อดีตผู้พิพากษาอธิบายทำไมเพิกถอน 5,814 ขรก.ได้ทั้งที่คดีอยู่ใน ป.ป.ช.

16 ก.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “5,814 รายชื่อ กับบทพิสูจน์ “ระบบคุณธรรม” ของข้าราชการท้องถิ่นไทย: เหตุใดเพิกถอนการบรรจุได้ ทั้งที่คดี ป.ป.ช. ยังไม่สิ้นสุด?” ระบุว่า คำแถลงของ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ครั้งที่ 8/2569 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญที่สุดของมหากาพย์ “โกงสอบท้องถิ่น”

นี่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรงยอมรับอย่างเป็นทางการว่า ผลการตรวจสอบพบผู้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งจำนวนถึง 5,814 ราย ที่มีคะแนนประกาศผล “ไม่ตรง” กับคะแนนดิบในกระดาษคำตอบตัวจริงในตู้เซฟ!

นี่ไม่ใช่เพียงข่าวการกวาดล้างคนโกงครั้งใหญ่ แต่เป็นคำถามสำคัญที่ยิงตรงสู่หัวใจของระบบราชการไทยว่า “เมื่อรากฐานของระบบคุณธรรมถูกสั่นคลอน รัฐจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างไรโดยไม่ละเมิดหลักนิติธรรม?”

จาก “ความผิดปกติ” สู่ “การเพิกถอน”

จากการตรวจสอบผู้ที่มารายงานตัวเข้ารับราชการจำนวน 14,988 คน กระทรวงมหาดไทยนำคะแนนที่ประกาศผลไปเปรียบเทียบยันกับคะแนนดิบบนกระดาษคำตอบจริง ผลปรากฏว่ามีผู้ที่คะแนนไม่ตรงกันถึง 5,814 คน (คิดเป็นเกือบร้อยละ 39 ของผู้ได้รับการบรรจุทั้งหมด!) โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก:

กลุ่มที่ 1 (3,621 คน): คะแนนถูกอัพเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ “สอบตก” ให้กลายเป็น “สอบผ่าน” เพื่อให้ได้เข้ารอบต่อไป

กลุ่มที่ 2 (1,713 คน): คะแนนถูกอัพเพิ่มขึ้นเพื่อให้อยู่ใน “อันดับต้น ๆ” จะได้สิทธิเลือกบรรจุก่อนคนอื่น

กลุ่มที่ 3 (480 คน): คะแนนคลาดเคลื่อนเพียง 1 คะแนน หรือเกิดจากปัญหาสแกนไม่ชัดเจน ซึ่งกลุ่มนี้กำลังรอ

ผลตรวจสอบยันกับกระดาษคำตอบตัวจริงที่ ป.ป.ช. อายัดไว้เพื่อความโปร่งใสและชัดเจนที่สุด หากตัวเลขนี้ได้รับการยืนยัน ย่อมหมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ “ความผิดพลาดทางเทคนิคในการตรวจข้อสอบทั่วไป” แต่เป็นการจงใจเปลี่ยนแปลงแก้ไข “ผลการสอบแข่งขัน” ซึ่งเป็นหัวใจและปราการด่านแรกของระบบคุณธรรม (Merit System) ในการเข้ารับราชการ

สิ่งที่กฎหมายเพิกถอนคือ คำสั่งบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง

เนื่องจากการบรรจุเข้ารับราชการเกิดขึ้นจาก “คำสั่งทางปกครอง” (Administrative Order) เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในภายหลังว่า คำสั่งดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่เท็จ หรือเกิดจากกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หน่วยงานของรัฐย่อมมีอำนาจและ “หน้าที่” ที่ต้องเพิกถอนคำสั่งนั้นตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542

พูดให้ง่ายคือ: กฎหมายเพิกถอน “สิทธิและสถานะความเป็นข้าราชการ” ที่เกิดจากคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั่นเอง!

