'อดีตผู้พิพากษา' แนะแนวทาง การแก้ปัญหาทุจริตทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคลของไทย

3 มิ.ย.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ ละอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ป้องกันคนปลอม หรือ ปฏิเสธคนจริง? โจทย์ท้าทายของไทยในการแก้ปัญหาทุจริตทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคล มีเนื้อหาดังนี้

การที่กรมการปกครองและหน่วยงานด้านความมั่นคงออกมายกหูโทรศัพท์เตือนและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อ "ปัญหาการทุจริตทางทะเบียนราษฎร การสวมสิทธิ และการใช้สถานะบุคคลโดยมิชอบ" ไม่ใช่เรื่องที่สังคมจะมองข้ามได้อีกต่อไป

เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องในฐานข้อมูลประชากรธรรมดาๆ แต่เป็นรอยรั่วขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มทุนสีเทา ขบวนการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมในปัจจุบัน ภัยเงียบเหล่านี้อาศัยช่องโหว่ของระบบราชการในการชุบตัวเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มหาศาล

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องดำเนินไปอย่างสมดุลระหว่าง "การรักษาความมั่นคงของรัฐ" กับ "การคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้มีสิทธิได้รับสัญชาติอย่างแท้จริง" มิฉะนั้น ความพยายามในการวิ่งไล่จับ "คนปลอม" อาจกลายเป็นการสร้างกำแพงสูงลิ่วที่ปิดกั้นและทำลายโอกาสของ "คนจริง" ที่รอคอยความหวังในการรับรองสถานะและสัญชาติไทยมาทั้งชีวิต

ปัญหาทุจริตมีอยู่จริง และเป็นขบวนการฝังรากลึก
เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า การทุจริตเชิงระบบในประเทศไทยมีอยู่จริงและเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่มีอัตราการเคลื่อนย้ายประชากรสูง กลโกงที่พบในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบและพัฒนาไปไกลมาก เช่น:
การแจ้งเกิดเท็จ: การใช้เอกสารรับรองการเกิดปลอม
การเพิ่มชื่อในทะเบียนประวัติ: โดยอาศัยพยานบุคคลที่เป็นเท็จ
การย้ายชื่อผี: การขนชื่อบุคคลเข้าทะเบียนบ้านโดยไม่มีการอยู่อาศัยจริงเพื่อปูทางทำบัตร
การสวมสิทธิคนตาย: นำชื่อของผู้เสียชีวิตมารีไซเคิลให้คนต่างด้าวสวมตัวทำบัตรประชาชนแทน
การแต่งงานอำพราง: จดทะเบียนสมรสปลอมๆ เพื่อให้บุตรได้รับสัญชาติไทย

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ หลายคดีสะท้อนชัดเจนว่านี่คือ "ขบวนการอาชญากรรม" ที่ประกอบด้วย นายหน้า เครือข่ายทุจริต และที่ปฏิเสธไม่ได้คือ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ที่ร่วมมือเปิดประตูบ้านให้กลุ่มทุนสีเทาเข้ามาสวมสิทธิ ดังนั้น ความพยายามของภาครัฐในการยกระดับระบบตรวจสอบ ปรับปรุงข้อกฎหมาย และนำเทคโนโลยีมาใช้ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง

แต่อย่าทำให้ "คนไร้รัฐ" กลายเป็น "ผู้ต้องสงสัยโดยอัตโนมัติ"
สิ่งที่เป็นดาบสองคมและต้องพึงระวังเป็นที่สุด คือการนำประเด็นการแก้ปัญหาสถานะบุคคลไปผูกติดกับภาพจำของ "อาชญากรรมข้ามชาติ" จนเกินไป เพราะอาจทำให้สังคมเกิดทัศนคติที่ตีตรา (Stigma) มองชนกลุ่มน้อยหรือบุคคลไร้รัฐ 4.8 แสนคนว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงทั้งหมด
"การขาดเอกสาร ไม่ใช่หลักฐานของความไม่สุจริต เสมอไป... เช่นเดียวกับการมีเอกสารครบถ้วน ก็ไม่ได้หมายความว่าเอกสารนั้นจะได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย"
ในความเป็นจริง พี่น้องไร้รัฐจำนวนมากเป็นคนที่เกิด เติบโต เรียนหนังสือ ทำงาน และเสียภาษีขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่ในประเทศไทยมานานหลายสิบปี มีความผูกพันเป็นเนื้อเดียวกับสังคมไทย แต่เพียงแค่ขาดโอกาสและติดขัดในขั้นตอนทางทะเบียน โจทย์สำคัญของรัฐจึงไม่ใช่การตั้งแง่สงสัยทุกคนที่ไม่มีเอกสาร แต่คือ "การสร้างระบบกรองที่แม่นยำ" เพื่อแยกแยะ "คนจริง" ออกจาก "คนปลอม" ให้ได้อย่างเป็นธรรม

