'อ.เฟี๊ยต' ไขปม ทำไมต้องท้วงติงกระแสเซฟ 'ทับลาน' และข้อเสนอต่อการอนุรักษ์

1 ก.ค. 2569- ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม โพสต์บทความ เรื่อง ทำไมต้องท้วงติงกระแสเซฟทับลาน และข้อเสนอต่อการอนุรักษ์ มีเนื้อหาดังนี้

การอนุรักษ์ธรรมชาติ การอนุรักษ์ป่า การอนุรักษ์สัตว์ป่า เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ผมเองก็เป็นนักอนุรักษ์ และทำงานอนุรักษ์มานาน หลายๆ ท่านที่ออกมาท้วงติงกระแสเซฟทับลานก็เป็นนักอนุรักษ์ แต่ทำไมเราไม่ดีใจกับการเซฟทับลาน คำตอบและข้อเสนอต่อวงการอนุรักษ์ของผมมีดังนี้

1.อุทยานแห่งชาติทับลานประกาศโดยใช้วิธี เหมาเข่ง ไม่ใช้วิชาวนศาสตร์ โดยเจ้าหน้าที่ทำการ การขีดเส้นอุทยานบนภาพถ่ายทางอากาศ ไม่ได้เอาเฉพาะพื้นที่ที่มีธรรมชาติสมบูรณ์ แต่รวมพื้นที่ที่เสื่อมโทรม เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นพื้นที่ที่มีชุมชนที่รัฐเป็นผู้จัดตั้งขึ้นมา เป็นพื้นที่ราชพัสดุที่อนุญาตให้ทหารใช้ซ้อมรบ ซึ่งขัดต่อมาตรา 6 ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 2504 และไม่มีการลงพื้นที่สำรวจและปักหมุดให้ประชาชนเห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นเขตอุทยาน ซึ่งขัดต่อมาตรา 8 ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 2504 ข้าราชการที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการประกาศอุทยานแห่งนี้จึงปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งผิดมาตรา 157 ด้วย

ความผิดพลาดนี้นำมาซึ่งความเสียหายของทางราชการและสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ประชาชนหลายคนถูกจับกุมดำเนินคดีและติดคุกเพราะความไร้ความผิดชอบของเจ้าหน้าที่ นอกจากนั้น ยังขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตตลอด 45 ปีที่ผ่านมา การเซฟทับ ลานจึงเป็นการปกป้องคนผิดโดยปริยาย และยังซ้ำเติมความทุกข์ให้กับชาวบ้านจากการไม่ได้รับความยุติธรรม

2.การเซฟทับลานไม่มีความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวว่าเป็นการเพิกถอนอุทยานทับลานแบบเหมาเข่ง โดยเอาทุกกรณีมารวมกัน ซึ่งทำให้ตัวเลขพื้นที่ดูสูงมากจนน่าตกใจ ขณะที่พื้นที่ที่เพิกถอนเป็นพื้นที่ที่ได้มาโดยมิชอบตามที่กล่าวไว้ในข้อที่ 1

ยิ่งไปกว่านั้น การนำเสนอข้อมูลและภาพมีการโกหกหลอกลวงสังคม เช่น การใช้ภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นภาพป่าและสัตว์ป่าทับลงบนชุมชนเพื่อเรียกน้ำตา เรียกความน่าสงสาร เรียกได้ว่าพวกเซฟทับลานประกาศอุทยานทับลานทับชุมชนรอบสอง (ดูภาพ 2) บางคนบางกลุ่มใช้ภาพสัตว์ป่าจากที่อื่น เช่น นำภาพช้างจากจังหวัดตราดมาหลอกคนในสังคมให้เชื่อว่าเป็นช้างป่าที่อยู่ในชุมชนทับลานและชุมชนสร้างปัญหาขยะที่ไม่ดีต่อช้าง (ดูภาพ 3-4)

ความไม่ชอบธรรมของการเซฟทับลานยังจะเห็นได้จากเมื่อมีการนำข้อมูลมาเปิดเผยว่าชุมชนอยู่ก่อนประกาศอุทยาน ฝ่ายอนุรักษ์ทั้งองค์กรอนุรักษ์และนักอนุรักษ์ก็จนแต้ม และยอมรับว่าไม่ได้คัดค้าน แค่วิตกกังวลเท่านั้นว่าชาวบ้านไม่ได้ที่ ที่ดินจะตกในมือของนายทุน หรือชาวบ้านจะขายสิทธิ์ให้นายทุน บางคนก็อ้างประเด็น ส.ป.ก.บวม ทั้งที่องค์กรหรือคนเหล่านั้นไม่เคยสู้เรื่องปัญหาที่ดินมาก่อนเลย แต่พอกรณีกลับกระตือรือร้นเรื่องนี้มาก

