
6 ก.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อเขียนเรื่อง จาก "คดีแอร์มีนา" สู่บทพิสูจน์หลัก Wilful Blindness ของศาลสูงออสเตรเลีย: เมื่อ "การเลือกที่จะไม่รู้" อาจไม่ใช่ข้อแก้ตัว เนื้อหาระบุว่า การจับกุม "แอร์มีนา" พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย วัย 26 ปี ที่ท่าอากาศยานเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวสะเทือนขวัญวงการการบินระดับประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่กองกำลังชายแดนออสเตรเลีย (ABF) ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอย่างแนบเนียนด้วยการซีลฝังไว้ในเนื้อผ้าของ "กระเป๋าผ้าลายช้าง" จำนวน 12 ใบ ซึ่งเบื้องต้นตรวจแล็บยืนยันผลแล้ว 2 ใบ น้ำหนักประมาณ 900 กรัม ถึงประมาณ 1 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 11.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ตามการประเมินเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ คดีอาชญากรรมข้ามชาตินี้ได้กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนทันที
หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน ปฏิบัติการแกะรอยของตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ส., บช.ปส. และสืบนครบาลของไทย ขยายผลอย่างรวดเร็วราวกับภาพยนตร์สืบสวน ตำรวจไทยเข้าจับกุม "นายอุทัย" ชายชุดฮู้ดวัย 59 ปีที่ปรากฏในกล้อง CCTV คอนโดฯ ย่านบางนา ขณะเตรียมหนีออกชายแดน โดยสารภาพว่ารับจ้างจากเฟซบุ๊กชื่อ "Rose Rose" นำกระเป๋ามาส่งให้แอร์สาว แลกเงินเพียง 3,400 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ตำรวจยังรวบตัว "นายนันทวัฒน์" เพื่อนสนิทที่ร่วมขบวนการ นำกระเป๋าผ้าลายช้างส่วนที่เหลือไปโยนทิ้งเพื่อทำลายพยานหลักฐานในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนฝั่งออสเตรเลีย จากแนวทางการสืบสวน มีรายงานว่าพบหญิงไทยผู้ใช้ชื่อ 'Dear' เป็นบุคคลที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับการรับมอบสัมภาระ และ AFP อยู่ระหว่างตรวจสอบความเชื่อมโยงจากข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ
อย่างไรก็ตาม หากมองในมิติของกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การตรวจพบเฮโรอีน เพราะประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงการพิสูจน์ "องค์ประกอบภายนอก" (Actus Reus) ของความผิดเท่านั้น คำถามสำคัญที่ศาลออสเตรเลียจะต้องตอบ และเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของคดีนี้ก็คือ: "แอร์มีนารู้หรือไม่ว่า กำลังนำยาเสพติดเข้าสู่ออสเตรเลีย?"
คำถามนี้นำไปสู่หลักกฎหมายสำคัญของระบบคอมมอนลอว์ (Common Law) ที่เรียกว่า Wilful Blindness หรือ "การจงใจไม่รู้"
การสืบสวนไม่ได้มุ่งเพียงค้นหายาเสพติด แต่ค้นหา "สภาพจิตใจ"
เหตุผลที่ AFP ให้ความสำคัญกับการกู้ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือของแอร์มีนา การตรวจสอบข้อความสนทนา เส้นทางการเงิน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และพฤติการณ์ก่อนและหลังการเดินทาง ก็เพราะหลักกฎหมายอาญาออสเตรเลียกำหนดว่า อัยการต้องพิสูจน์ "องค์ประกอบทางจิตใจ" (Fault Element) ของความผิดด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพบยาเสพติดในสัมภาระไม่ได้ทำให้ศาลสามารถสรุปได้ทันทีว่าจำเลยมีความผิด หากยังต้องพิสูจน์ว่า จำเลยมีความรู้ หรือมีสภาพจิตใจตามที่กฎหมายกำหนด
แนวคำพิพากษาศาลสูงออสเตรเลีย: ความรู้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยคำรับสารภาพ
แนวคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ Smith v The Queen (2017) ซึ่งศาลสูงออสเตรเลียวางหลักว่า: การพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจของความผิด ไม่จำเป็นต้องอาศัยคำรับสารภาพของจำเลย แต่ศาลหรือคณะลูกขุนสามารถอนุมานจากพยานแวดล้อมทั้งหมดได้
