบรัฐบาล ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ เตรียมรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในคดี จำนวน 30 หมาย
ศาลไม่อนุมัติออกหมายจับ 'สส.ภาวุธ' กับอีก 22 ราย ชี้ยังอยู่ในวิสัยออกหมายเรียกได้
ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีรายงานว่า วันนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอนำพยานหลักฐานพร้อมคำร้องมายื่นขอศาลออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี Forex จำนวน 24 หมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นมีชื่อของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมอยู่ด้วย