ทำไมต้องรีบเพิกถอน? เหตุใดจึงไม่ต้องรอผลคดีของ ป.ป.ช. ให้ถึงที่สุด?

คำถามที่สังคมคาใจและตั้งข้อสงสัยมากที่สุดคือ: ในเมื่อ ป.ป.ช. ยังไต่สวนคดีอาญาไม่เสร็จสิ้น แล้วเหตุใดกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานท้องถิ่นจึงสามารถขยับตัวสั่งเพิกถอนการบรรจุได้เลย?

คำตอบที่เป็นหลักกฎหมายสำคัญคือ “คดีทางปกครองกับคดีอาญาเป็นคนละกระบวนการ และมีวัตถุประสงค์แยกจากกันโดยสิ้นเชิง”

กลไกการจัดการความผิดปกติของการสอบ

มิติทางปกครอง
• ดำเนินการโดย: ก.ต่างๆ
• วัตถุประสงค์: เพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบ, คืนระบบคุณธรรมให้การจัดสอบ “ทำได้ทันทีเมื่อพบว่าคะแนนจริงไม่ตรงผลประกาศ”

มิติทางอาญา/วินัย
• ดำเนินการโดย: ป.ป.ช. (ม.51)
• วัตถุประสงค์: หาตัวผู้กระทำผิด, เจ้าหน้าที่ที่แก้คะแนน, ขบวนการรับสินบน และลงโทษทางอาญา “ต้องไต่สวนเชิงลึก มีกรอบเวลา1 ปี + ขยายได้ 60 วัน x 2 ครั้ง”

มิติทางปกครอง (การเพิกถอนคำสั่ง): มีเป้าหมายเพื่อ “แก้ไขความผิดพลาดของรัฐ” และคืนความถูกต้องให้แก่ระบบการแข่งขันอย่างเร่งด่วนที่สุด เมื่อตรวจพบว่าคะแนนดิบไม่ตรงกับผลที่ประกาศอย่างชัดเจน คำสั่งแต่งตั้งนั้นก็ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายทันที ไม่จำเป็นต้องรอพิสูจน์ว่าใครเป็นคนโกงในทางอาญา

มิติทางอาญา (ป.ป.ช.): มีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ความผิดส่วนบุคคลว่า ใครเป็นผู้สับเปลี่ยนไฟล์? ใครเรียกรับเงิน? มีใครร่วมขบวนการบ้าง? เพื่อส่งฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ และลงโทษทางวินัยร้ายแรง

ดังนั้น ในแต่ละมิติอาจมีบางส่วนที่อาศัยฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ได้ใช้ฐานข้อมูลเดียวกันทั้งหมด แต่ก็สามารถดำเนินงานคู่ขนานกันได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลของกันและกัน เพื่อไม่ให้คนโกงได้นั่งทำงานรับเงินภาษีประชาชนต่อไปอย่างไร้เกียรติ!

คดีอาญายังคงเดินหน้าต่อ ภายใต้กรอบเวลาที่บีบคั้น

ในขณะที่ขั้นตอนทางปกครองกำลังจะเริ่มต้นขึ้น คดีทางอาญาก็ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังถูกเร่งสปีดภายใต้การไต่สวนของคณะกรรมการไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งขึ้นตาม มาตรา 51 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

กฎหมายฉบับนี้กำหนดกรอบเวลาไว้เฉียบขาดมาก คือต้องไต่สวนให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และขยายเวลาได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 60 วัน เท่านั้น (รวมแล้วต้องจบใน 1 ปี 4 เดือน)

กรอบเวลานี้เป็นหลักประกันว่า แม้คำสั่งเพิกถอนจะออกไปก่อนเพื่อเคลียร์พื้นที่การทำงานในท้องถิ่น แต่ขบวนการสืบสวนหาตัว “ไอ้โม่ง” ผู้อยู่เบื้องหลังการแก้ไขระบบคอมพิวเตอร์และเส้นทางการเงิน จะถูกขุดรากถอนโคนอย่างรวดเร็วและไม่มีการปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปกับกาลเวลาอย่างแน่นอน