กล่าวคือ ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร ความสัมพันธ์กับผู้ร่วมขบวนการ วิธีการเดินทาง วิธีการรับมอบสัมภาระ หรือพฤติกรรมภายหลังเกิดเหตุ ก่อนจะวินิจฉัยว่าจำเลย "รู้" หรือไม่
อีกคดีหนึ่งที่เป็นหลักสำคัญคือ Bahri Kural v The Queen (1987) ซึ่งศาลสูงออสเตรเลียอธิบายว่า: บุคคลที่ตั้งใจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเพราะไม่ต้องการรู้ความจริง ไม่อาจอ้างความไม่รู้เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางอาญาได้
คำพิพากษาทั้งสองคดีได้กลายเป็นรากฐานของโครงสร้างสภาพจิตใจ 3 ระดับในกฎหมายออสเตรเลีย ดังนี้ครับ:
1. Actual Knowledge: รู้จริง ระดับแรกคือ Actual Knowledge หมายถึง จำเลยรู้ข้อเท็จจริงโดยตรง เช่น รู้ว่ากระเป๋ามีเฮโรอีน, รู้ว่ากำลังลำเลียงยาเสพติด หรือรู้ว่าปลายทางเป็นผู้ค้ายาเสพติด กรณีเช่นนี้การพิสูจน์ย่อมตรงไปตรงมาที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ ผู้กระทำความผิดแทบไม่ยอมรับว่า "รู้" ดังนั้น อัยการจึงมักต้องอาศัยพยานแวดล้อมเพื่อพิสูจน์แทน
2.Wilful Blindness: เลือกที่จะไม่รู้ หลัก Wilful Blindness ไม่ได้หมายถึง "ไม่รู้" แต่หมายถึง "รู้ว่ามีเหตุให้สงสัยอย่างยิ่ง แล้วจงใจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพราะไม่ต้องการรู้ความจริง" จุดสำคัญอยู่ที่คำว่า "เลือก" ที่จะไม่รู้ ไม่ใช่ "ไม่รู้" ตัวอย่างเช่น: ได้รับค่าจ้างสูงผิดปกติ, ผู้ฝากกำชับว่าอย่าเปิดกระเป๋าเด็ดขาด, กระเป๋าผ้าลายช้างมีน้ำหนักและสัมผัสที่หนักหรือหนาผิดปกติในเนื้อผ้า, หรือมีข้อพิรุธหลายประการและมีโอกาสตรวจสอบ แต่เลือกที่จะไม่ตรวจ หากศาลเห็นว่า จำเลยรับรู้ข้อพิรุธเหล่านี้ แต่ตั้งใจไม่ตรวจสอบเพราะต้องการรักษาความสามารถในการอ้างว่า "ไม่รู้" ศาลอาจถือว่าเป็น Wilful Blindness กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กฎหมายไม่ยอมให้บุคคลสร้าง "ความไม่รู้" ขึ้นมาเป็นข้อแก้ตัวของตนเอง
3.Recklessness: ยอมรับความเสี่ยง อีกแนวคิดหนึ่งที่สำคัญคือ Recklessness คำนี้มักแปลว่า "ประมาท" แต่แท้จริงแล้วไม่ตรงกับความหมายของความประมาทตามกฎหมายไทย มันหมายถึง "จำเลยตระหนักว่ามีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดข้อเท็จจริงบางประการ แต่ยังคงดำเนินการต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงนั้น" จึงเป็นสภาพจิตใจที่สูงกว่าความประมาททั่วไป เพราะผู้กระทำรับรู้ความเสี่ยงแล้ว แต่ยังยอมเดินหน้าต่อ
ในกฎหมายอาญาเครือรัฐออสเตรเลีย ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบางฐานความผิดกำหนดให้สถานะของสิ่งของว่าเป็นยาเสพติดอาจพิสูจน์ได้ด้วยการแสดงว่าจำเลย "รู้" หรืออย่างน้อย "ประมาทโดยยอมรับความเสี่ยง (Reckless)" ต่อข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของบทบัญญัติที่ใช้กล่าวหา
เปรียบเทียบกับกฎหมายไทย: มาตรฐานที่แตกต่าง
ฝั่งกฎหมายออสเตรเลีย (Wilful Blindness): ใช้มาตรฐานเชิงอัตวิสัย (Subjective Standard) โดยจะเจาะลึกว่า "จำเลยคนนี้" รับรู้ข้อพิรุธแล้วใช่ไหม และตั้งใจเลือกที่จะปิดตาตัวเองเพื่อไม่ให้รู้ความจริงใช่หรือไม่ ถือเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบทางจิตใจที่เทียบเท่าความรู้จริง
ฝั่งกฎหมายไทย (รู้อยู่แล้ว หรือมีเหตุอันควรรู้): ใช้มาตรฐานเชิงภาวะวิสัย (Objective Standard) โดยเทียบกับมาตรฐานของบุคคลทั่วไปว่าหากใช้ความระมัดระวังตามสมควรในสถานการณ์นั้น ย่อมควรรู้ข้อเท็จจริง แต่สำหรับความผิดอาญาของไทยที่ต้องอาศัยเจตนา ลำพังการมีเพียง "เหตุอันควรรู้" ย่อมไม่อาจใช้แทนองค์ประกอบเรื่องเจตนาได้ (ตาม ป.อ. มาตรา 59) แม้ข้อพิรุธต่าง ๆ จะสามารถใช้เป็นพยานแวดล้อมเพื่ออนุมานความรู้จริงของจำเลยได้ก็ตาม
หากนำมาประเมินกับคดีแอร์มีนา
