
3 มิ.ย.2569- นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
ช่วงเวลาที่ถูก “กิโยติน” สมัยใหม่อย่างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญประหารชีวิตทางการเมืองไปสิบปี ทำให้ผมมีเวลากลับมาอ่าน/เขียน งานหนักๆอย่างจริงจังมากขึ้น นอกจากงานเขียนที่ว่าด้วยทฤษฎีพรรคแล้ว ผมก็กลับมารื้อฟื้นทฤษฎีรัฐด้วย
ตอนนี้ กำลังวิเคราะห์ระบอบที่กำลังก่อรูปอยู่นับแต่หลังเลือกตั้ง 62/66/69 (ผมไม่ชอบคำว่า “ระบอบสีน่ำเงิน” เท่าไรนัก แม้เป็นคำที่ทำให้นักการเมืองจำนวนมากดิ้นกันเป็นแถบ แต่ก็ไม่ได้สื่อความหมายมากนัก เหมาะเป็นศัพท์ที่ติดหูติดปากติดตลาดในแวดวงสื่อมวลชนและทั่วไปมากกว่า)
โดยผมนำความคิดของ Gramsci/Poulantzas มาประยุกต์ใช้ ลากให้เข้ากับบริบทไทย
ไม่เพียงเพราะว่าปีนี้ เป็นปีครบรอบ 90 ปีชาตกาลของ Poulantzas เท่านั้น แต่ด้วยสถานการณ์การเมืองไทยและแนวโน้มของหลากหลายประเทศทั่วโลก ที่อาการของโรค “ประชาธิปไตยเสื่อมถอย” กำลังสำแดงอย่างถ้วนทั่ว ดังนั้น เราควรกลับมาอ่านงานของ Nicos Poulantzas ใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเล่มสุดท้ายของเขาก่อนอัติวินิบาตกรรม นั่นคือ L’État, Le pouvoir, Le socialisme (ขอเรียกโดยย่อว่า EPS)
ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง เผยแพร่เมื่อตอนปลายปี 2564
ขอนำมาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้ง
ตอนหน้า จะอธิบายถึงความคิดของ Poulantzas เรื่อง L’Étatisme autoritaire และจะลองนำความคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับการเมืองไทย
.
[“รัฐ” ในความคิดของ Nicos Poulantzas]
Nicos Poulantzas ปรัชญาเมธีชาวกรีก-ฝรั่งเศส ได้สรุปแนวคิดเรื่อง “รัฐ” ไว้ใน “L’Etat, le pouvoir, le socialisme” (1978) ผลงานชื่นสุดท้ายก่อนที่เขาอัตวินิบาตกรรมในวันที่ 3 ตุลาคม 1979
เขาเสนอ “ทฤษฏีความเป็นอิสระเชิงสัมพัทธ์ของรัฐ” (l’autonomie relative de l’Etat) ว่า รัฐมีความเป็นอิสระเชิงสัมพัทธ์กับชนชั้นปกครอง รัฐทุนนิยมเป็นอิสระจากผลประโยชน์ของชนชั้นกระฎุมพี แต่เป็นอิสระเชิงสัมพัทธ์เท่านั้น ไม่ใช่อิสระอย่างสัมบูรณ์
ในระบบทุนนิยม แม้นว่ารัฐ คือ รัฐของชนชั้น แต่รัฐก็เป็นอิสระจากชนชั้นปกครอง ด้วยเหตุผลสองประการ
ประการแรก ชนชั้นปกครองไม่ได้แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน มันไม่เคยเป็น และไม่มีวันเป็นเนื้อเดียวกัน
การแบ่งงานกันทำในระบบทุนนิยมกระทบต่อทุกส่วนของสังคม รวมทั้งพวกชนชั้นปกครองเองด้วย ดังนั้น ทุนจึงแตกตัวเป็นส่วนต่างๆ (fractions) ได้แก่ ทุนอุตสาหกรรรม ทุนการเงิน ทุนพาณิชย์ กองทัพ นักการเมือง ปัญญาชนฝ่ายทุนนิยมที่ครอบงำสังคม