พอจนแต้มเรื่องการประกาศอุทยานทับที่ สปก. ทับชุมชน ฯลฯ นักเซฟทับลานกลับสร้างตรรกวิบัติ โดยอ้างว่าถึงอย่างไรป่าก็อยู่ก่อนคน บางคนถึงกับใข้คำว่าไม่ทีเดรัจฉานไหนอยู่ก่อนสัตว์ปาา ซึ่งเป็นการเหยียดเพื่อนมนุษย์ที่หยาบคายมาก พวกนี้ได้อ้างเหตุผลนี้ว่าต้องทวงคืนให้กับสัตว์ป่า พวกเซฟทับลานแบบไร้เหตุผลจำนวนมากก็เฮโลตาม พฤติกรรมดังกล่าวเท่ากับเป็นการไม่เคารพต่อกฎหมาย เหมือนกับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป เพราะการประกาศอุทยานขัดกับกฎหมายอื่น โดยเฉพาะ สปก. หากใช้เหตุผลข้างๆ คูๆ แบบนี้ ประเทศนี้ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย อยากจะทำอะไรก็ทำตามอำเภอใจ ขอให้เสียงดังกว่าก็พอ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ ผมไม่อยากเห็นความคิดการอนุรักษ์เดินไปทางขวา จนกลายเป็นพวกขวาตกขอบ เป็นขวาจัด ลองกลับไปทบทวนครับ ตอนที่มีการประท้วง รมว.สุชาติ ท่าทีและพฤติกรรมของแกนนำเซฟทับลานดูเหมือนพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงกับชาวบ้านทับลานที่อยู่บริเวณนั้นได้ตลอดเวลา ถ้าใครได้เห็นภาพคนเซฟทับลาน ลองคิดว่าอารมณ์ของเธอ แตกต่างกับมวลชนที่เข้าร่วมส่งเสียงเชียร์ให้แขวนคอนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อย่างไร

การรณรงค์เซฟทับลานจึงเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์ที่ผิดๆ เหยียดเพื่อนมนุษย์ ไร้อารยธรรม คิดแต่สร้างกระแสเพื่อให้ชนะโดยไม่สนใจว่าวิธีการนั้นจะสกปรกแค่ไหน ถ้าการอนุรักษ์เป็นเช่นนี้ผมคิดว่านักอนุรักษ์ที่มีความเป็นธรรมในหัวใจไม่มีใครสามารถยอมรับ ไม่สามารถประนีประนอม หรือไม่สามารถแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างกับคนเหล่านี้ได้ และไม่มีวันที่จะยอมให้การอนุรักษ์ต้องตกอยู่ในวิถีการอนุรักษ์แบบขวาจัดได้

3.ในกรณีทับลานยังปรากฏว่ามีการต่อรองกับรัฐบาลซึ่งไม่มีความชอบธรรม โดยเฉพาะการไม่ต้องการให้เกิดทับลานโมเดล

ผมคิดว่านักอนุรักษ์จริงๆ จะไม่กล่าวแบบนี้ เพราะปัญหาการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับที่ดินทำกิน ทับที่อยู่อาศัย ทับชุมชนของประชาชน มันเกิดขึ้นเกือบทั่วประเทศ ถ้าเราไปฟังที่ผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้พูด เราก็จะเห็นว่าวิธีการที่ข้าราชการกรมป่าไม้ใช้แบบกรณีทับลานยังถูกนำไปใช้ในการประกาศอุทยานที่อื่นๆ ด้วย โดยในปี 2524 ปีเดียวกันกับการประกาศอุทยานแห่งชาติทับลาน มีการเร่งประกาศอุทยานทั่วประเทศรวมทับลานด้วย 18 แห่ง

การที่นักอนุรักษ์ต้องการไม่ให้เกิดทับลานโมเดลจึงเป็นความโหดร้ายต่อประชาชน ดังนั้นจึงต้องตำหนินักอนุรักษ์พวกนี้ว่าอนุรักษ์แบบไม่เห็นหัวของประชาชน

4. การใช้วิธีการประกาศป่าอนุรักษ์แบบทับลานสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อราชการ
เฉพาะกรณีทับลาน รัฐบาลหลายยุคหลายสมัย ต้องตามล้างตามเช็ด ต้องสูญเสียงบประมาณในการแก้ไขปัญหา แม้ไม่มีการรวบรวมตัวเลข แต่ก็คาดว่าใช้เงินมหาศาล ซึ่งงบประมาณที่ใช้ไปคือภาษีประชาชนทั้งนั้น

