
17 ก.ค. 2569 – ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณหมอไห่ (สรณ) เพื่อนรัก
คุณหมอไห่คงจำได้นะครับว่า เมื่อคุณหมอได้รับการลงคะแนนเสียงให้เป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จากวุฒิสภา คุณหมอบอกผมว่า คุณหมออยากอาสาเป็นประธาน กสมทช และอยากให้ผมบอกให้กรรมการบางท่านลงเสียงสนับสนุนคุณหมอ ผมก็สนับสนุน และคุณหมอก็ได้เป็นประธาน กสทช เป็นเกียรติแก่พวกเราชาวอัสสัมชัญ
ซึ่งตอนนั้น จริงๆ แล้ว กรรมการท่านอื่นๆ ก็คงเห็นความรู้ความสามารถ และความรับผิดชอบของคุณหมออยู่แล้วด้วยเราเป็นเพื่อนอัสสัมฯ กันมานานมาก และจริงๆ แล้ว เพื่อนๆ อัสสัมฯ ในรุ่นเราก็ยินดีกับการที่คุณหมอจะมารับใช้ชาติและประชาชนให้อีกมิติหนึ่ง
แต่ต่อมา ผมได้รับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังข้อความต่อไปนี้
คณะกรรมการสรรหา กสทช. ต้องยืนหยัดต่อหลักนิติรัฐ! เรื่องนี้เกี่ยวพันกับพระราชอำนาจโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มิใช่แค่เป็นเรื่องตำแหน่งของบุคคลเท่านั้น
.
ในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคมนี้ การที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. กำลังจะพิจารณาปัญหาคุณสมบัติซึ่งยืดเยื้อมากว่า 3 ปี ไม่ใช่เพียงการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับคุณสมบัติของบุคคลคนหนึ่ง หากแต่เป็นการตัดสินใจที่มีนัยสำคัญต่อหลักนิติรัฐ หลักการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ
เพราะมาตรา 3 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย วรรคสอง ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม”
ที่สำคัญที่สุด คือการคุ้มครองพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ โดยเฉพาะตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้มีการปล่อยให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ “ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่” ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
เนื่องจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. นั้น มีกระบวนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และโปรดเกล้าฯ ให้พ้นตำแหน่ง ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารัฐมนตรี ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจน ว่ามาตรา 18 และมาตรา 20 นั้น ประกอบมาตรา 180 และมาตรา 182 บทกฎหมาย พระราชรหัสเลขา และพระบรมราชโองการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยเฉพาะ
มาตรา 180 “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งข้าราชการ ฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตำแหน่ง ปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง เว้นแต่กรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะความตายเกษียณอายุหรือพ้นจากราชการ เพราะถูกลงโทษ” และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”
การมีเจตนาฝ่าฝืนมาตราต่างๆ เหล่านี้ จึงเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มีความผิดจริง แต่กลับมีเจตนาฟอกขาว หรือมีเจตนาให้บุคคลดังกล่าวยังคงอยู่ในตำแหน่ง โดยมิชอบ อย่างที่ผ่านมา เพราะยังคงดำรงตำแหน่งดังกล่าว จากที่ปรากฏข้อเท็จจริง ว่าถูกถือให้เป็นผู้สละสิทธิ และผู้ที่ต้องพ้นจากตำแหน่งเป็นการเฉพาะตัว ตามบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย มาหลายปีแล้ว
นอกจากนี้ มาตรา 182 “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันใดอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ” การที่ผู้รับผิดชอบในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอันเป็นข้อเท็จจริง เมื่อทราบแล้วว่า คุณสมบัตินั้นไม่ถูกต้องก็มีหน้าที่ต้องเร่งแก้ไขโดยทันที
ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากหนังสือของมหาวิทยาลัยมหิดลและกรมสรรพากร ซึ่งเคยถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ แสดงให้เห็นว่า ในช่วงก่อนวันที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ยังมีสถานะเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย และต่อมาในฐานะแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง โดยได้รับค่าตอบแทนและมีหลักฐานทางภาษีรองรับ
เมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดลว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ.2561 (และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2565) และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (พรบ.กสทช.) มาตรา 8 และมาตรา 18 ย่อมเกิดข้อสงสัยทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญว่า บุคคลดังกล่าวยังคงมีลักษณะต้องห้ามในฐานะ “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ” ก่อนวันที่จะมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งหรือไม่
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การตีความเพื่อช่วยหรือเอาผิดบุคคลใด แต่คือการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา 18 ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาซึ่งยังมีลักษณะต้องห้าม ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพดังกล่าวก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หากไม่ดำเนินการภายในกำหนด ให้ถือว่าสละสิทธิและต้องดำเนินการสรรหาใหม่
บทบัญญัตินี้มิใช่เพียงเงื่อนไขทางเทคนิค แต่เป็นกลไกที่รัฐธรรมนูญออกแบบขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า บุคคลที่ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง มีคุณสมบัติครบถ้วนก่อนเข้าสู่พระราชอำนาจ มิใช่ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งบุคคลที่ยังมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ดังนั้น หากภายหลังปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ได้รับการแต่งตั้งอาจยังขาดคุณสมบัติในวันก่อนมีพระบรมราชโองการ สิ่งที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องพิจารณา จึงไม่ใช่การหาทางอธิบายเพื่อรักษาตัวบุคคล แต่ต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานและบทบัญญัติของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เพราะสิ่งที่ต้องคุ้มครองคือความถูกต้องของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับหลักการตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยพระราชอำนาจในการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจที่ต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและคุณสมบัติที่ถูกต้องครบถ้วน หากกระบวนการต้นทางมีข้อบกพร่อง ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะตัวผู้ดำรงตำแหน่ง
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการสรรหาจึงมีภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าการตัดสินข้อพิพาทเฉพาะหน้า เพราะกำลังทำหน้าที่พิทักษ์ความน่าเชื่อถือของกลไกรัฐธรรมนูญ หากละเลยข้อเท็จจริงหรือใช้มาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ย่อมเสี่ยงต่อการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่อันตรายว่า แม้ผู้ได้รับการเสนอชื่อจะยังมีลักษณะต้องห้าม ก็สามารถได้รับการยกเว้นได้ในภายหลัง
บรรทัดฐานเช่นนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงกรณีของคุณหมอสรณ แต่จะกลายเป็นแบบอย่างให้การสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระในอนาคต ผู้ได้รับการเสนอชื่อรายอื่นอาจอ้างเหตุเดียวกันเพื่อขอผ่อนปรนหรือยกเว้นหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้มาตรฐานคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระถูกลดทอนลง และทำให้บทบัญญัติของมาตรา 18 กลายเป็นเพียงข้อความที่ไม่มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ
ในท้ายที่สุด ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นความเสียหายต่อระบบกฎหมายและหลักนิติรัฐ คณะกรรมการสรรหาจึงควรยึดมั่นต่อข้อเท็จจริง หลักฐาน และบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปราศจากแรงกดดันทางการเมืองหรือความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เพราะหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาไม่ใช่การปกป้องบุคคล แต่คือการปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และการธำรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระให้ดำเนินไปบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย
ตัวอย่างที่มีลักษณะเดียวกันนี้ที่เคยปรากฏมาก็จะเป็นกรณีที่เคยมีการเสนอรายชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไปแล้ว แต่พบภายหลังว่าลาออกจากตำแหน่งเดิมไม่สมบูรณ์ ก็มีการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเช่นกัน
หากหลักการนี้ถูกละเลยในวันนี้ ผลกระทบจะไม่ได้สิ้นสุดเพียงกรณีของประธาน กสทช. แต่จะกลายเป็นบรรทัดฐานที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งระบบ และเป็นแบบอย่างที่ไม่พึงปรารถนาต่อการใช้อำนาจของรัฐในอนาคต
หมอไห่ครับ ผมหวังว่า ในฐานะที่เราเป็นอัสสัมชนิกดีเด่น เราควรไต่รตรองให้ดีก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่อัสสัมชนิกทุกคน รวมทั้งที่เป็นนักเรียนปัจจุบัน
คุณหมอและผมทราบดีว่า สมัยที่เราเรียนนั้น อัสสัมชนิกรุ่นก่อนๆ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พวกเรา ไม่ว่าจะเป็น พระยาศราภัยพิพัฒ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ และจนถึงรุ่นหลังๆ อย่างพี่ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
จริงๆ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยหลายท่านที่ผ่านมา ก่อนพี่ประสาน ก็เป็นศิษย์เก่าอัสสัมฯ หรือแม้แต่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยปัจจุบันอย่าง คุณวิทัย รัตนากร ก็เป็นนักเรียนอัสสัมฯ ตอนระดับประถมด้วย
เมื่อคุณหมอตั้ง “จิตอาสา” สละหน้าที่การงาน รายได้สูงยิ่งจากการเป็นนายแพทย์เชี่ยวชาญด้านหัวใจ มารับหน้าที่เป็นกรรมการ กสทช และประธาน กสทช คุณหมอก็น่าจะยืนยันเจตนารมณ์ของการเป็น “จิตอาสา” นั้น เมื่อเกิดปัญหาความไม่ถูกต้องในกระบวนการการแต่งตั้ง เราก็น่าจะ “แก้ไขในสิ่งผิด” เพื่อไม่ให้ “เกิดบรรทัดฐานที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการแต่งตั้งองค์กรอิสระทั้งระบบ และเป็นแบบอย่างที่ไม่พึงปรารถนาต่อการใช้อำนาจของรัฐในอนาคต” ครับ
ด้วยความรักและปรารถนาดีเสมอ ไชยันต์ (A.C. 24706).
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'หมอสรณ' หลุดเก้าอี้! 'กก.สรรหา' มติเอกฉันท์ มีลักษณะต้องห้าม กสทช.
คณะกรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ 'นพ.สรณ' ประธานกสทช. มีลักษณะต้องห้าม จึงถือว่าได้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.
จับตา! โหวตชี้ชะตา 'หมอสรณ' ปธ.กสทช. อยู่หรือไป
เก้าอี้ทองคำ! ลุ้น 'นพ.สรณ-ประธานกสทช.' อยู่หรือไป จี้กรรมการสรรหาฯ ชี้ขาดให้จบไปเลย หลังข้อมูลโผล่รับรายได้หลายทาง
คณะสรรหาฯ ถกคุณสมบัติ 'นพ.สรณ' ประธาน กสทช. คาดรู้ผล 30 วัน
คณะกรรมการสรรหา กสทช. ประชุมพิจารณาคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติ "นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์" ประธาน
'องค์กรต้านโกง' จัดหนัก โกงข้อสอบ ประตูทางเข้าบั่นทอนความเชื่อมั่น ชงรบ. 4 ข้อ เร่งด่วน
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จัดหนักโกงข้อสอบ ประตูทางเข้าบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง จี้รัฐบาลหาคนผิดมาลงโทษอย่างไม่ไว้หน้า ปิดช่องโหว่ของการโกงในอนาคต ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ
'อ.อุ๋ย' วิเคราะห์คดีแอร์สาวไทยในออสเตรเลีย เมื่อคำว่า 'ไม่รู้' ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน
นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า .
ไม่เสียเหลี่ยมแน่! 'สีหศักดิ์-ทีมไทยแลนด์' รู้ทันเขมรลากเข้า UNCLOS
'นักรัฐศาสตร์' ชี้อย่าตกใจเกมกัมพูชาเดินหน้า UNCLOS มั่นใจ 'สีหศักดิ์-ทีมไทยแลนด์' รู้ทัน ไม่เสียเหลี่ยม พร้อมเตรียมรับมือครบทุกมิติ

