
12 มิถุนายน 2569 - ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต เผยแพร่บทความเรื่อง “สถาบันกษัตริย์จากมุมมองล่างขึ้นบน: เมื่อชุมชน สังคม และประชาชนเป็นผู้สร้าง” มีเนื้อหาดังนี้
สถาบันกษัตริย์มักถูกอธิบายในมุมบนลงล่างว่าเป็น "สมมติเทพ" "เทวราชา" หรือ "พระโพธิสัตว์" ตามคติพราหมณ์-พุทธ หรือเป็น "พ่อปกครองลูก" ตามแนวคิดพ่อขุนของไทย
แต่เมื่อพลิกมุมมองมาที่ชุมชน สังคม และประชาชน การจงรักภักดีมิใช่สิ่งที่ถูกยัดเยียดจากเบื้องบน หากคือ "ราชประชาพันธสัญญา" ที่ถูกถักทอขึ้นจากความต้องการพื้นฐานของผู้คน ภายใต้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์อันซับซ้อน
ที่สำคัญ ไม่มีใครหรือองค์กรใดออกแบบสถาบันนี้จากบนลงล่างหรือล่างขึ้นบน หากแต่เป็นวิวัฒนาการที่ค่อยๆ ถูกลองทำ ลองปรับ ลองเปลี่ยน และดัดแปลงตามบริบท โดยที่ทั้งกษัตริย์และประชาชนต่างปรับตัวเข้าหากันผ่านกระบวนการลองผิดลองถูกมาโดยตลอดนับร้อยปี
ตลอดหลายร้อยปี พระมหากษัตริย์ไทยทรงนำพาชาติบ้านเมืองฝ่าฟันวิกฤตการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า
ตั้งแต่การทำสงครามกับพม่าและเวียดนามจนสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ ในยุคล่าอาณานิคม สยามเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่รอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างปาฏิหาริย์
ผ่านพ้นสงครามโลกทั้งสองครั้งโดยแทบไม่เสียหาย ต่อเนื่องถึงยุคสงครามเย็นที่ราชบัลลังก์กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจ
นี่คือที่มาของความเชื่อมั่นว่าพระมหากษัตริย์คือ "ที่พึ่ง" ในยามคับขันของราษฎรอย่างแท้จริง และเป็นบริบทที่ทำให้ "การสร้าง" สถาบันจากล่างขึ้นบนมีความหมาย
ภาคอดีต: รากฐานความจงรักภักดีที่ชุมชนเป็นผู้สร้าง
1. ชุมชนชาวนา: สร้าง "ผู้ประสานสวรรค์"
ในสังคมเกษตรกรรม น้ำคือชีวิต ความแห้งแล้งคือความตาย พืชผลล้มเหลวหมายถึงความอดอยากที่กระจายไปทั่วทั้งชุมชน
เมื่อชุมชนขยายตัวจากระดับหมู่บ้านสู่อาณาจักร การเซ่นสรวงผีฟ้าฝนแบบดั้งเดิมย่อมไม่เพียงพอ ชุมชนจึงต้องการใครสักคนที่มีอำนาจและศักดิ์สิทธิ์พอที่จะสื่อสารกับเบื้องบนได้ในนามของคนทั้งแผ่นดิน
กษัตริย์ในคติฮินดู-พุทธจึงถูก "สถาปนา" ในฐานะ "สมมติเทพ" ผู้ทรงบุญญาธิการ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญมิใช่เพียงพิธีการ หากคือ "เทคโนโลยีทางจิตวิญญาณ" ที่ชุมชนทั้งราชอาณาจักรร่วมกันสร้างและมอบหมายให้กษัตริย์ทรงเป็นผู้รับประกันว่าฝนจะตกต้องตามฤดูกาล น้ำจะท่า ข้าวกล้าจะอุดมสมบูรณ์
การเทิดทูนกษัตริย์ของชาวนาจึงมิใช่เรื่องงมงาย หากเป็นการลงทุนครั้งสำคัญเพื่อความมั่นคงทางอาหารของทั้งครัวเรือนและทั้งชาติ
ในทางกลับกัน หากเกิดทุพภิกขภัยใหญ่หลวง ฝนแล้งติดต่อกันหลายปี ชุมชนจะเริ่มตั้งคำถามต่อบุญบารมีและพร้อมที่จะสร้างผู้มีบุญมากกว่า—ผู้ที่สามารถแก้วิกฤตินี้ได้—ขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แทนที่
2. ชุมชนคนชายขอบ: สร้าง "ผู้พิทักษ์"