ผลประโยชน์ของ “ส่วน” ต่างๆเหล่านี้ ไม่ได้ลงรอยกัน แต่เพื่อประกันการปกครองของพวกเขา และเพื่อสร้าง “กลุ่มอำนาจ” (bloc au pouvoir) “ส่วน” ต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ต้องคิดถึงเครื่องมือที่อ่อนตัวเพียงพอในการประสานเชื่อมผลประโยชน์ของพวกเขาไว้ด้วยกัน ภายใต้อำนาจนำของ “ส่วน” หนึ่งต่อ “ส่วน” อื่นๆ (เช่น ในเสรีนียมใหม่ ทุนการเงิน ขึ้นครองอำนาจนำเหนือทุนหรือส่วนอื่นๆ) เครื่องมือที่ทำหน้าที่เช่นว่านี้ ก็คือ รัฐ
ประการที่สอง ชนชั้นกระฎุมพีมิได้อยู่ในตำแหน่งแห่งที่ที่ดีกว่าในการปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาเสมอไป
บ่อยครั้งที่ชนชั้นปกครองค้นหาการตอบสนองผลประโยชน์ของพวกเขาในระยะสั้นด้วยการทำลายผลประโยชน์ของพวกเขาในระยะยาว
สำหรับ Poulantzas แล้ว การที่รัฐสมัยใหม่เป็นรัฐชนชั้น ไม่ได้หมายความว่า รัฐเป็นแท่งหินแท่งเดียวที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกกระฎุมพีอย่างถ้วนทั่ว แต่รัฐ คือ สนามทางยุทธศาสตร์ (champ stratégique) ที่ให้ชนชั้นต่างๆและส่วนแตกในชนชั้นต่างๆได้ต่อสู้ปะทะกัน
ตัวอย่างเช่น ในการครองอำนาจของพวกกระฎุมพี ทำไมพวกเขาถึงเลือกใช้ระบบผู้แทน ทำไมถึงไม่เลือกใช้รูปแบบอื่น? นั่นก็เพราะว่า พวกกระฎุมพีไม่ไช่ผู้เลือก หากพวกเขามีอำนาจเลือกจริง เขาก็จะไม่เลือกรูปแบบผู้แทน แต่พวกกระฎุมพีต้องเลือกรูปแบบผู้แทนก็เพราะ ชนชั้นอื่นได้กดดัน และด้วยระบบผู้แทนนี้เอง ทำให้เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นอื่นได้มีโอกาสเข้ามาต่อสู้
...
หากพิจารณาตามความคิดของ Poulantzas แล้ว การ “ปฏิวัติ” เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ล้มอำนาจนำเก่า เข้าครองอำนาจนำแทน จะเกิดขึ้นได้ จำเป็นต้องหาห้วงเวลาโอกาสในการปฏิวัติ
ประการแรก เสาะแสวงหารอยแตกร้าวกันภายใน “กลุ่มอำนาจ”
ภายใน “กลุ่มอำนาจ” ประกอบด้วยหลาย “ส่วน” และแต่ละ “ส่วน” ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน แน่นอนว่า มี “ส่วน” หนึ่งที่ได้การยอมรับจาก “ส่วน” อื่นให้ขึ้นมามีอำนาจเหนือ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่าง “ส่วน” ต่างๆมากขึ้น
เราจึงจำเป็นต้องพิจารณาการจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ระหว่าง “ส่วน” ต่างๆ พิจารณากลไกแก้ไขปัญหาความไม่ลงรอยกันระหว่าง “ส่วน” ต่างๆ เพื่อแสวงหาสถานการณ์ที่ “ส่วน” ต่างๆไม่พึงพอใจที่จะอยู่กับการนำของ “ส่วน” เดิม สถานการณ์ที่ “ส่วน” ครองการนำไม่สามารถรักษาผลประโยชน์โดยรวมของกลุ่มอำนาจได้แล้ว สถานการณ์ที่ “ส่วน” ครองการนำไม่สามารถจัดสรรประโยชน์ให้ “ส่วน” ต่างๆได้ลงตัวอีกแล้ว หรือสถานการณ์ที่ “ส่วน” ครองการนำกอบโกยเอาประโยชน์ไปหมด ไม่เหลือแบ่งให้ “ส่วน” อื่นๆ
หากสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมเป็นโอกาสในการ “ทุบ” กลุ่มอำนาจนำ เพื่อเปลี่ยนแปลงเสียใหม่
ประการที่สอง ตรวจสอบว่า “กลุ่มอำนาจ” ที่ครองอำนาจนำ (hegemony) เหนือผู้อยู่ใต้อำนาจ ยังคงรักษาสถานะนั้นได้อยู่อีกหรือไม่?