ผู้ถูกเพิกถอนยังคงมีสิทธิได้รับ “ความเป็นธรรม” ตามหลักนิติธรรม

การตรวจพบว่าคะแนนประกาศไม่ตรงกับคะแนนดิบ ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกเพิกถอนทั้ง 5,814 คนจะเป็น “ผู้ร่วมทุจริต” ทั้งหมด

ในบรรดาคนกลุ่มนี้ อาจมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของระบบที่ล้มเหลว หรือกลุ่มที่ 3 (480 คน) ที่คะแนนเคลื่อนไปเพียง 1 คะแนนจากความผิดพลาดของเครื่องสแกนข้อสอบ ดังนั้นตามหลักนิติธรรม (Rule of Law) พวกเขายังคงได้รับสิทธิในการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์:

เมื่อคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท (ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต.) มีมติให้เพิกถอนการบรรจุและแต่งตั้ง และนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกคำสั่งเพิกถอนตามมติดังกล่าว ผู้ได้รับผลกระทบไม่จำเป็นต้องอุทธรณ์ก่อน เนื่องจาก (1) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องมิได้กำหนดช่องทางอุทธรณ์สำหรับคำสั่งประเภทนี้ไว้เป็นการเฉพาะ และ (2) บทบัญญัติมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ถูกยกเลิกโดยมาตรา 87 ภายหลังการจัดตั้งศาลปกครองแล้ว จึงสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งได้โดยตรง

ในทางกลับกัน: ผู้เข้าสอบตัวจริงที่ทำคะแนนได้สูงและผ่านเกณฑ์อย่างแท้จริง แต่กลับถูกระบบที่บิดเบี้ยวนี้ “เบียดตกกระป๋อง” ไป ก็มีสิทธิและความชอบธรรมอย่างยิ่งที่จะได้รับการเยียวยา ฟื้นฟูสิทธิ และเรียกบรรจุกลับเข้ารับราชการทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง

บทเรียนที่ใหญ่กว่าคดี: “เด็ดกิ่งก้าน หรือขุดรากถอนโคน?”

ตัวเลข 5,814 คน จากยอดผู้บรรจุหมื่นกว่าคน คิดเป็นเกือบ 40% นี่ไม่ใช่การทุจริตรายบุคคลแบบกระมิดกระเมี้ยน แต่คือ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” (Systemic Failure) ของกระบวนการสรรหาบุคลากรภาครัฐ

การนำผู้ได้รับประโยชน์ที่มิชอบออกจากระบบเป็นเพียง “การแก้ที่ปลายเหตุ” หากรัฐบาลไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คำถามสำคัญที่ต้องขุดลึกไปให้ถึงรากแก้วคือ:

การตรวจข้อสอบถูกต้องแล้วหรือไม่? ใครเป็นผู้เข้าแก้ไขคะแนน? การประกาศผลการสอบถูกต้องเพียงใด? มีเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง ข้าราชการการเมือง หรือองค์กรจัดสอบคนใดร่วมกระบวนการนี้บ้าง? เส้นทางการเงินของขบวนการนี้เชื่อมโยงไปถึงใคร และมีเม็ดเงินสะพัดมูลค่าเท่าไหร่?

หาก ป.ป.ช. และกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถลากตัวผู้วางแผนและผู้รับประโยชน์ที่อยู่บนยอดสุดของปิรามิดนี้มาลงโทษได้ การเพิกถอนคำสั่งครั้งนี้ก็เป็นเพียงการตัดแต่งกิ่งก้านใบที่ผุพัง แต่ปล่อยให้รากพิษของการทุจริตยังคงชอนไชและเติบโตเพื่อรอวันสร้างความเสียหายครั้งใหม่ในอนาคต

5 บทเรียนทางกฎหมายและสังคมจาก “มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น”

1.คำสั่งทางปกครองที่มิชอบย่อมไม่มีความโปร่งใส: สิทธิใดๆ ที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อระบบคุณธรรม ย่อมไม่มีวันได้รับความคุ้มครอง และสามารถถูกเพิกถอนได้เสมอไม่มีอายุความเสื่อมคลาย