ขณะที่ในระดับประเทศ ในปี 2552-2555 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องทำโครงการปรับปรุงแผนที่แนบท้ายกฤษฏีกา และแนวเขตป่าไม้ โดยมีการว่าจ้างบริษัทเอกชน ต้องใช้งบประมาณถึง 2,254 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหา แต่ยังทำให้เกิดความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้ตรวจสอบโครงการดังกล่าว มีข้อสังเกตว่าการทำโครงการทำให้เกิดปัญหาและอาจเข้าข่ายการใช้งบประมาณแผ่นดินไม่คุ้มค่า เพราะการจัดทำแผนที่ไม่ถูกหลักการการทำแผนที่ตามระเบียบของหน่วยงานภาครัฐ เพราะไม่มีการลงตรวจสอบจากพื้นที่จริง ไม่มีการตรวจสอบแนวเขต การอ่านภาพถ่ายทางอากาศที่ออกมาไม่ตรงกับข้อมูลของหน่วยงานรัฐระดับพื้นที่ การไม่สำรวจจริงอาจส่งผลให้เส้นแนวเขตป่าคลาดเคลื่อน ดังกรณีการจัดทำเส้นแนวเขตป่าไม้บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ แนวเขตป่าไม้ได้กินพื้นที่ประชาชนและพื้นที่หน่วยงานรัฐส่วนอื่นๆ ห่างออกไปถึง 9 กิโลเมตร

สตง.ยังตั้งข้อสังเกตว่าขั้นตอนการกำหนด TOR ของโครงการผิดพลาด ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของพื้นที่ และอาจส่งผลถึงข้อมูลแนวเขตป่าไม้ที่ผิดพลาดทั้งประเทศ อีกทั้งการตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่ใหม่จากหลักหมุด ขาดความรู้ ความเข้าใจ และผิดไปจากระเบียบการจัดทำแผนที่ของภาครัฐ รวมถึงไม่มีการตรวจสอบหลักหมุดใหม่ และอาจนำไปสู่ปัญหาข้อพิพาทใหม่

ผมไม่รู้ว่าคนที่ออกมาเรียกร้องไม่ให้เกิดทับลานโมเดลรู้หรือไม่ว่ากำลังนั่งทับความผิดพลาดของข้าราชการในอดีต และผมไม่รู้ว่าบางคนมีเอี่ยวกับโครงการนี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ สังคมไทยจะต้องไม่ตกหลุมพรางของคนกลุ่มนี้ ตรงกันข้าม เราต้องตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนี่คือเงินที่มาจากภาษีพวกเราทุกคนที่ต้องเสียค่าโง่เพราะการทำงานหยาบๆ ของข้าราชการ

5.ผมเสนอว่าการอนุรักษ์ในสังคมไทยควรเป็นการอนุรักษ์ที่จะต้องควบคู่กับความยุติธรรมทางสังคม ไม่ใช่แยกออกจากสังคม

ผมยืนยันข้อเสนอว่ารัฐจะต้องแก้ปัญหาที่ข้าราชการในอดีตสร้างขึ้นมาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน รัฐจะต้องไม่สร้างปัญหาเพิ่มเติม และนโยบายการอนุรักษ์ของรัฐรวมทั้งองค์กรอนุรักษ์ที่เป็นเอ็นจีโอจะต้องเป็นกระบวนการอนุรักษ์ที่ให้ประชาชนโดยเฉพาะองค์กรชาวบ้านและท้องถิ่นมีส่วนร่วม
ผมไม่เคยเชื่อว่าทรัพยากรรวมถึงป่าเมื่ออยู่ในมือของรัฐแล้วจะปลอดภัย จะไม่ถูกทำลาย ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลทุกรัฐบาลประเคนทรัพยากรให้ทุนไปตักตวงผลประโยชน์ กรณีป่าไม้ เกือบทุกรัฐบาลเฉือนป่าอนุรักษ์ไปสร้างเขื่อน ขณะที่นักเซฟทับลานบางคนไม่ได้สำนึกว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ผมเชื่อว่าถ้าหากรัฐคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิในกรณีอุทยานไปประกาศทับที่ สังคมไทยจะมีแต่ได้กับได้ เพราะเราจะได้ชาวบ้านมาเป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทเดียว

ผมขอยกตัวอย่างชาวบ้านสะเอียบ จังหวัดแพร่ ที่ชุมชนถูกอุทยานแห่งชาติแม่ยมประกาศทับเมื่อปี 2527 ทำให้ชาวบ้านผิดกฎหมาย กลายเป็นคนบุกรุกป่า แต่ชาวบ้านมีการตั้งกลุ่มราษฎรรักษ์ป่าตำบลสะเอี่ยบ และมีบทบาทในการปกป้องอุทยานแห่งชาติแม่ยมมานานถึง 36 ปี ทั้งการต่อสู้กับขบวนการลักลอบทำไม้เถื่อนที่ต้องเสี่ยงกับลูกปืน และการต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นอย่างเข้มแข็ง

