ขวางทางปืน

ช็อกครับ...

เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้่นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่มันควรเกิดในอเมริกาไม่ใช่หรือ            

การเข้าถึงอาวุธปืนของคนไทยมันช่างง่ายในทุกช่วงอายุของคน

ไม่ว่าเด็กหรือผูัใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องการใช้ มันหาได้ไม่ยาก

เหตุที่เกิดที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ก็รับรู้ตามข่าวสารที่สื่อทุกสำนักนำเสนอไปแล้ว แต่มีเรื่องที่ต้องพูดกันให้หนักกว่าคือ ทำอย่างไรไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

นายกฯ อนุทิน ประกาศชัดเจนว่าจะแก้กฎหมายอาวุธปืน

"...ตอนนี้เราน่าจะควบคุมเรื่องของปืน การพกพาอาวุธปืนที่มีทะเบียนแล้ว เรื่องของปืนเถื่อนก็เช่นเดียวกัน ต้องมีการตรวจตรา และบังคับใช้กฎหมายให้รุนแรง

 ผมจะมีการเสนอให้ออกกฎหมายใหม่ว่าด้วยเรื่องอาวุธปืน

ที่ผ่านมาผมสั่งได้แค่ห้ามซื้ออาวุธปืน ห้ามครอบครอง ห้ามพกปืนออกนอกเคหสถาน แต่ผมยังไม่มีกําลังมากเพียงพอที่จะไปแก้ไขกฎหมายใดๆ ได้

วันนี้ผมคิดว่าผมน่าจะมีกําลังมากเพียงพอในการแก้กฎหมายเรื่องอาวุธปืน ไม่ให้มาเป็นเครื่องทุ่นแรงสําหรับคนที่ขาดสติสัมปชัญญะ คนที่จะพกพาถือปืนได้ใช้ปืนได้จะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น..."

สิ่งนี้ประชาชนเรียกร้องมานานครับ เพราะทุกครั้งที่มีการกราดยิง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก็มีการพูดถึงการห้ามครอบครองปืนทุกครั้ง

แต่ทุกครั้งแทบไม่มีการแก้ไขใดๆ

นานวันเข้าผู้คนในสังคมก็พากันลืม แล้วมาเกิดเหตุซ้ำ และเรามาเรียกร้องกันอีกครั้ง

ครั้งนี้ก็เช่นกันยังไม่มีหลักประกันอะไร แม้นายกฯอนุทินจะขึงขัง ก็คงต้องให้เวลาอีกสักพัก แล้วคอยดูว่ากฎหมายใหม่ที่จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

สามารถแก้ปัญหาการก่ออาชญากรรมด้วยอาวุธปืนได้หรือไม่

ประเทศไทยมีสถิติการครอบครองอาวุธปืนของพลเรือนสูงที่สุดในอาเซียนและติดอันดับต้นๆ ของโลก ราว ๑๐.๓ ล้านกระบอก หรือราว ๑๕ กระบอกต่อประชากร ๑๐๐ คน

ตัวเลขมันสูงจนน่าตกใจครับ

และการครอบครองปืนนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับอัตราการเกิดคดีฆาตกรรมและคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย

มีปืนเยอะ อาชญากรรมมันก็เยอะ

คนถือปืนใจมันใหญ่ พร้อมลั่นไกตลอดเวลา

ประเทศไทยใช้กฎหมายควบคุมอาวุธปืนมาอย่างยาวนาน เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ก่อนที่จะตราพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ ซึ่งยังคงใช้บังคับมาจนถึงปัจจุบัน

มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้ว ๙ ครั้ง

กฎหมายฉบับนี้กำหนดโครงสร้างการควบคุมตั้งแต่การผลิต การครอบครอง การซื้อขาย การนำเข้าตลอดจนการใช้สิ่งเทียมอาวุธปืน

มีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลักและกรมการปกครองเป็นหน่วยงานดำเนินการด้านการอนุญาตและกำกับดูแลตามกฎหมาย

มีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่สำคัญในการอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนได้ คือ ผู้ขอต้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องที่ตามภูมิลำเนา และการอนุญาตจำกัดไว้ ๓ วัตถุประสงค์

ได้แก่ การป้องกันตนและทรัพย์สิน การกีฬา และการล่าสัตว์ ซึ่งใบอนุญาตใช้ได้เฉพาะอาวุธปืนหนึ่งกระบอกต่อหนึ่งใบอนุญาต

ผู้ถือใบอนุญาตต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ไม่เป็นผู้วิกลจริต มีอาชีพและรายได้ชัดเจน ไม่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง และมีถิ่นที่อยู่แน่นอน

บทลงโทษผู้ที่มี ใช้ หรือครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุก ๑-๑๐ ปีและปรับ ๒,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท

นายกฯ อนุทินบอกว่าจะแก้กฎหมาย คำถามคือจะแก้อะไร อย่างไร

มีกรณีศึกษา ๒ ประเทศ ที่ไทยควรเดินตาม คือ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์

กรณีญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรเป็นผู้ปกครองในช่วงปี ๒๔๘๙ ได้ออกระเบียบห้ามผู้ใดครอบครองอาวุธปืน ยกเว้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ญี่ปุ่นมีสถิติเสียชีวิตเพราะอาวุธปืนต่ำมาก เป็นเพราะข้อจำกัดทางกฎหมายในการครอบครองอาวุธปืนที่เข้มงวดอย่างมาก ทำให้พลเมืองญี่ปุ่นที่ครอบครองอาวุธปืนส่วนตัว มีจำนวนต่ำมากที่สุดในโลก

ในปี ๒๕๖๓ พลเรือนในญี่ปุ่นครอบครองอาวุธปืนได้เพียง ๓๑๐,๔๐๐ กระบอก

ญี่ปุ่นมีพลเมืองกว่า ๑๒๐ ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนผู้ครอบครอง เท่ากับ ๐.๒๕ ต่อ ๑๐๐ คน

ต่างกับไทยอย่างสิ้นเชิง

ส่วนสิงคโปร์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดที่สุดในโลก

กฎหมายหลักที่ใช้คือ กฎหมายว่าด้วยอาวุธและวัตถุระเบิด พ.ศ. ๒๔๕๖ (Arms and Explosives Act 1913) และกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน พ.ศ. ๒๕๑๖ (Arms Offences Act 1973)

สาระสำคัญคือการครอบครอง การพกพา การจำหน่าย และการนำเข้าอาวุธปืนที่รัดกุม

ลักษณะเด่นของกฎหมายคือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการเพิกถอนใบอนุญาตได้ทันทีหากพบว่าผู้ถือครองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสาธารณะ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อการครอบครองอาวุธปืน

แม้ไม่มีความผิดสำเร็จก็ตาม!

ผู้ยื่นคำขออนุญาตต้องพิสูจน์ ความจำเป็นอย่างแท้จริงในการครอบครอง เช่น การประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยหรือการแข่งขันกีฬา

ใบอนุญาตมีอายุจำกัด ไม่สามารถโอนสิทธิ์ได้ และอาจถูกระงับได้โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องชี้แจงเหตุผล

ผลของมาตรการดังกล่าวทำให้สิงคโปร์มีจำนวนอาวุธปืนที่พลเรือนครอบครองต่ำมาก โดยมีประมาณ ๒ หมื่น กระบอก หรือคิดเป็นเพียง ๐.๓๙๖ ของประชากรทั้งหมด

ฉะนั้นการแก้กฎหมาย ถือเป็นหนึ่งในการแก้ปัญหาการก่ออาชญากรรมโดยอาวุธปืนได้ แต่ต้องเป็นการแก้ไขให้มีบทบัญญัติที่เข้มงวดจริงๆ

บทลงโทษต้องรุนแรงกว่าเดิม

ยกเลิกการครอบครองอาวุธปืนได้ก็ยิ่งดี โดยยกเว้นในบางกรณีเท่านั้น เช่นนักกีฬา หรือสาขาอาชีพที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย

ส่วนอาวุธเถื่อน เราเคยใช้มาตรการนิรโทษกรรมมาแล้ว

อาจต้องนำมาใช้อีกครั้ง และถือเป็นครั้งสุดท้าย ใครครอบครองอาวุธปืนเถื่อน ก็ส่งมอบให้ทางราชการในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าไม่มีความผิด

หากเลยเวลาแล้วปรากฏว่ายังครอบครอง บทลงโทษต้องหนัก รัฐต้องทำให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่าง

หวังว่าทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นและจบในรัฐบาลอนุทิน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อาถรรพ์กันยายน

ดุเดือดครับ...การเมืองรอบสัปดาห์นี้ โหมโรงนำไปสู่การซักฟอกรัฐบาลที่ฝ่ายค้านยังปิดเป็นความลับว่าจะยื่นเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือ ยื่นในสมัยประชุมนี้อย่างแน่นอน สรุปคือไม่เกิน ๒๒ ธันวาคม

เอาประเทศของเราคืนมา

มาแล้วครับ... สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศ "ลงถนน" ผ่านเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" "...ถึงเวลาแล้ว 'เอาประเทศไทยของเราคืนมา' สนธิแถลงข่าว ๗ กันยา. แสดงจุดยืนลงถนน

ขำตรงไหน

ดูเหมือนจะเป็นเอกฉันท์ครับ เสียงบูลลี สว. "ประทุม วงศ์สวัสดิ์" ที่นำเสนอแก้ปัญหา "นอมินี" บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ด้วยการให้ต่างชาติถือหุ้น ๑๐๐%

เปลี่ยนม้ากลางศึก

ไม่มีสาระอะไรมากหรอกครับ... แค่ตรวจสอบประวัติของโฆษกรัฐบาลคนใหม่ เพราะอยากรู้ว่าทำไมนายกฯ อนุทินถึงตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึก

อย่ากลัวที่จะเปลี่ยน

ผ่านพิธีปลุกเสกจากวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้วครับ สำหรับ พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน ที่ประชุมวุฒิสภาวานนี้ (๓๑ สิงหาคม) ดุเดือดดีครับ แม้บรรยากาศการประชุมโดยรวมจะเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ แต่การอภิปรายบางช่วงบางตอน สําบัดสํานวนมาเต็ม

BRN จอมโกหก

สองสามวันก่อนมีความเคลื่อนไหวของ BRN กลุ่มก่อการร้ายใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาจากเฟซบุ๊กชื่อ Amanah Putra