2. การแยกส่วนพิจารณาเพื่อความรวดเร็ว: การเพิกถอนคำสั่งทางปกครองไม่ต้องรอผลคดีอาญาของ ป.ป.ช. รัฐสามารถกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดได้ทันทีเพื่อประโยชน์สาธารณะ

3. หลักนิติธรรมคุ้มครองทุกคน: ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิที่มั่นใจในความบริสุทธิ์ยังมีช่องทางเยียวยาผ่านระบบอุทธรณ์และฟ้องต่อศาลปกครอง

4. ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม: ผู้ที่สอบผ่านด้วยความรู้ความสามารถของตนเองจริงๆ แต่ต้องเสียโอกาสไป ต้องได้รับการชดเชยและบรรจุแต่งตั้งโดยเร็วที่สุด

5. ชัยชนะที่แท้จริงคือการปราบทั้งเครือข่าย: การโกงสอบระดับประเทศขนาดนี้ไม่อาจทำได้ด้วยตัวคนเดียวหรือกลุ่มเล็ก ๆ การสาวไส้ผู้บงการและผู้กุมระบบ รวมทั้งเครือข่ายคือเป้าหมายสูงสุดที่สังคมกำลังจับตามอง

ท้ายที่สุดแล้ว มหากาพย์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “คดีโกงสอบท้องถิ่น” ธรรมดาๆ แต่มันคือ “บททดสอบครั้งสำคัญที่สุดของแผ่นดิน” ว่าระบบราชการไทยจะยังคงรักษาหลักคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และความสุจริต ให้เป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวสู่ตำแหน่งข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐได้จริง... หรือจะปล่อยให้ความเชื่อมั่นของประชาชนพังทลายลงคามือชั่วนิรันดร์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ศาลไม่ให้ประกัน 'ดร.วิน-จ่าพิชิต' 2 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

ดร.วิน-จ่าพิชิต 2 ผู้ต้องหาคดีทุจริตโกงสอบยื่นประกัน นอนคุก ศาลอาญาไม่ให้ประกัน เหตุทำผิดเป็นขบวนการ เสียหายทั้งรัฐและเอกชน

นายกฯ แถลงคดีโกงสอบท้องถิ่น ลั่นไม่มีมวยล้มต้มคนดู นักการเมืองเอี่ยวต้องโดนลงโทษ 2-3 เท่า

นายกฯ อนุทิน ร่วมแถลงข่าวคดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลังจับกุม 3 ผู้ต้องหา ยันขยายผลเอาผิดถึงที่สุดไม่มีละเว้น ยัน ทำตามข้อเท็จจริง -รวดเร็ว บอก สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วหลายคน ลั่นนักการเมืองเอี่ยวไม่รอดแน่โดนหนักหลายเท่า ย้ำ บอกแล้วให้ชะลอผลสอบทั้งหมด แต่สถ.เดินหน้า ข้องใจกฎหมายตั้งคกก.ซ้ำซ้อน ชี้ มท.1 มีเสียงโหวตเดียวใช้อำนาจไม่ได้ เล็งบรรจุทีโออาร์ ขึ้นแบล็กลิสต์คนทุจริตห้ามสอบซ้ำ

ปลัด มท. เผยมติ กสถ. สั่งเพิกถอนข้าราชการท้องถิ่น 5,814 ราย คะแนนสอบผิดปกติ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้มีการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ซึ่งตนก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย และก่อนหน้านี้ตนก็ได้มอบหมายปลัดกระทรวงฯ

กมธ.กฎหมาย-การเมือง จี้ 'อนุทิน' ตั้งคนกลางสอบทุจริตท้องถิ่น ให้มหาดไทยสอบพวกเดียวกันก็ได้แค่แพะ

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร  แถลงผลการประชุมกมธ. ซึ่งพิจารณากรณีการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567-2569