สำหรับชุมชนที่อาศัยตามแนวชายแดนและพื้นที่กันดารซึ่งห่างไกลจากศูนย์อำนาจ สงครามและการรุกรานคือภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน
การถูกกองทัพต่างชาติเผาหมู่บ้าน จับคนเป็นเชลย หรือกวาดต้อนทรัพย์สิน คือความกลัวที่จับต้องได้ โดยลำพังชุมชนท้องถิ่นซึ่งมีกำลังจำกัดย่อมไม่อาจต่อสู้กับกองทัพใหญ่ได้
คนชายขอบเหล่านี้จึงต้องการ "จอมทัพ" ผู้ทรงพลังพอที่จะรวบรวมไพร่พลไปป้องกันชายแดนหรือยกทัพไปตีข้าศึกเสียก่อน กษัตริย์จึงถูกสร้างให้เป็น "ร่มโพธิ์ร่มไทร" ผู้ให้ความปลอดภัยทางกายภาพ
การจงรักภักดีของพวกเขาเปรียบเสมือนการซื้อประกันภัยที่จ่ายค่าเบี้ยด้วยส่วย แรงงานเกณฑ์ในการก่อสร้างป้อมปราการ และการส่งลูกชายเข้ารับราชการทหาร
ชุมชนที่อยู่ใต้พระบารมีของกษัตริย์ผู้ทรงเข้มแข็งเช่นสมเด็จพระนเรศวรมหาราชย่อมรู้สึกปลอดภัย การเทิดทูนวีรกรรมของกษัตริย์นักรบจึงเป็นการตอกย้ำว่า "ประกันภัยที่เราซื้อไว้นั้นคุ้มค่า"
และเมื่อใดที่กษัตริย์ไม่สามารถปกป้องชายแดนได้ พ่ายแพ้สงครามหรือเสียดินแดน ชายขอบจะเป็นกลุ่มแรกที่หันหลังให้และแสวงหาผู้นำใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า
3. ชุมชนช่างฝีมือ: สร้าง "ผู้อุปถัมภ์สูงสุด"
การสร้างวัดวาอารามที่สวยงามตระการตา พระพุทธรูปที่ใหญ่โตและงดงามที่สุด เครื่องราชูปโภคที่ประณีตบรรจง ล้วนต้องใช้ทรัพยากรทั้งเงินทอง วัตถุดิบหายาก และแรงงานฝีมือชั้นสูงอย่างมหาศาล ซึ่งเกินกว่าที่ชาวนาธรรมดาหรือพ่อค้าเศรษฐีรายบุคคลจะสามารถสนับสนุนได้
ชุมชนช่างฝีมือไม่ว่าจะเป็นช่างทอง ช่างปั้น ช่างไม้ ช่างแกะสลัก หรือช่างเขียนภาพ จึงมีความต้องการ "ผู้อุปถัมภ์ศิลปะ" ผู้ทรงอำนาจและทรัพย์สินมหาศาล ที่สามารถมอบ "โจทย์" อันท้าทายความสามารถ และให้ "รางวัล" ตอบแทนที่เป็นทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และเกียรติยศสูงสุด
กษัตริย์จึงถูกยกย่องให้ดำรงตำแหน่งผู้อุปถัมภ์สูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
การได้รับใช้กษัตริย์ในฐานะ "ช่างหลวง" แม้ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการบันทึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์โดยตรง แต่คือ "จุดสูงสุดของอาชีพ" ที่ช่างฝีมือทุกคนใฝ่ฝัน เพราะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้สร้างสรรค์ผลงานระดับชาติที่จารึกไว้ในแผ่นดินและเป็นที่จดจำไปอีกหลายชั่วอายุคน
ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทยจำนวนมากที่เราภาคภูมิใจในปัจจุบัน จึงมิได้เกิดขึ้นจากพระราชประสงค์เพียงด้านเดียว หากแต่เป็น "ผลผลิต" ร่วมกันของความสัมพันธ์แบบพึ่งพาระหว่างช่างฝีมือกับกษัตริย์ ที่ต่างฝ่ายต่างสร้างโจทย์และรางวัลให้แก่กันอย่างต่อเนื่องยาวนาน
4. ชุมชนพ่อค้า: สร้าง "ผู้ค้ำประกันการค้า"
พ่อค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายในสยาม ไม่ว่าจะเป็นจีน อาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย หรือชาวยุโรป ต่างล้วนเผชิญความเสี่ยงมากมาย ทั้งการถูกโกงทางการค้า การถูกโจรสลัดปล้นเรือ การถูกกีดกันจากท้องถิ่นต่างๆ หรือการถูกฉวยโอกาสจากผู้มีอำนาจในแต่ละหัวเมือง
