15 ก.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “นิติบุคคลหมู่บ้านต้องรู้! "ลักไก่ใช้รถหลวง" ไม่ใช่เรื่องเล็ก เมื่อความประหยัดกลายเป็นคดีทุจริต ติดคุก 11 ปี!” ระบุว่า ตำแหน่ง “กรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” หรือ “ผู้จัดการนิติบุคคล” สำหรับหลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงงานจิตอาสา หรือหน้าที่บริการชุมชนเล็กๆ ภายในรั้วหมู่บ้าน แต่ในความเป็นจริง หน้าที่นี้มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ทางกฎหมาย และหากใช้อำนาจหน้าที่นั้นไปในทางที่ผิด... ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด!
ล่าสุด คำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อศาลสั่งจำคุกประธานและผู้จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตบางขุนเทียน คนละ 11 ปี โดยไม่รอการลงโทษ! ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตที่ร่วมขบวนการถูกลงโทษจำคุก 5 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ
คดีนี้เป็นกรณีศึกษาที่ควรศึกษาอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่า "การทุจริต" มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในหน่วยงานของรัฐเท่านั้น หากภาคเอกชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการนำทรัพย์สินราชการไปใช้โดยมิชอบ ก็อาจต้องรับโทษทางอาญาสถานหนักเช่นเดียวกัน และนี่คือบทเรียนราคาแพงว่า "ความประหยัด" ที่ได้มาจากการหลีกเลี่ยงกฎหมาย อาจกลายเป็น "ความเสียหาย" ที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพ!
จุดเริ่มต้นของคดี: จาก "ความช่วยเหลือกัน" สู่มหากาพย์การโกง
เรื่องราวเริ่มต้นจากการตรวจสอบของกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ที่พบพฤติการณ์นำ รถบีบอัดขยะของสำนักงานเขตซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐ ไปใช้ขนกิ่งไม้ภายในหมู่บ้านจัดสรร โดยมิได้ดำเนินการตามระเบียบของทางราชการ
หากเรื่องมีเพียงเท่านี้ หลายคนอาจมองด้วยความเห็นใจว่าเป็นเพียงการ "ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน" หรือการอำนวยความสะดวกในชุมชน...
แต่ข้อเท็จจริงที่ทำให้เรื่องบานปลายจนกู่ไม่กลับคือ: ฝั่งผู้บริหารนิติบุคคลกลับใช้วิธี "จัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ" เพื่อตบตาว่ามีการว่าจ้างบริษัทเอกชนภายนอกจริง แล้วทำการเบิกเงินออกจากบัญชีเงินส่วนกลางของหมู่บ้าน จากนั้นจึงนำเงินก้อนดังกล่าวมา "แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน" ระหว่างนิติบุคคลและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่วมขบวนการ!
นอกจากนี้ ระหว่างการสืบสวนยังพบข้อมูลการยักยอกเงินส่วนกลาง และพฤติการณ์บริหารงานที่ไม่โปร่งใสซึ่งถูกลูกบ้านร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาในที่สุด
หลายคนอาจไม่รู้: กรุงเทพมหานครมีบริการนี้อยู่แล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย!
ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวดซึ่งระเบียบข่าวทั่วไปไม่ได้กล่าวถึง แต่มีผลอย่างมากต่อการวิเคราะห์คดี คือ กรุงเทพมหานครมีบริการตัดแต่ง ตัดโค่น และขุดย้ายต้นไม้ รวมถึงขนย้ายขยะชิ้นใหญ่ในพื้นที่เอกชนโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว! โดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองสามารถยื่นคำขอใช้บริการได้ และชำระค่าบริการตามอัตราที่กำหนดไว้ชัดเจน เช่น:
• ค่าขนย้ายกิ่งไม้ด้วยรถขยะ: คิดเป็นเที่ยวตามระยะทางจริง (ไม่เกิน 10 กม. เที่ยวละ 500 บาท / เกิน 10 กม. เที่ยวละ 700 บาท)
• ค่าบริการตัดแต่ง/โค่นต้นไม้: คิดราคาเป็นรายต้นตามขนาดรอบโคนต้น (เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท)
กล่าวคือ กฎหมายมิได้ห้ามนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรใช้บริการของรัฐ หากแต่กำหนดให้ดำเนินการผ่านช่องทางราชการและชำระค่าบริการอย่างถูกต้อง
เมื่อมีช่องทางที่ถูกต้องและราคาไม่ได้แพงเลยอยู่แล้ว แต่พวกเขากลับเลือกใช้รถราชการโดยไม่ผ่านระเบียบ ไม่ชำระค่าบริการเข้ารัฐ และยังนำค่าใช้จ่ายไปเบิกจากเงินส่วนกลางพร้อมแบ่งผลประโยชน์กัน พฤติการณ์เช่นนี้จึงไม่ใช่การ "อำนวยความสะดวก" หรือ "ลัดขั้นตอน" ทั่วไป หากแต่เป็น เจตนาหลีกเลี่ยงระบบของรัฐเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ นั่นเอง
เหตุใดนิติบุคคลที่เป็นเอกชน จึงต้องขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ?
หลายคนอาจสงสัยว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นองค์กรเอกชน เหตุใดคดีจึงขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และทำไมเอกชนถึงโดนโทษหนักขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่การมี "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" เข้ามาร่วมขบวนการครับ
1.ฝั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ: เมื่อนำทรัพย์สินราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ของเอกชนโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต (ม.151) และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)
2. ฝั่งเอกชน (บุคคลภายนอก): แม้จะมิใช่เจ้าพนักงาน และไม่มีอำนาจหน้าที่ของรัฐ แต่หากร่วมวางแผน สนับสนุน ใช้ หรือร่วมกระทำความผิด กฎหมายก็ไม่ปล่อยให้พ้นความรับผิด โดยจะถูกลงโทษในฐานะ "ผู้ร่วมกระทำ หรือผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน" (ม.86) ซึ่งต้องรับโทษหนักถึง 2 ใน 3 ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
3. โทษคุก 11 ปี มาจากไหน?: การทุจริตในคดีนี้เกิดขึ้นเป็นกระบวนการ ตั้งแต่การนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้โดยมิชอบ การเลี่ยงค่าบริการ การสร้างเอกสารเท็จรองรับค่าจ่าย และการยักยอกเงิน การกระทำแต่ละขั้นอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน มันคือ "การทุจริตที่มีลักษณะเป็นระบบ" ศาลจึงนับโทษเรียงตามกระทงความผิด (ทำผิดกี่ครั้ง โทษคุกบวกทบกันไป) ส่งผลให้โทษรวมของฝั่งนิติบุคคลสูงกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียอีก!
เงินส่วนกลางไม่ใช่ "เงินของกรรมการ"
อีกประเด็นสำคัญที่คดีนี้สะท้อนอย่างชัดเจน คือ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเงินส่วนกลางของหมู่บ้าน
เงินส่วนกลาง มิใช่ทรัพย์สินของประธานกรรมการ หรือของผู้จัดการนิติบุคคล แต่เป็นทรัพย์สินที่สมาชิกหรือลูกบ้านทุกคนร่วมกันชำระเพื่อใช้ในการบริหารและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคของหมู่บ้าน กรรมการและผู้จัดการจึงมีสถานะเป็นเพียง "ผู้ได้รับความไว้วางใจให้บริหารทรัพย์สินของผู้อื่น" มิใช่เจ้าของทรัพย์สิน!