ความรวดเร็วไม่ใช่ปัญหา หากมีระบบ "สุ่มตรวจย้อนหลัง" ที่ดี
ข้อกังวลที่ว่า นโยบายเร่งรัดตัดเวลาพิจารณาสถานะบุคคลจากเดิม 270 วัน ให้เหลือเพียง 5 วัน อาจทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่ทันและเกิดข้อผิดพลาดนั้น เป็นข้อกังวลที่มีเหตุผล แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีต ระบบเดิมที่ใช้เวลาเกือบปีก็ใช่ว่าจะไม่มีการทุจริต ซ้ำร้ายยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความล่าช้า การ "ดองเรื่อง" และกลายเป็นช่องทางให้เกิดการเรียกรับส่วยหรือผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเลื่อนคิว
คำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การเลือกว่าจะเอา "เร็ว" หรือ "ช้า" แต่คือ "จะทำอย่างไรให้เร็วและตรวจสอบได้ในเวลาเดียวกัน?"
ในต่างประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง มักใช้แนวทาง "อนุมัติล่วงหน้าด้วยหลักฐานเบื้องต้นที่เพียงพอ (Fast-track approval) แล้วตามด้วยระบบสุ่มตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้น (Intensive Post-Audit)" หากตรวจพบภายหลังว่าเป็นการทุจริตหรือให้ข้อมูลเท็จ รัฐจะทำการเพิกถอนสิทธิทันทีและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด วิธีนี้จะช่วยปลดล็อกความล่าช้าทางมนุษยธรรม โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพในการรักษาความมั่นคงเลยแม้แต่น้อย

เทคโนโลยีเป็นแค่เครื่องมือช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แนวคิดการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ตรวจสแกนความผิดปกติ การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลด้วยนิติวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจ DNA หรือแผนในอนาคตอย่างการใช้เทคโนโลยีสแกนม่านตา (Iris Recognition) ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ถือเป็นนวัตกรรมที่น่าชื่นชมในการช่วยลดปัญหาการปลอมแปลงตัวตน
แต่ต้องไม่ลืมว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ยาวิเศษ หากเราจะพึ่งพาระบบข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) ขั้นสูงเหล่านี้ รัฐต้องตอบคำถามสำคัญเรื่องความปลอดภัยให้ได้ก่อน:
ใครจะเป็นผู้เก็บรักษาและเข้าถึงข้อมูลที่อ่อนไหวสูงเหล่านี้?
มีมาตรการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลอย่างไร? (เพื่อไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์เอาข้อมูลม่านตาหรือ DNA ไปใช้ต่อ)
มีกรอบกฎหมายป้องกันไม่ให้ภาครัฐนำข้อมูลไปใช้เกินวัตถุประสงค์จนละเมิดสิทธิเสรีภาพหรือไม่?

ปัญหาอยู่ที่ "ระบบ" ไม่ใช่เฉพาะ "ตัวบุคคล"
บทเรียนจากทุกคดีทุจริตทะเบียนราษฎรชี้เป้าไปที่จุดเดียวกัน: ไม่มีคนนอกคนไหนสวมสิทธิบัตรประชาชนได้สำเร็จ หากไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐภายในคอยกดอนุมัติระบบ ดังนั้น การมุ่งตรวจสอบและจับผิดประชาชนเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เคยได้ผลยั่งยืน สิ่งที่รัฐต้องรื้อโครงสร้างใหม่คือการเปลี่ยนระบบภายในให้โปร่งใส:

1.Traceability: บันทึกข้อมูลการแก้ไขและอนุมัติทะเบียนทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ชนิดที่ว่ารู้ว่าใคร กดเวลาไหน จากคอมพิวเตอร์เครื่องไหน และต้องตรวจย้อนหลังได้ตลอดไป

2.Early Warning System: มีระบบ AI ตรวจจับและแจ้งเตือนความผิดปกติอัตโนมัติ เช่น หากพบบ้านหลังหนึ่งมีการย้ายชื่อบุคคลภายนอกเข้าเป็นจำนวนมากผิดปกติ หรือมีการอนุมัติบัตรในพื้นที่เสี่ยงสูงเกินโควตาต่อวัน ระบบต้องล็อกและส่งสัญญาณเตือนทันที

3. Transparency & Whistleblower: มีการเปิดเผยสถิติการอนุมัติ การเพิกถอน และมีระบบคุ้มครองเจ้าหน้าที่น้ำดีที่กล้าแจ้งเบาะแสการทุจริตภายในหน่วยงาน
จาก "ระบบที่เชื่อดุลพินิจเจ้าหน้าที่" สู่ "ระบบที่เชื่อโยงข้อมูลเชิงประจักษ์"

ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกที่ยั่งยืนและประหยัดที่สุดอาจไม่ใช่การซื้อเทคโนโลยีราคาแพงลิบลิ่ว หรือการออกกฎหมายมาบีบคั้นเพิ่มขั้นตอนเอกสารให้ยุ่งยากขึ้น แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด (Mindset) ของระบบราชการ จากระบบที่พึ่งพา "ดุลพินิจและพยานบุคคล" ไปสู่ "ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Data-Driven System)"

ปัจจุบัน ปัญหาสำคัญคือหน่วยงานของรัฐไทยต่างคนต่างทำ (Data Silo) ระบบไบโอเมตริกของ สตม. กรมการปกครอง และฐานข้อมูลของโรงพยาบาลเอกชน/สาธารณสุขยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ หากรัฐสามารถบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการศึกษา ประวัติการรักษาพยาบาล การฉีดวัคซีน การทำงาน และการเสียภาษีเข้าด้วยกัน ข้อมูลเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น "รอยเท้าดิจิทัล" ที่ยืนยันตัวตนและประวัติของ "คนจริง" ได้อย่างแน่นหนา โดยไม่ต้องพึ่งพาพยานบุคคลหน้าเดิมๆ ที่พร้อมจะรับเงินเพื่อสวมสิทธิให้ใครก็ได้อีกต่อไป

บทสรุป: รักษาความมั่นคงควบคู่กับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ภารกิจสกัดกั้นขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและการสวมสิทธิบัตรประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องเดินหน้าชนอย่างเด็ดขาดและจริงจังเพื่อปกป้องอธิปไตยทางข้อมูลและความปลอดภัยของสังคมไทย

แต่ในเวลาเดียวกัน รัฐต้องแยกแยะให้ชัดเจนและไม่ทำให้ผู้มีสิทธิจริงกลายเป็นผู้ต้องสงสัย โจทย์ที่แท้จริงของประเทศไทยในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างระบบมาเพื่อ "ป้องกันคนปลอม" แต่เป็นการออกแบบสถาปัตยกรรมทางนโยบายและระบบข้อมูลที่สามารถ "รับรองคนจริง" ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรมที่สุด

เมื่อใดที่ระบบราชการไทยทำสองสิ่งนี้ให้เดินหน้าไปพร้อมกันได้ เมื่อนั้น "ความมั่นคงของประเทศ" และ "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน" ก็จะได้รับการคุ้มครองอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กันโดยไม่มีใครต้องถูกทิ้งไว้ในเงามืดอีกต่อไป

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตรวจสารเสพติด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน-ขรก.ฝ่ายปกครองทั่วประเทศ พบฉี่ม่วง 47 ราย สั่งพ้นตำแหน่งทันที

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 พค. กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน” รวมถึงข้าราชการฝ่ายปกครองใน 878 อำเภอทั่วประเทศ เพื่อขานรับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการยกระดับความโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ตอก 'ฮุนเซน' เล่นบทเหยื่อสแกมเมอร์ โฆษกตร. ชี้ฐานหลอกลวงอยู่ในกัมพูชา แต่ไม่ยอมร่วมมือแก้ปัญหา

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่สมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พาดพิงว่าแก๊งสแกมเมอร์ที่ตั้งฐานอยู่ในประเทศกัมพูชา ไม่ได้เดินทางเข้าประเทศผ่านสายการบินของกัมพูชา แต่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านนั้น ว่า การติดตามปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลโต้ 'ครม.เงา' ทุกเม็ด ยันล้างบางจีนเทา–นอมินี ก่อนฝ่ายค้านพูด

'รองโฆษกรัฐบาล' โต้ 'ครม.เงา' ปมจีนเทา–นอมินี ย้ำรัฐเดินหน้ากวาดล้างจริงก่อนฝ่ายค้านแถลง ชี้ข้อมูลอาชญากรรมไม่ควรเป็นเครื่องมือทางการเมือง

'อดีตผูัพิพากษา' เปิด 2 เคสกฎหมาย เมื่อรถไฟกับรถยนต์ชนกัน ใครประมาท

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ เมื่อรถไฟกับรถยนต์ชนกัน: ใครประมาท? เปิด 2 เคสกฎหมายที่คนขับรถและผู้โดยสารต้องรู้! มีเนื้อหาดังนี้

กรมการปกครอง บุกจับบ่อนลอยฟ้า ใจกลางอำเภอพระสมุทรเจดีย์ รวบนักพนัน 63 ราย

กรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ 'ปิดเกมปากน้ำ' บุกจับบ่อนลอยฟ้า เงินหมุนเวียนในบัญชีต่อวันกว่า 43 ล้านบาทพบเงินสดและชิปแลกเงินรวมกันกว่า 7 ล้านบาท ใจกลาง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ จับนักพนันได้ 63 ราย