พวกเขาจึงมีความต้องการอย่างยิ่งยวดที่จะมี "กติกา" หรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วราชอาณาจักร รวมถึงความคุ้มครองจากอำนาจส่วนกลางที่เหนือกว่าผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
กษัตริย์ในสายตาชุมชนพ่อค้าจึงถูกมองในฐานะ "พ่อค้าสูงสุด" หรือผู้ที่ชุมชนพ่อค้าร่วมกัน "ยอมรับ" ให้มีอำนาจในการออกกฎหมาย กำหนดมาตรฐานชั่งตวงวัด อนุมัติสัมปทาน และให้ "พระบรมราชานุญาต" แก่การค้าบางประเภท
การได้รับสถานะเป็น "พ่อค้าในพระบรมราชูปถัมภ์" หรือการค้าขายภายใต้ "ธงชาติไทย" จึงเป็นเหมือนใบเบิกทางที่นำไปสู่ความมั่งคั่งและความปลอดภัย
การแสดงความกตัญญูและความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ผ่านการถวายของกำนัลราคาแพง การเข้าร่วมในขบวนแห่พระราชพิธี หรือการบริจาคทรัพย์สร้างวัดถวายเป็นพระราชกุศล จึงมิใช่เพียงพิธีกรรมทางสังคม แต่เป็นการ "รักษาใบอนุญาตประกอบการ" ให้คงอยู่ต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ความมั่นคงของราชบัลลังก์และความต่อเนื่องของราชวงศ์จึงหมายถึงความมั่นคงของธุรกิจและการค้าของพวกเขาโดยตรง
5. ชุมชนชาวพุทธ: สร้าง "ธรรมราชา"
สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว การได้เกิดมาในแผ่นดินที่พระพุทธศาสนารุ่งเรือง มีพระสงฆ์ทรงวินัย มีธรรมะแพร่หลาย และมีการทำนุบำรุงวัดวาอารามอย่างดีงาม นับเป็นวาสนาอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้เกิดบุญกุศลแก่ตนและครอบครัว
ชุมชนชาวพุทธจึงมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะมีผู้ทำหน้าที่ "เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก" คือผู้ที่จะคอยอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบไป ทั้งในการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัด การบำรุงรักษาพระไตรปิฎก การอุปถัมภ์พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี และการเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติธรรม
กษัตริย์ผู้ทรงไว้ซึ่ง "บุญญาธิการ" ที่สั่งสมมาข้ามภพข้ามชาติ จึงถูกชุมชนชาวพุทธทั้งประเทศ "เลือก" ให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้
การสนับสนุนกษัตริย์ด้วยการบริจาคปัจจัยในการสร้างวัด การเข้าร่วมในพระราชพิธีทางศาสนา และการถวายความจงรักภักดีโดยปริยาย จึงเปรียบเสมือนการ "ร่วมทำบุญ" กับพระองค์
ชาวนาที่บริจาคเงินหรือแรงงานในการสร้างวัดวาอาราม แม้จะให้เพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับพระราชทรัพย์ที่กษัตริย์ทรงบริจาค แต่พวกเขาก็รู้สึกได้ว่าตนมีส่วนร่วมใน "โครงการบุญ" เดียวกับกษัตริย์ แม้จะต่างชั้นต่างวรรณะก็ตาม
ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับชุมชนชาวพุทธจึงเป็น "เครือข่ายบุญ" ที่ทุกชนชั้นร่วมกันถักทอ สร้าง และสืบต่อมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
การหลอมรวมในอดีต: ชุมชนเป็นผู้สร้าง สถาบันกษัตริย์คือผลผลิตแห่งวิวัฒนาการ