การเบิกจ่ายเงินโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจริง การจัดทำเอกสารเท็จ หรือการนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ย่อมเป็นการละเมิดความไว้วางใจอย่างร้ายแรง และต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาโดยไม่มีข้อยกเว้น
บทเรียนสำคัญและข้อคิดส่งท้าย
การที่ศาลพิพากษาจำคุกประธานนิติบุคคลและผู้จัดการคนละ 11 ปี โดยไม่รอการลงโทษ สะท้อนว่า ศาลมิได้มองเพียงแค่มูลค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงิน หากแต่มองถึงการร่วมกันบิดเบือนระบบราชการ นำทรัพย์สินของแผ่นดินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อการบริหารกิจการส่วนรวม
คดีนี้สอนให้เห็นว่า "การลัดขั้นตอน" กับ "การทุจริต" มีเส้นแบ่งที่บางมาก
เมื่อกฎหมายกำหนดช่องทางที่ถูกต้องไว้แล้ว การหลีกเลี่ยงระบบเพื่อให้ได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลเรื่องความสะดวก ความรวดเร็ว หรือการประหยัดค่าใช้จ่าย สุดท้ายแล้วมันอาจกลายเป็นความผิดอาญาที่มีโทษร้ายแรงได้
ทิ้งท้ายถึงผู้บริหารนิติบุคคลทุกแห่ง... ขอให้ยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ เพราะตำแหน่งมิใช่สิทธิพิเศษ หากเป็น "ความไว้วางใจ" ที่เจ้าของร่วมทุกคนมอบให้ และเมื่อใดที่ความไว้วางใจนั้นถูกทรยศ กฎหมายย่อมเข้ามาคุ้มครองประโยชน์ของส่วนรวมอย่างเด็ดขาด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทรัพยากรของรัฐมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ มิใช่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บุคคลใดเป็นการเฉพาะ การรักษาวินัยการใช้ทรัพย์สินของรัฐจึงมิใช่เพียงเรื่องของตัวบทกฎหมาย หากเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันการทุจริตในทุกระดับของสังคมไทยครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการแนะอย่าดับอนาคต 'น้องเนเน่'
นายกมล กมลตระกูล นักวิชาการอิสระ และกรรมการนโยบายสภาองค์กรของผู้บริ
ฝากขัง 'ศตพร' จิ๊กซอว์สำคัญคดี 'โกงสอบท้องถิ่น' ทำหน้าที่ประสานงานในแต่ละพื้นที่
กองปราบคุมตัว "ศตพร" ฝากขังคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น พบเป็นระดับปฏิบัติการประสานงานในแต่ละพื้นที่
นอนคุกเพิ่มอีก 4 ราย! ศาลไม่ให้ประกันขบวนการแจ้งเกิดเท็จ ไทย 2 จีน 2
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ หลังจากพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ได้นำตัวผู้ต้องหา ขบวนการแจ้งเกิดเท็จ พ่อทิพย์-แม่ทิพย์ จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย นายเฉิน รุนซิน น.ส.เสี่ยวฉุน หม่า นายชัชวาล ศรีสมุทรนาค และนายบุตร บุญบรรลุ ฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
นักวิชาการ สะท้อนข่าวดัง เงินโอน 51 ครั้ง เมื่อ 'ผลประโยชน์ทับซ้อน' คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต
นักวิชาการอิสระ สะท้อนเงินโอน 51 ครั้ง กับคำถามที่ใหญ่กว่าคดี เมื่อผลประโยชน์ทับซ้อน คือจุดเริ่มต้นของการทุจริต
คุก27‘พ่อ-แม่ทิพย์’
ศาลไม่ให้ประกันพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ 27 คนนอนคุกจริงไม่ใช่คุกทิพย์ ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคง ส่วนมหาดไทยสั่งล้อมคอก ให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน
ศาลไม่ให้ประกัน ขบวนการแจ้งเกิดเท็จ 27 ราย คอตกนอนคุก ชี้เป็นภัยความมั่นคง
ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ จากกรณีตำรวจกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดปฏิบัติการทลายขบวนการรับแจ้งเกิดเท็จ หรือขบวนการ “พ่อแม่ทิพย์” ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันจัดทำเอกสารเท็จเพื่อสวมสิทธิให้เด็กต่างชาติ