หากคดีเข้าสู่การพิจารณาในศาลออสเตรเลีย อัยการไม่น่าจะพยายามพิสูจน์เพียงว่าแอร์มีนา "ประมาท" แต่จะพยายามสร้างภาพรวมจากพยานแวดล้อมทั้งหมดเพื่อแสดงว่า: เธอดำรงตำแหน่งเป็นลูกเรือที่เดินทางเข้าออกออสเตรเลียเป็นประจำ ย่อมผ่านการอบรมและรับรู้มาตรการความปลอดภัยเป็นอย่างดี, มีข้อพิรุธเกี่ยวกับสัมภาระ (กระเป๋าผ้าลายช้างฝังซีล) ที่บุคคลในวิชาชีพเช่นเธอสามารถรับรู้ถึงความผิดปกติได้, และมีโอกาสตรวจสอบหรือปฏิเสธการรับฝากพัสดุ แต่ไม่ได้ดำเนินการ อีกทั้งข้อมูลในโทรศัพท์หรือการติดต่ออาจสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่าเธอหลีกเลี่ยงการรับรู้ความจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การเป็นลูกเรือไม่ใช่ข้อสันนิษฐานแห่งความผิด และไม่อาจใช้แทนการพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจได้ ศาลยังคงต้องประเมินพยานหลักฐานทั้งหมด และอัยการยังคงมีภาระพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร (Beyond Reasonable Doubt)
บทสรุป
คดีแอร์มีนายังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และจำเลยยังได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด คดีนี้สร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้าง จนสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) 8’ต้องออกกฎเหล็กคุมเข้มกระเป๋าลูกเรือ (Crew Baggage Control)
แต่ในมุมของกฎหมายเปรียบเทียบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้สังคมไทยได้รู้จักหลัก Wilful Blindness ซึ่งย้ำเตือนใจเราทุกคนว่า: "กฎหมายมิได้ลงโทษผู้ที่ 'ไม่รู้' หากไม่รู้โดยสุจริต แต่กฎหมายก็ไม่ยอมให้ผู้ที่เห็นข้อพิรุธอย่างชัดเจน แล้วเลือกปิดตาตนเองเพื่อสร้างข้ออ้างว่าตน 'ไม่รู้' ขึ้นมาได้เช่นกัน"
ในท้ายที่สุด สิ่งที่ศาลออสเตรเลียจะต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่เพียงแค่ "พบยาเสพติดในกระเป๋าหรือไม่" หากแต่ต้องตอบคำถามที่ละเอียดอ่อนและสะเทือนไปถึงสภาพจิตใจเบื้องลึกว่า จำเลย "รู้จริง" (Actual Knowledge), "จงใจไม่รู้" (Wilful Blindness) หรือเพียง "ยอมรับความเสี่ยง" (Recklessness) เพราะระดับของสภาพจิตใจที่แตกต่างกันนี้ จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมและผลของคดีประวัติศาสตร์นี้ในที่สุดครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'แก้วสรร' แกะสื่อโซเชียลมะกันบอกทรัมป์สั่งผุดแผนใช้นิวเคลียร์จบศึกอิหร่าน!
นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชำแหละช่องโหว่บริหารโทษจากปม 'เล่าต๋า แสนลี่'
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ฝันเป็นเถ้าแก่น้อย! โจ๋ 17 ขนไอซ์ 105 กก. ค่าจ้าง 1.3 แสน วกหาแฟนสาววัย 15 ก่อนถูกจับ
ตำรวจนครพนมรวบเยาวชนวัย 17 ปี พร้อมไอซ์ 105 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท รับงานขนยาแลกค่าจ้าง 1.3 แสนบ
'อนุทิน' สวนดรามาจัดฉากค้นรถ ยันตำรวจไม่รู้ ไปทีมส่วนตัวไร้รถนำ
'อนุทิน' สวนดรามาเข้าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า บอกไม่ได้ไปบุรีรัมย์นานแล้ว ไร้รถนำขบวนไปกับทีมส่วนตัว พอดีผ่านด่านตำรวจไม่รู้
อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์คำวินิจฉัย 'ปธ.ศาลอุทธรณ์' คดีฟ้องกกต. ไม่อยู่ในอำนาจศาลคดีทุจริตฯภาค4
ท่ามกลางแรงกดดันทางสังคมและการเรียกร้องจากภาคประชาสังคม คณาจารย์นิติศาสตร์ ทนายความ และนักกฎหมาย ที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดประเด็นข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ครั้งสำคัญ
'เปลี่ยนผู้เสพ' สู่คนมีอาชีพ คืนสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
“ชุมชนล้อมรักษ์แปลงยาว” เปลี่ยนผู้เสพสู่คนมีอาชีพ เผยใช้ชุมชนเป็นฐานดูแลผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ดึงภาครัฐ-เอกชน ชุมชน ตำรวจ ร่วมติดตามต่อเนื่อง พร้อมสร้างอาชีพและรายได้ หวังลดการกลับไปเสพซ้ำ และเปิดพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