สถาบันกษัตริย์ยืนยงมาหลายศตวรรษมิใช่เพราะมีอำนาจบังคับให้รัก หากเป็นเพราะกษัตริย์สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของทุกชุมชนได้พร้อมกัน ผ่านกระบวนการลองทำ ลองปรับ ลองเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง
ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่เป็นการดัดแปลงไปตามสถานการณ์
ชาวนาสร้างให้กษัตริย์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ คนชายขอบสร้างให้เป็นจอมทัพ ช่างฝีมือสร้างให้เป็นองค์อุปถัมภก พ่อค้าสร้างให้เป็นผู้ค้ำประกันกฎเกณฑ์ ชาวพุทธสร้างให้เป็นธรรมราชา
"การเทิดทูน" จึงเป็นการลงทุนร่วมกันของทุกชุมชน
เมื่อใดที่กษัตริย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้—แพ้สงคราม เกิดทุพภิกขภัย—ชุมชนก็จะ "รื้อสร้าง" ความจงรักภักดีเสียใหม่ และเริ่มมองหา "ศูนย์กลางอำนาจ" แห่งใหม่
นี่คือพลวัตที่อธิบายทั้งการสถาปนาและการล่มสลายของราชวงศ์
ภาคปัจจุบัน: ประชาชนเป็นผู้ดัดแปลงสถาบันกษัตริย์ในยุคใหม่
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบอบใหม่ยังไม่มั่นคง สังคมและประชาชนจึง "ดัดแปลง" บทบาทของพระมหากษัตริย์เสียใหม่ ให้กลับมาเป็น "ทางเลือกทางรอด" อีกครั้ง ไม่ใช่ในฐานะผู้มีอำนาจเด็ดขาด แต่เป็น "จุดศูนย์กลางทางศีลธรรม" และ "สัญลักษณ์แห่งความมั่นคง"
และในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้เอง ประชาชนได้ร่วมกัน "สร้าง" และ "ดัดแปลง" บทบาทของในหลวง ร.9 ให้กลายเป็น "พระมหากษัตริย์นักพัฒนา" ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการร่วมที่ทั้งสองฝ่ายต่างลองปรับลองเปลี่ยนเข้าหากัน
ตลอดเจ็ดทศวรรษ ประชาชนได้เห็นพระองค์เสด็จไปทั่วทุกถิ่นทุรกันดาร ทรงริเริ่มโครงการนับพันโครงการ—ฝนหลวง แก้มลิง แกล้งดิน หญ้าแฝก โครงการชั่งหัวมัน—ล้วนเป็นที่ประจักษ์ว่า พระองค์มิใช่ "สมมติเทพ" บนฟ้า หากคือ "พระภูมี" ที่ทรงก้มลงแตะผืนดินเดียวกับราษฎร
พระราชกรณียกิจเหล่านี้คือการ "ผลิตซ้ำ King-People Covenant" ในรูปแบบใหม่ที่ประชาชนเป็นผู้กำหนดโจทย์
ชาวนาเห็นกับตาว่าฝนหลวงของพระองค์ตกจริง ชุมชนบนดอยได้เห็นพระองค์นำหมอ พยาบาล โรงเรียน และสัญชาติไทยไปมอบให้ ความจงรักภักดีในยุคนี้จึงตั้งอยู่บน "ประจักษ์พยาน" ที่จับต้องได้
ครั้นรัชกาลปัจจุบัน ในหลวง ร.10 สังคมและประชาชนก็ร่วมกัน "ดัดแปลง" บทบาทอีกครั้ง
ทรงสืบสานพระราชปณิธานผ่านโครงการจิตอาสา "เราทำความดี ด้วยหัวใจ" ซึ่งปลุกกระแสการมีส่วนร่วมของประชาชน
ทรงต่อยอดโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังและแก้ปัญหาดินเค็มในภาคอีสาน ทรงสืบสานบทบาทธรรมราชาในฐานะองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก
สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการสร้างและดัดแปลงสถาบันจากล่างขึ้นบนยังคงดำเนินอยู่ ตามความต้องการและเงื่อนไขของสังคมยุคใหม่
บทสรุป: สถาบันกษัตริย์คือสิ่งที่ชุมชน สังคม และประชาชนร่วมกันสร้างและดัดแปลง
สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้เกิดจากอุดมการณ์ที่ถูกยัดเยียดจากบนลงล่าง หากคือวิวัฒนาการแห่ง "พันธสัญญาระหว่างราชาและประชา" ที่ชุมชน สังคม และประชาชนเป็นผู้สร้าง ถักทอ และดัดแปลงมาโดยตลอดทั้งในอดีตและปัจจุบัน
มุมมองแบบล่างขึ้นบนนี้ไม่เพียงอธิบายที่มาของความจงรักภักดีได้ลึกซึ้งกว่า แต่ยังเผยให้เห็นพลังของประชาชนในการกำหนดรูปแบบสถาบันที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขา ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย
นี่คือบทเรียนสำคัญ: ทุกสถาบันที่ยืนยงไม่ได้ยืนหยัดด้วยอำนาจหรือประเพณีเพียงอย่างเดียว หากแต่เพราะมันยังคง "มีประโยชน์" และ "ถูกสร้างขึ้นใหม่" โดยคนทั้งสังคมอยู่เสมอ
---
ส่งเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สู่สรวงสวรรค์ รำลึกถึงพระวิริยะอุตสาหะที่ทรงงานเพื่อแผ่นดินและอาณาราษฎร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กองทัพบกน้อมถวายความอาลัย ลดธงครึ่งเสา 15 วัน
กองทัพบกน้อมถวายความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้ต่อการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พร้อมกำหนดลดธงครึ่งเสา 15 วัน แต่งกายไว้ทุก
พสกนิกรสุดอาลัย ชาวสงขลาหลั่งน้ำตา เผยยังเก็บรักษาถุงยังชีพพระราชทาน ครั้งน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 43
ที่อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาดชาดไทย ประชาชนต่างพร้อมใจแต่งกายชุดสีดำเดินทางมาถวายความอาลัยอย่างต่อเนื่อง ภายหลังทราบประกาศสำนักพระราชวังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา
สำนึกในพระกรุณาธิคุณ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' ทรงงาน ณ เรือนจำเขาระกำ จ.ตราด 4 ครั้ง ให้โอกาสผู้ก้าวพลาดฝึกอาชีพ
"พระองค์ภา" เสด็จเยือน 4 ครั้ง เรือนจำเขาระกำตราด ต้นแบบศูนย์เรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทรงมองว่า “ผู้ต้องขัง” ไม่ใช่คนน่ากลัว แต่เป็น “ผู้ก้าวพลาด” ต้องให้โอกาสฝึกอาชีพสุจริต
บช.น. แจ้งเส้นทางเคลื่อนพระศพ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ' ไปยังพระบรมมหาราชวัง
กองบัญชาการตำรวจนครบาล ประชาสัมพันธ์เส้นทางขบวนเชิญพระศพฯ จาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยัง พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง มีรายละเอียดดังนี้
'อรรถวิชช์' บันทึกความทรงจำ ระลึกถึง 'พระองค์ภา' เจ้านายที่รักยิ่ง ทรงเรียบง่ายเป็นกันเอง
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์ภาพพร้อมข้อความเฟซบุ๊กว่า บันทึกนี้เพื่อระลึกถึง “พระองค์ภา” ในมุมของผม เจ้านายที่รักยิ่ง
ศาสตร์แห่งความเคารพและการไว้อาลัย เปิดบันทึกประวัติศาสตร์ 'ลดธงครึ่งเสา'
มนุษยชาติต่างมีวิธีส่งผ่านความโศกเศร้าและการหยิบยื่นความเคารพให้แก่ผู้ล่วงลับแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ทว่ามีสัญลักษณ์หนึ่งที่หลอมรวมเป็นภาษาสากลที่คนทั่วโลกเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยปากพูด นั่นคือ "การลดธงครึ่งเสา"