ถ้าไม่มีชาวสะเอียบ วันนี้เราคงไม่มีป่าแม่ยมที่เป็นป่าสักทองผืนสุดท้ายของประเทศและของโลก
ในทางกลับกัน ที่ผ่านมารัฐเองด้วยซ้ำที่ต้องการทำลายผืนป่าแห่งนี้ด้วยการผลักดันเขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวสะเอียบจึงต้องสู้ทั้งกับรัฐและทุน รวมถึงนักการเมืองและเจ้าพ่อท้องถิ่น ที่เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้

ถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องทบทวนวิธีคิดในการอนุรักษ์ เราต้องหยุดสร้างอคติให้กับคนจนที่อยู่กับป่าว่าเป็นปัญหาการอนุรักษ์ แต่ต้องมองว่าพวกเขามีศักยภาพในการอนุรักษ์ และเราต้องช่วยกันสร้างการอนุรักษ์แบบการมีส่วนของชาวบ้านและของสังคม ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม ความยั่งยืนในการอนุร้กษ์ก็จะตามมา

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'รมว.สุชาติ' เปิดปฏิบัติการค้นหา 3 คนไทยสูญหายดอยจ้อง เชียงราย ระดม 'กรมอุทยานฯ' ผนึกทุกภาคส่วน ล่าสุดพบแล้ว 2 เร่งค้นหาอีก 1 คน

นายสุชาติ ชมกลิ่น เปิดเผยถึงกรณีคนไทย 3 คนสูญหายบริเวณดอยจ้อง ใกล้อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ได้สั่งการด่วนให้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง มูลนิธิกู้ภัย และหน่วยงานในพื้นที่ เร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหายอย่างเต็มกำลัง พร้อมกำชับให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ

'รมว.สุชาติ' สั่งกรมอุทยานฯ เปิดสายด่วน 1362 รับแจ้งเหตุน้ำท่วม 24 ชม. หวั่นประชาชนตกค้าง ย้ำเดินหน้าตามนโยบาย 'นายกอนุทิน' ช่วยผู้ประสบภัยทั่วถึง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายสุชาติกล่าวว่า การเปิดสายด่วน 1362 ในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถแจ้งพิกัดและขอความช่วยเหลือได้โดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมสูง พื้นที่ที่รถไม่สามารถเข้าถึง หรือมีผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ป่วยติดเตียง และกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นกรณีเร่งด่วน

'สุชาติ' เผย 'ทช.' ระดมกำลัง-เรือ3ลำ ลุยช่วยน้ำท่วมราชบุรี เคลื่อนย้ายประชาชน-ลำเลียงสิ่งของ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนเต็มกำลัง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจาก ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ถึงการระดมกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรของกรมฯ ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยยึดหลัก “ทส.หนึ่งเดียว” ผนึกกำลังทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เพื่อดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง

'รมว.สุชาติ' ลงลาดกระบังอีกครั้ง เติมกำลังใจผู้ประสบภัย-เจ้าหน้าที่ ส่งไอศกรีม-ส้มสายน้ำผึ้งฝาง พร้อมอาหารสัตว์ 'ทส.หนึ่งเดียว' ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมรายงานสถานการณ์ ท่านนายกฯ อนุทิน

นายสุชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้สามารถรับทราบปัญหาจากหน้างานและปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกำชับทุกหน่วยงานภายใต้แนวทาง “ทส.หนึ่งเดียว” ทำงานเชิงรุกร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง ทั้งการดูแลอาหาร น้ำดื่ม การเดินทาง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก

'สุชาติ' ส่งทีม ทส. ลุยปราจีนบุรี-นครนายก เร่งช่วยประชาชนฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ตั้งครัวสนาม-ส่งอาหารถึงมือผู้ประสบภัย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับจิตอาสาและรถประกอบอาหารของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมจัดตั้งครัวสนามในพื้นที่ เพื่อประกอบอาหารปรุงสุกและจัดส่งให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนน้ำสะอาดและสิ่งของจำเป็น เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

'สุชาติ' สั่ง 'ทส.หนึ่งเดียว' ลุยลาดกระบัง เพิ่มครัว 6 คัน-ระดมเรือ ฝ่าน้ำส่งอาหารถึงชุมชน ย้ำ 'ไม่ทิ้งผู้ประสบภัย'

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดมทุกหน่วยงานเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยย้ำว่า “อาหารต้องถึงคน เรือเข้าถึงชุมชน” จุดไหนรถเข้าไม่ได้ต้องใช้เรือ และจุดไหนประชาชนขาดแคลนต้องเร่งนำสิ่งของเข้าไปให้ถึงมือ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วย พร้อมย้ำว่า “เราต้องทำงานเป็นหนึ่งเดียว และจะไม่ทิ้งผู้ประสบภัยไว้ข้างหลัง”