โดยปกติแล้ว “กลุ่มอำนาจ” ขึ้นครองอำนาจนำ ปกครองคนได้ ก็ต้องใช้กลไกผสมผสานกัน ทั้งกลไกด้านการปราบปราม (ศาล ทหาร คุก ตำรวจ กฎหมาย) ทั้งกลไกด้านอุดมการณ์ความคิด ตลอดจนการแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ให้แก่ผู้อยู่ใต้อำนาจบ้าง (โยนเศษเนื้อแบ่งให้ผู้อยู่ใต้ปกครองบ้าง)
เมื่อไรก็ตามที่ รัฐใช้กฎหมาย ศาล ทหาร คุก ตำรวจ เข้าปราบปรามแล้ว ก็เอาไม่อยู่
เมื่อไรก็ตามที่ คนตั้งคำถามกับสิ่งที่เชื่อมาทั้งชีวิต เลิกปฏิบัติตามแบบเดิมๆที่ทำมาทั้งชีวิต
เมื่อไรก็ตามที่ คนได้รับประโยชน์ อำนาจ เกียรติยศ มาอยู่บ้าง แต่คิดได้ว่า นี่เป็นแค่ “เศษเนื้อ” ทำไมเราถึงไม่ได้ “เนื้อ” ชิ้นใหญ่
หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ก็เท่ากับว่ากลไกรัฐทั้งหลายไม่อาจสะกดให้คนยอมรับอีกต่อไป นั่นย่อมหมายถึง วิกฤตอำนาจนำกำลังเกิดขึ้น
นี่คือโอกาสในการปฏิวัติ
ประการที่สาม พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐ” กับ “สังคม”
“รัฐ” กับ “สังคม” ขัดแย้งกันอยู่เสมอ แต่ “รัฐ” ก็มีศิลปะในการประสาน ลด ขจัดความขัดแย้งกับ “สังคม” ได้ เช่น รัฐปฏิรูปตนเอง เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นใหม่ๆในสังคมได้เข้าแบ่งอำนาจหรือผลประโยชน์ แต่เมื่อไรที่รัฐพยายามปฏิรูปตามแบบที่เคยทำมาแล้ว แต่พลังใหม่ทางสังคมก็ไม่ยินยอม เมื่อไรก็ตามรัฐอยู่ในสภาพที่ไม่อาจปฏิรูปได้ หรือปฏิรูปไม่พอ หรือปฏิรูปช้าเกินไป ในขณะที่พลังใหม่ทางสังคมก็ไม่ยอมอยู่แบบเดิมอีกต่อไป เมื่อนั้น ก็คือสถานการณ์วิกฤต
...
Poulantzas เห็นแตกต่างจาก Lenin และ Trotsky ในเรื่องสภาวะ “ทวิอำนาจ” เขายืนยันว่า สภาวะทวิอำนาจปรากฏอยู่ในประเทศที่ล้าหลังหรือยังไม่เป็นประชาธิปไตย หรือประเทศที่สถาบันการเมืองแบบผู้แทนและภาคประชาสังคมยังไม่ตั้งมั่นอย่างเข้มแข็ง แต่หากประเทศที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ประชาธิปไตยอยู่บ้างหรือเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม/แบบรัฐสภาแล้ว สภาวะทวิอำนาจที่แยกกันเด็ดขาดและค้ำคอกันอยู่แบบที่เกิดขึ้นในรัสเซียในช่วงหลังปฏิวัติกุมภาพันธ์ 1917 จะไม่เกิดขึ้น
เขาตั้งข้อสังเกตว่า หากพิจารณาการปฏิวัติในศตวรรษที่ 20 แล้ว พบว่าการวิเคราะห์แบบ “ทวิอำนาจ” แล้วให้อำนาจหนึ่งบุกเข้าล้มอีกอำนาจหนึ่งนั้น ประสบความสำเร็จได้เฉพาะในประเทศที่เป็นเผด็จการอำนาจนิยมเท่านั้น ส่วนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง หากนำยุทธศาสตร์แบบนี้ไปใช้ ก็ยึดอำนาจไม่สำเร็จ หรืออาจล้มอำนาจอีกฝ่ายได้ ยึดอำนาจได้ แต่ไม่อาจครองอำนาจได้
ในส่วนสุดท้าย Poulantzas ได้เสนอ “สู่สังคมนิยมด้วยหนทางประชาธิปไตย” ด้วยการผสมผสานการทำประชาธิปไตยแบบผู้แทนที่มีอยู่แล้ว ให้ก้าวหน้าถึงรากมากขึ้น ควบคู่ไปกับ การผลักดันการจัดการตนเองในทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม สถานที่ทำงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคราชการ เราต้องเพิ่มความขัดแย้งของรัฐทุนนิยม ทั้งภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเอาพลังก้าวหน้าเข้าไปปั่นป่วนในสถาบันที่มีอยู่แล้ว (เช่น สภา) หรือการอยู่วงนอกเพื่อกดดันกลไกรัฐต่างๆ
ความคิดเรื่องรัฐของ Poulantzas นี้ ช่วยให้เราได้ขบคิดถึงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้กับชนชั้นนำผู้ครองอำนาจ แสวงหารอยแตกร้าวระหว่าง “ส่วน” ต่างๆของชนชั้นนำ ชี้เป้าสถานการณ์วิกฤตอำนาจนำ เข้าต่อสู้ทั้งในสถาบันการเมืองที่มีอยู่ พร้อมกับกดดันจากภายนอก ทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การปฏิวัติ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หมกมุ่น! 'ปิยบุตร' ตามรอยนักปฏิวัติถึงมอสโก เยี่ยมชมสุสาน Novodiévitchi ได้แรงบันดาลใจ
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความพร้อมภาพสุสาน Novodiévitchi กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ระบุว่า
จับทาง 'พรรคส้ม' ปลุกกระแสปฏิรูปสถาบัน ดันแก้ไขรธน. เซาะกร่อนบ่อนทำลาย
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
‘ธนกร’ อัด ‘ปิยบุตร’ เลิกปลุกปั่นสร้างความสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี
“ธนกร” อัด “ปิยบุตร” เลิกปลุกปั่นให้สังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี จวกตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริง ปล่อยให้อคติบังตา เหน็บอย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ
'วิมล' โต้ 'อ.ป๊อก' รวมทั้งขบวนการส้ม ค้านใช้ 'วิธีการอะไรก็ได้' เพื่อไปสู้เป้าหมาย
นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความว่า "ผมช่วยอาป็อกกับอาเอกมาตลอดเลยนะ 5555"
'วิโรจน์' ขานรับ 'ปิยบุตร' ไม่อยากเห็นสส.ปชน.สร้างคอนเทนต์ ทำตัวเป็นอินฟลู หวังสานต่ออุดมการณ์
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
'ปิยบุตร' มาแล้วฟอก 44 สส.ถูกกิโยตีนเพราะผู้คุมใบอนุญาตที่ 2ไม่นิยม!
นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊ก


